Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

VOGUE SCOOP | เมื่อ Audemars Piguet ทำจิวเวลรี เกิดอะไรขึ้นกับการพัฒนาโลกลักชัวรีแนวราบ?

Audemars Piguet เปิดตัวคอลเล็กชั่นจิวเวลรีสุดเซอร์ไพรส์ โว้กจึงพาเจาะลึกถึงการเดินห้นาเรื่องธุรกิจและศิลปะ โดยอิงจากแนวคิดการพัฒนาแนวราบเพื่อขยายขอบเขตของการสร้างสรรค์และธุรกิจ

08 ตุลาคม 2569

ปัจจุบันหากพูดถึงความหลากหลายและความลื่นไหลของแบรนด์ลักชัวรีระดับโลก จะพบว่าหลายแบรนด์ขยายตัวในแนวราบมากยิ่งขึ้น แนวราบในที่นี้หมายถึงขยายขอบเขตของสินค้า งานฝีมือ และการค้นคว้าพัฒนา แรกเริ่มเดิมทีถ้าย้อนกลับไปหลักศตวรรษ จะพบว่าการก่อตั้งแบรนด์ถือกำเนิดจากเวิร์กช็อปแห่งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือไม่ก็ความสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงมุมมองด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน สำหรับโลกยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างออกไป เพราะการพัฒนาในแนวดิ่งคือการปีนยอดเขาสูงชันและเต็มไปด้วยคู่แข่งที่มีเป้าหมายเดียวกัน ทว่าการขยายตลาดและขีดความสามารถจะเปิดอิสระให้การพัฒนาของแบรนด์มีความเป็นไปได้ในทิศทางที่กว้างขวางมากกว่าเดิม

 

การพัฒนาแนวราบคืออะไร และสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมลักชัวรี

ผู้อ่านโว้กส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหลัก ซึ่งหลายแบรนด์ก็ถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องแฟชั่นโดยตรง CHANEL โดย Gabrielle Chanel หรือ Dior โดย Christian Dior มีจุดเริ่มต้นความน่าสนใจเรื่องการปฏิวัติวงการแฟชั่นจนกลายเป็นห้องเสื้อระดับตำนานที่ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งจวบจนปัจจุบัน การพัฒนาในแนวดิ่งของชาเนลและดิออร์อาจเดินมาถึงทางตัน สธน ตันตราภรณ์ อดีต Managing Director โว้กประเทศไทย เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า “การไต่เต้าจาก 1 ถึง 8 มันง่าย แต่การข้ามไปสู่ระดับ 9 และ 10 เต็มคือความท้าทาย” หลักคิดนี้อาจใช้กับห้องเสื้ออันยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้ดีไซเนอร์ยุคใหม่จะสามารถผลักดันแฟชั่นให้ยอดเยี่ยมกว่าที่เคย แต่การผลักดันให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ทวีความยิ่งใหญ่ขึ้นไปย่อมท้าทายขีดความสามารถ และแน่นอนว่าลงทุนมหาศาลทั้งในแง่รูปธรรมและนามธรรมเองก็ตาม เท่ากับว่าการพัฒนาในแนวดิ่งกำลังจะถึงจุดสูงสุด หรือแท้จริงแล้วไม่มีสูงสุด มีแต่จะสูงขึ้นได้เรื่อยๆ หรือตอนนี้บางแบรนด์ที่ขึ้นจรวดสู่ยอดบนสุดอาจกำลังรักษามาตรฐานสูงลิ่วมากกว่าการปีนเพิ่มเสียด้วยซ้ำ

 

การหันหัวเลี้ยวสู่มิติด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจ เรื่องจิวเวลรีก็เป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยและมองว่าแบรนด์แฟชั่นทั้งหลายก็เอาจริงเอาจังกันอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าไม่นับจิวเวลรีสำหรับการสไตลิ่ง แต่มองถึงจิวเวลรีชั้นสูง ความใส่ใจของชาเนลและดิออร์ก็เป็นเสน่ห์แห่งการไล่ล่าที่น่าสนใจ การพัฒนาแนวราบตรงนี้คือการขยายฐานของกลุ่มสินค้าให้มีความน่าดึงดูด หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวเซ็ตมูลค่าให้มีระดับความลักชัวรีเพิ่มเติมขึ้นอีกขั้น

