“บีทรูท” เป็นพืชรากที่สะดุดตาด้วยสีแดงอมม่วงสด แต่ภายใต้สีสันอันเป็นเอกลักษณ์ยังมีสารอาหารสำคัญหลายชนิดซ่อนอยู่ ทั้งใยอาหาร โฟเลต โพแทสเซียม ไนเตรตตามธรรมชาติ และเบทาเลน ซึ่งทำให้บีทรูทมีสีโดดเด่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผักรากชนิดนี้จะถูกนำมาทำตั้งแต่สลัด ซุป สมูทตี้ ไปจนถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แล้วบีทรูทมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร? กินอย่างไรถึงจะดี? มาทำความรู้จักคุณค่าของบีทรูทให้มากขึ้นกันในบทความนี้

บีทรูทคืออะไร มีสารอาหารอะไรบ้าง?
บีทรูท (Beetroot) เป็นผักหัวสีแดงอมม่วงที่คนไทยมักพบในเมนูสลัด น้ำผักผลไม้ และสมูทตี้ มีรสหวานตามธรรมชาติและกลิ่นดินเฉพาะตัว สามารถกินสดหรือนำไปต้ม นึ่ง และอบได้ ส่วนสีแดงเข้มที่มักติดมือหรือภาชนะมาจากสารสีธรรมชาติที่เรียกว่าเบทาเลน โดยบีทรูทมีสารอาหารและสารสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่
- ใยอาหาร: ช่วยเพิ่มกากอาหาร ส่งเสริมการขับถ่าย และช่วยให้อิ่มนานขึ้น
- โฟเลต: มีส่วนสำคัญต่อการแบ่งตัวของเซลล์และการสร้างเม็ดเลือดแดง รวมถึงจำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์
- โพแทสเซียม: ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย
- แมงกานีส: มีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและการสร้างกระดูก
- วิตามินซี: มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้ดีขึ้น
- ไนเตรตตามธรรมชาติ: ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดคลายตัวและเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
- เบทาเลน: สารสีแดงอมม่วงที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

บีทรูทมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร?
ประโยชน์ของบีทรูทไม่ได้มาจากสีแดงอมม่วงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสารอาหารหลายชนิดที่ทำงานร่วมกัน ทั้งใยอาหาร โฟเลต โพแทสเซียม เบทาเลน และไนเตรตตามธรรมชาติ การกินบีทรูทเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่หลากหลายจึงอาจส่งผลดีต่อร่างกายในหลายด้าน
- ช่วยดูแลระบบขับถ่าย: ใยอาหารในบีทรูทช่วยเพิ่มกากอาหารและเสริมการทำงานของลำไส้ โดยการกินแบบทั้งเนื้อจะได้รับใยอาหารมากกว่าการดื่มเฉพาะน้ำบีทรูทที่แยกกากแล้ว
- มีส่วนช่วยดูแลหลอดเลือดและความดันโลหิต: ไนเตรตตามธรรมชาติในบีทรูทสามารถเปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดคลายตัวและเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
- ช่วยเสริมสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย: เบทาเลน ซึ่งเป็นสารสีที่ทำให้บีทรูทมีสีแดงอมม่วง มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและอาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์
- สนับสนุนการสร้างเซลล์และเม็ดเลือดแดง: โฟเลตมีบทบาทต่อการแบ่งตัวของเซลล์และการสร้างเม็ดเลือดแดง
- เสริมสมรรถภาพในการออกกำลังกาย: ไนเตรตในน้ำบีทรูทช่วยให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้มีประสิทธิภาพขึ้น และส่งผลดีต่อความทนทานในการออกกำลังกายในบางคน

กินบีทรูทอย่างไรให้ได้ประโยชน์?
บีทรูทกินได้ทั้งแบบสดและปรุงสุก โดยแต่ละรูปแบบมีข้อดีต่างกัน หากชอบเนื้อกรอบและรสสด สามารถปอกเปลือกแล้วฝานบางๆ ใส่ในสลัด ส่วนคนที่ไม่คุ้นกับกลิ่นดินของบีทรูท ลองนำไปนึ่งหรืออบจนเนื้อนุ่ม รสหวานตามธรรมชาติจะชัดขึ้นและกินง่ายกว่าเดิม
- เลือกกินบีทรูททั้งเนื้อ: ช่วยให้ได้รับใยอาหารมากกว่าการดื่มเฉพาะน้ำที่แยกกากแล้ว จะนำไปทำสลัด ซุป หรือกินเป็นเครื่องเคียงก็ได้
- สลับระหว่างแบบสดและปรุงสุก: บีทรูทสดเหมาะสำหรับฝานหรือขูดใส่สลัด ขณะที่การนึ่งและอบทำให้เนื้อนุ่มและรสหวานขึ้น จึงช่วยเพิ่มความหลากหลายให้มื้ออาหาร
- นำไปแมตช์กับอาหารให้ครบหมู่: ลองกินคู่กับไข่ต้ม อกไก่ ปลา เต้าหู้ โยเกิร์ต หรือถั่วต่างๆ เพื่อเติมโปรตีน
- ดื่มน้ำบีทรูท: หากเลือกแบบสำเร็จรูป ควรอ่านฉลากและมองหาสูตรที่ไม่เติมน้ำตาล เพราะบีทรูทมีรสหวานตามธรรมชาติอยู่แล้ว
- กินในปริมาณพอเหมาะและหลากหลาย: ไม่จำเป็นต้องกินบีทรูททุกวันหรือกินครั้งละมากๆ จึงจะได้ประโยชน์ ควรสลับกับผักหลากสีชนิดอื่น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
หลังรับประทานบีทรูท ปัสสาวะหรืออุจจาระอาจเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดงจากสารสีตามธรรมชาติ ซึ่งโดยทั่วไปไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีประวัตินิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต โรคไต ความดันโลหิตต่ำ หรือใช้ยาลดความดัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินบีทรูทหรือน้ำบีทรูทเข้มข้นเป็นประจำ
ทำไมจึงควรกินบีทรูท? นั่นก็เพราะบีทรูทเป็นอีกหนึ่งผักที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารให้กับมื้ออาหาร ทั้งใยอาหาร โฟเลต โพแทสเซียม และเบทาเลน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ไนเตรตตามธรรมชาติในบีทรูทยังช่วยสนับสนุนการไหลเวียนเลือดและการดูแลความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม บีทรูทไม่ใช่อาหารวิเศษและไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน สิ่งสำคัญคือการกินในปริมาณพอเหมาะ เลือกกินแบบทั้งเนื้อเพื่อให้ได้ใยอาหาร และสลับกับผักหลากหลายสีเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน





