Dior คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026

FASHION

Dior ในยุค 'Jonathan Anderson' ดันยอดขาย LVMH ไตรมาส 2 ประจำปี 2026 พลิกโต 1%

LVMH รายงานผลประกอบการ Q2/2026 แผนกแฟชั่นโต 1% จากความสำเร็จของ Dior โดย 'Jonathan Anderson'

29 กรกฎาคม 2569

สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ยอดขาย LVMH ไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2026

  1. แผนกสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังของ LVMH พลิกกลับมามียอดขายแบบ Organic Growth เติบโตขึ้น 1% ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 แตะ 8.89 พันล้านยูโร หลังจากตัวเลขติดลบยาวนานถึง 2 ปี
  2. Dior ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นแซงหน้าค่าเฉลี่ยของแผนก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ที่มียอดขายเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก
  3. ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจาก Dior คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 โดย 'Jonathan Anderson' ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องหนัง และเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์
  4. ยอดขายในประเทศญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 14% ขณะที่สหรัฐอเมริกาเติบโตขึ้นเป็น 6% รวมถึงแผนกนาฬิกา และเครื่องประดับที่เติบโตกว่า 11% โดยได้แรงหนุนจากแบรนด์อย่าง Tiffany & Co. และ Bvlgari
  5. ในขณะที่ผู้บริโภคระดับ Aspirational ชะลอตัว LVMH ได้หันมาโฟกัสที่กลุ่มลูกค้า VICs ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับแบรนด์อื่นๆ ภายในเครืออย่าง Louis Vuitton, Loro Piana และ Celine

     LVMH ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2026 ด้วยยอดขายแบบ Organic Growth เพิ่มขึ้น 1% แตะระดับ 8.89 พันล้านยูโร โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่แผนกสินค้าแฟชั่น และเครื่องหนัง ที่กลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากเผชิญกับภาวะยอดขายติดลบยาวนานถึง 7 ไตรมาสหรือเกือบ 2 ปีเต็ม ส่งผลให้รายได้รวมแบบ Organic Growth ของทั้งกลุ่ม LVMH ประจำไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 3% มาอยู่ที่ 1.952 หมื่นล้านยูโร

     ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก Dior ซึ่ง 'Bernard Arnault' ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LVMH ระบุว่า การเติบโตที่เร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2 เกิดขึ้นจากสิ่งที่เหล่านักวิเคราะห์เรียกว่า 'Jonathan Anderson Effect' หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ทั้งคอลเล็กชั่นสตรีและสุภาพบุรุษของ Dior เมื่อปีที่ผ่านมา และสร้างกระแสตอบรับไปได้อย่างล้นหลาม อีกทั้งการเปิดตัวร้านค้าแห่งใหม่ของ Louis Vuitton ในกรุงปักกิ่งและกรุงโซล ตลอดจนความแข็งแกร่งของกลุ่มเครื่องประดับอย่าง Tiffany & Co. และ Bvlgari

เสียงตอบรับจากผู้บริหาร และเจาะลึกสินค้ารุ่นฮิตสร้างยอดขาย

     'Cécile Cabanis' ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของ LVMH ได้เปิดเผยรายละเอียดในไตรมาสที่ 2 ว่า Louis Vuitton และ Dior ต่างทำผลงานยอดขายเป็นบวก โดยยอดขายของ Louis Vuitton สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของแผนก ในขณะที่ Dior สามารถทำผลงานได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน่าประทับใจ นอกจากนี้แบรนด์ในเครืออย่าง Loro Piana และ Rimowa ยังคงทำผลงานได้ดีเกินคาดการณ์ ขณะที่ Celine และ Fendi มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องแบบไตรมาสต่อไตรมาส

    สำหรับ Dior นั้น ยอดขายปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มลูกค้าทุกระดับตลอดช่วงครึ่งแรกของปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ที่มียอดขายเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก จากทั้งกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว และลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยมีสินค้ากลุ่มเครื่องหนัง และเสื้อผ้าพร้อมเรดี้ทูแวร์ เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหลัก ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลามจากคอลเล็กชั่นเปิดตัวของ 'Jonathan Anderson'

     ในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง กระเป๋ารุ่นใหม่อย่าง Dior Cigale กลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ ที่สร้างกระแสได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการนำกระเป๋ารุ่นไอคอนิกตลอดกาลอย่าง Lady Dior มาปรับโฉมใหม่ ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อของทั้งลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านทางดีไซน์จะทำให้เกิดปัญหาสินค้าบางรุ่นขาดตลาดชั่วคราว เนื่องจากระบบซัพพลายเชนต้องปรับตัว รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กดดันยอดขายรวมราว 1% แต่มุมมองโดยรวมถือว่าฟื้นตัวขึ้นอย่างมั่นคง โดย 'Cécile Cabanis' ยืนยันว่าเป้าหมายของกลุ่มคือ การสร้างความเติบโตนี้ ให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สรุปผลงานรายแผนก และภาพรวมการฟื้นตัวในแต่ละภูมิภาค