จากแบรนด์แฟชั่นสู่ผู้รังสรรค์จิวเวลรีชั้นยอด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ชาเนลและดิออร์เติบโตอย่างมากในด้านจิวเวลรี การสรรสร้างคอลเล็กชั่นไฟน์จิวเวลรี เรื่อยไปจนถึงจิวเวลรีชั้นสูงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ด้านชาเนลหยิบยกเอาแรงบันดาลใจสุดไอคอนิกตามหน้าประวัติศาสตร์ต่างๆ มารังสรรค์เป็นความหรูหราและนิยามจิวเวลรีชั้นสูงด้วยภาษาของตัวเอง ในขณะที่ดิออร์ก็เลือกสรรรายละเอียดความน่าทึ่งและมนตร์เสน่ห์ของเมซงมาเป็นแกนหลักสำคัญเช่นเดียวกัน ข้อได้เปรียบของการพัฒนาด้านจิวเวลรีของแบรนด์เหล่านี้คือแรงบันดาลใจ ประวัติศาสตร์ คลังผลงานเก่า และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นการขยายรากฐานต่อสู่โลกจิวเวลรีจึงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ในขณะเดียวกันแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับการขยายแนวราบได้เช่นกัน Gucci ก็เริ่มหันมาเนรมิตผลงานจิวเวลรีชั้นสูง หรือจะเป็น Hermès ที่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาก็มีผลงานอันน่าจดจำอยู่เรื่อยๆ นอกจากนี้หากลดมาตรฐานจากจิวเวลรีชั้นสูงสู่ไฟน์จิวเวลรีและเครื่องประดับ มีหลายแบรนด์ที่สรรสร้างชิ้นงานได้อย่างโดดเด่น แม้จะไม่ได้หวือหวาหรือหรูหราเท่ากับจิวเวลรีระดับพระกาฬ แต่ก็มีรายละเอียดสะท้อนอัตลักษณ์ งานฝีมือ และมุมมองความสร้างสรรค์ที่ชวนให้สนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

การเปลี่ยนแปลงและขยายตัวของโลกลักชัวรีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อาจจะเป็นภาพที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ยังจำกันได้หรือไม่ว่าแต่ละแบรนด์มีจุดเริ่มต้นในการสร้างอาณาจักรลักชัวรีอย่างไร Louis Vuitton ที่ตอนนี้เติบโตเป็นมหาอำนาจของโลกลักชัวรีเริ่มจากการรังสรรค์กระเป๋าและหีบสำหรับการเดินทาง Gucci ก็โดดเด่นเรื่องเครื่องหนังสไตล์อิตาเลียน Hermès เริ่มจากอุปกรณ์ขี่ม้า หรือแม้แต่ Ferragamo ที่ผู้ก่อตั้งคือช่างทำรองเท้าฝีมือก่งฉกาจ การขยายรากฐานคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปในอดีตการริเริ่มแนวทางเพื่อขยายฐานแนวราบอาจใช้เวลามากเหลือเกิน เพราะแท้จริงแล้วจิตวิญญาณของช่างผู้เชี่ยวชาญผูกโยงกับแนวคิดดั้งเดิมของแต่ละแบรนด์มากกว่า กว่าที่แบรนด์แต่ละแบรนด์จะให้กำเนิดไลน์สินค้าใหม่และกลายเป็นไฮไลต์ที่อาจทำให้ภาพจำเดิมจางหายไปเสียอีก ลองสังเกตว่าแบรนด์ข้างต้นมีไอเท็มชิ้นยอดนิยมที่ไม่ได้เป็นผลงานดั้งเดิมอีกแล้ว แน่นอนว่ายังมีคนมองหาอุปกรณ์ขี่ม้าอันหรูหรา แต่คงไม่เท่าระดับอุปสงค์ของกระเป๋า Birkin และ Kelly เราอาจจะเห็นหีบเดินทางใบยักษ์ในบ้านผู้รากมากดีสักคน แต่ก็ไม่ใช่ไอเท็มยอดนิยมเท่ากับกระเป๋าและเสื้อผ้า แต่บางแบรนด์ก็ยังรักษาจุดเด่นไว้ได้เช่นเดิม Ferragamo ชื่อนี้ยังการันตีเรื่องรองเท้าหนังจากความประณีตแบบฉบับอิตาเลียนเสมอมา ดังนั้นการขยายรากฐานเพื่อพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่า ค้นหาอัตลักษณ์นรูปแบบใหม่ เรื่อยไปจนถึงการทดลองตามวิสัยทัศน์ของผู้นำและการเคลื่อนไปของยุคสมัย ทำให้การขยายตัวในแนวราบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีทั้งประสบความสำเร็จแบบเทียบเท่าฐานเดิม ประสบความสำเร็จและลบล้างภาพดีเอ็นเอในอดีต หรือจะล้มเหลวก็มีให้เห็นอยู่บ้างประปราย