     นอกเหนือจากแผนกแฟชั่น ผลประกอบการในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ของ LVMH ในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 แสดงสัญญาณความแข็งแกร่งดังนี้

  1. แผนกนาฬิกาและเครื่องประดับ ยอดขาย Organic พุ่งขึ้น 11% ขับเคลื่อนโดย Tiffany & Co. คอลเล็กชั่น HardWear เติบโต 75% และ Knot เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่วน Bvlgari ที่มียอดขายเติบโตระดับ Mid-teens สอดคล้องกับภาพรวมตลาด Hard Luxury ของคู่แข่งอย่าง Richemont ที่โต 20%
  2. แผนกการค้าปลีกแบบเลือกสรรเติบโต 6% ได้รับอานิสงส์หลักจากผลงานที่แข็งแกร่งของ Sephora แม้ว่า DFS จะมีการปรับโครงสร้างขายสิทธิ์ร้านค้าปลอดภาษีในหลายภูมิภาค
  3. แผนกไวน์และสุรา เติบโตขึ้นกว่า 5% จากการฟื้นตัวของยอดขายแชมเปญ และคอนญัก
  4. แผนกน้ำหอมและเครื่องสำอาง ยังคงชะลอตัวเล็กน้อยที่ -1%

ในส่วนของยอดขายรายภูมิภาค Organic Growth Q2 2026

  1. ญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นถึง 14% ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นอย่างก้าวกระโดดจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 3%
  2. สหรัฐอเมริกา ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 6% จากระดับ 3% ในไตรมาสก่อนหน้า
  3. เอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) เติบโต 4% ชะลอตัวลงจาก 6% ในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากตลาดจีนหันไปช็อปปิ้งต่างประเทศมากขึ้น
  4. ยุโรปทรงตัวที่ 0% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ติดลบ 3%

ผลกำไรทางการเงิน และกลยุทธ์การมุ่งเน้นสร้างฐานลูกค้าทุกระดับ

     ในแง่ของตัวเลขทางการเงินรวมครึ่งแรกของปี 2026 กลุ่ม LVMH มีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 8.7 พันล้านยูโร คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน ที่ 22.5% ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 21.8% ขณะที่กำไรสุทธิของกลุ่ม จะคงตัวอยู่ที่ 5.7 พันล้านยูโร

     ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ผู้บริโภคระดับ Aspirational ชะลอการใช้จ่ายเนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ อ้างอิงจากรายงานของ Bernstein ที่ชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ลักขัวรีต้องพึ่งพาพลังซื้อจากกลุ่ม VICs Top 0.1% ซึ่งคิดเป็น 23% ของยอดขายรวมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม 'Cécile Cabanis' ได้ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอุตสาหกรรมลักชัวรี กำลังสูญเสียอุปสงค์จากผู้บริโภคชนชั้นกลาง โดยให้ความเห็นว่า "ตราบใดที่มีการสร้างความมั่งคั่งเกิดขึ้น ทั้งในสหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้ ความต้องการสินค้าลักชัวรียังคงแข็งแกร่งในทุกกลุ่ม"

     เพื่อรักษาสมดุลนี้ 'Bernard Arnault' และ LVMH ได้วางกลยุทธ์ดูแลโครงสร้างฐานลูกค้าอย่างครอบคลุม โดยเน้นการสร้างสรรค์ 'ความแปลกใหม่' และนวัตกรรมสินค้าที่แตกต่าง เช่น Louis Vuitton ที่ฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram ด้วยการนำกระเป๋ารุ่น Speedy และ Alma กลับมาเติบโต พร้อมเปิดตัวคอลเล็กชั่น Monogram Emblème ที่ใช้ผ้าแจ็คการ์ดแทนผ้ายางเคลือบแบบดั้งเดิม ตลอดจนการรักษาระดับราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่กระเป๋ารุ่นที่เข้าถึงง่ายสำหรับกลุ่ม Aspirational อย่าง Squire East West และ Multipass ไปจนถึงกระเป๋าสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐี VICs อย่าง Speedy P9 ที่มีราคาสูงกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแฟชั่นลักชัวรีระดับโลก

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LVMH ได้ที่ (LVMH ปิดดีลขาย Marc Jacobs ให้ WHP Global มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ปรับโครงสร้างรับตลาดหรูชะลอตัว)

ภาพ : Courtesy of Dior