จากผลงานแฟชั่นและจิวเวลรีสู่โลกนาฬิกาโดยสมบูรณ์

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างเข้มข้นของเมซงนาฬิการะดับเพชรยอดมงกุฎทั้งหลาย กลับมีแบรนด์ที่พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดนาฬิกาอย่างกล้าหาญ ผู้เขียนไม่ได้กำลังกล่าวถึงเหล่านักสร้างสรรค์นาฬิกาอิสระที่เปี่ยมด้วยแพสชั่นและไล่ล่าความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่กำลังกล่าวถึงแบรนด์ระดับยักษ์ใหญ่ที่เบนเข็มมาเชิดชูเรื่องนาฬิกาอย่างเข้มข้น Michel Navas และ Enrico Barbasini นำทัพ Louis Vuitton เข้าสู่การแข่งขันสุดเอ็กซ์ตรีม และ La Fabrique du Temps ก็ขึ้นชื่อลือชาในสารบบโลกนาฬิกา เรียกว่าความใส่ใจของเมซงแห่งนี้พยายามเปลี่ยนมุมมองในการเข้าถึงเรื่องนาฬิกาของแบรนด์ลักชัวรีจากแขนงอื่น เพราะนี่คือคำขาดว่าพวกเขาเอาจริง เช่นเดียวกับ Hermès ที่ขนสุดยอดผลงานเชิงนวัตกรรมผสมผสานกับงานศิลปะระดับสูง ประกอบสร้างผ่านการขับเคลื่อนของกลไกเฉพาะตัว จะมีอะไรหวือหวา น่าสนุกตื่นเต้นไปกว่านาฬิกาจากเมซงแห่งนี้ แบรนด์อย่าง Gucci ก็ผลักดันนาฬิกาชั้นสูง หรือถ้ามองถึงแบรนด์ที่ถือกำเนิดจากเรื่องจิวเวลรี Bvlgari กำลังมาแรงด้วยการกุมบังเหียนของ Fabrizio Buonamassa ที่พา Octo Finissimo ทุบสถิติโลกมานักต่อนัก ในขณะเดียวกันก็รักษาความสง่างามเรื่องจิวเวลรี ก่อนจะนำมาผสมผสานกับเรือนเวลาแสนหรูหราได้อย่างงดงาม CHANEL ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ลบล้างภาพจำด้านแฟชั่น และเผยวิสัยทัศน์ ตั้งแต่โรงงานเฉพาะสำหรับพัฒนาทดลองเรื่องนาฬิกา เป้าในการผลิตที่มุ่งเน้นเรื่องศักยภาพไปพร้อมกับมิติเชิงศิลป์ มากไปกว่านั้นยังเชิดชูความสลับซับซ้อน และนำเสนอเรือนเวลาอันน่าทึ่งมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งแต่เดิมแบรนด์ก็ครองตลาดนาฬิกาเฟมินีนที่มี Première เป็นเครื่องหมายชูโรงอยู่แล้ว มากไปกว่านั้นยังสนับสนุนแบรนด์ผู้รังสรรค์นาฬิกาอิสระมากมาย สะท้อนถึงความสนใจและการหลอมรวมเข้าสู่โลกนาฬิกาเพื่อขยายฐานแนวราบให้แข็งแกร่งหนักแน่นก็เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม

เมื่อเมซงนาฬิการะดับแถวหน้าหันมานำเสนอจิวเวลรี นี่คือภาพความหวังแห่งอนาคต หรือโปรเจกต์ชั่วคราวที่อาจล้มเหลว

ข่าวใหญ่ช่วงเดือนตุลาคม 2026 คือการที่ Audemars Piguet เปิดตัวคอลเล็กชั่นจิวเวลรีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสายของนาฬิกา Royal Oak เชื่อว่าใครเห็นการจดจำได้ทันทีว่านี่คือองค์ประกอบสำคัญของนาฬิการุ่นอมตะตลอดกาล ถึงขนาดสื่อหลายเจ้าต้องพาดหัวว่า “ไม่ต้องหาหน้าปัด เพราะนี่คือ Royal Oak ในเวอร์ชั่นจิวเวลรี” ภายใต้การนำทัพของประธานกรรมการบริหารหญิงอย่าง Illaria Resta การเข้ามากุมบังเหียนในฐานะหัวหอกใหญ่สุดของเมซงนาฬิการะดับยอดพีระมิดไม่ใช่เรื่องง่าย ยุคสมัยของเธอเปี่ยมด้วยศิลปะและมีการผลักดันนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีอยู่เสมอ Royal Oak Mini Frosted Gold ก็เป็นนาฬิกาขนาดจิ๋วที่มีการจับมือการศิลปินนักออกแบบจิวเวลรีชาวอิตาเลียน ต่อมาก็มีการออกแบบและสรรสร้างนาฬิกาสำหรับผู้หญิง นำเสนอผ่านขนาด รูปทรง และสีสัน มาจนวันนี้เมซงนาฬิการะดับแนวหน้าผันตัวสู่ผู้ผลิตจิวเวลรีอย่างเต็มตัว การพลิกบทบาทตรงนี้ยิ่งสร้างความน่าประหลาดใจ เพราะตลาดจิวเวลรีถือเป็นตลาดแข่งขันสูงอีกหนึ่งตลาด การที่ก้าวลงไปเล่นอย่างเซอร์ไพรส์เพื่อขยายฐานแนวราบอาจเป็นความสุ่มเสี่ยงที่ต้องรอติดตามว่าคุ้มค่าคุ้มราคาหรือไม่ ก่อนหน้านี้ Patek Philippe และแบรนด์นาฬิการะดับลักชัวรีก็ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ในผลงานด้านอื่นๆ ประปราย แต่ไม่ใช่การเปิดฉากม่านการแสดงยิ่งใหญ่และหวือหวาเท่านี้ มีเพียงแอ็กเซสเซอรี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ถูกมองเป็นของสะสมเสียมากกว่า เมื่อการเข้ามาผ่านวิสัยทัศน์เดินเกมแนวนราบอย่างแข็งแกร่งของแบรนด์ลักชัวรีต่างๆ ส่งผลต่อโลกนาฬิกา การวางหมากของเมซงนาฬิกาเองก็จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้การขยายพื้นที่แนวราบโดยมีจุดเริ่มคืออาณาจักรของเรือนเวลาก็อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่ท้าทาย ถึงกระนั้นจากเกมการขยายรากฐานต้องบอกว่าผู้ที่มีความหนักแน่นยิ่งกว่าใครคงจะเป็นแบรนด์อย่าง Cartier, Piaget และ Van Cleef & Arpels ที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับทั้งเรื่องนาฬิกาและจิวเวลรีมาโดยตลอด มากไปกว่านั้นแบรนด์อย่าง Rolex, Breguet และ Vacheron Constantin ก็อาจเป็นผู้ที่ยังไม่ต้องแยแสกับกระแสการเดินเกมขยายฐานแนวราบอะไรเท่าไหร่นัก เพราะหลักการยืนที่มั่นคงและชูเรื่องนาฬิกาแบบสุดลิ่มทิ่มประตูก็เพียงพอจะรักษาความยิ่งใหญ่เกินเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้แล้ว

Audemars Piguet กับความหวือหวาที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่กลับมีประวัติศาสตร์อันย้อนกลับไปยาวนาน

ศาสตร์ด้านศิลปะของ Audemars Piguet ปรากฏมาอย่างยาวนาน เชื่อมโยงกับศาสตร์การรังสรรค์นาฬิกาอันยอดเยี่ยม การผลักดันคอลเล็กชั่น Royal Oak Joaillerie ที่มีผลงานโดดเด่นทั้ง Haute Joaillerie Risoud Eclipse และ Dream of Joux พร้อมด้วยซีรี่ส์ Frosted Gold ทุกสิ่งล้วนย้อนกลับสู่รากฐานแรงบันดาลใจจาก Vallée de Joux รากแห่งจุดเริ่มต้นของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1875 ความเชื่อมโยงก้าวข้ามมาสู่ยุคสมัยของ Gérald Genta กับการพัฒนาเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์และเป็นดั่งไอคอนของเมซงอย่าง Royal Oak ก่อนจะถูกต่อยอดโดย Jacqueline Dimier ดีไซเนอร์หญิง in-house ซึ่งความละเอียดประณีตตามฉบับ Métiers d’Art ถูกตีความใหม่อีกครั้งในปื 2026 กับการเลือกสรรโมทีฟ สีสัน สัญลักษณ์ต่างๆ รวมถึงเรื่องวัสดุมาเพื่อสรรสร้างเป็นจิวเวลรีแสนล้ำค่า โดยจุดนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีทั้งเรื่องการสรรสร้างงานศิลปะขนาดจิ๋ว งานประดับอัญมณี ไปจนถึงวิธีออกแบบที่ละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกว่า Audemars Piguet ไม่ใช่ใครอื่นในวงการจิวเวลรีเสียทีเดียว เพราะตามหน้าประวัติศาสตร์มีความเชื่อมโยงกับเมซงจิวเวลรีระดับแถวหน้าทั้ง Cartier, Tiffany & Co. และ Bvlgari ผลงานต่างๆ ปรากฏขึ้นมากมายเช่นเดียวกับอัญมณีหลากสีสันที่ส่องประกายอย่างสง่างามมาตลอดหลายทศวรรษ จนกระทั่งในปี 1980s เวิร์กช็อปจิวเวลรีของ Audermars Piguet ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ จุดประสงค์เพื่อเนรมิตผลงานจิวเวลรีสำหรับเรือนเวลาอย่างเต็มประสิทธิภาพ หลังจากจุดนี้เป็นต้นมาเมซงก็พัฒนาเรือนเวลาและจิวเวลรีที่น่าสนใจนับไม่ถ้วน รวมถึงเหล่าผลงานชนิดหนึ่งเดียวในโลก หรือจะกล่าวได้ว่านี่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้นาฬิกาเป็นดั่งจิวเวลรีทรงคุณค่า (และเปี่ยมด้วยมูลค่า) ปัจจุบันมันแปรเปลี่ยนจากนาฬิกาจิวเวลรีเป็นจิวเวลรีอันหรูหรา และสะท้อนตัวตนของเมซงออกมาอย่างชัดเจน หลายคนอาจจะมองว่าการเปิดตัวคอลเล็กชั่นจิวเวลรีคือเรื่องเซอร์ไพรส์ราวกับเหตุการณ์แสนสุ่มประจำปี แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่าเมซงแห่งนี้ผูกโยงกับเรื่องจิวเวลรีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับจากนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าการสร้างสรรค์จิวเวลรีจะเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้เมซง หากประสบความสำเร็จ หรือจะเป็นความน่าฉงนที่จารึกไว้เป็นความแปลกประหลาดที่อาจล้มเหลว มีเวลาเท่านั้นจะให้คำตอบได้


(สามารถอ่านเรื่องราวของโลกนาฬิกาและจิวเวลรีเพิ่มเติมได้กับบทความ VOGUE WATCH | สุดยอดแห่งเรือนจิวเวลรีที่สร้างความมหัศจรรย์สมนิยามคำว่า ‘Wonders’ ในอีกมิติ)