Dior Haute Couture FW26

FASHION

VOGUE SCOOP | เจาะลึกเบื้องหลังการออกแบบ Dior โอตกูตูร์ลำดับที่ 2 ของ 'Jonathan Anderson'

จากผลงานของ 'Lynda Benglis' สู่งานหัตถศิลป์อินเดีย ในโลก Dior โอตกูตูร์ของ 'Jonathan Anderson'

10 กรกฎาคม 2569

     Dior โอตกูตูร์ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ลำดับที่สองของ 'Jonathan Anderson' ได้พาเหล่าสาวกดำดิ่งสู่โลกของงานศิลปะที่ไร้ขอบเขต ด้วยการเดินทางข้ามพรมแดนจากเมืองซานตาเฟ สู่แคว้นคุชราต ประเทศอินเดีย ผ่านการตีความผลงานประติมากรรมของ 'Lynda Benglis' ที่ถูกชุบชีวิตใหม่ในภาษาของแฟชั่นชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์นกยูงเลื่องชื่อ หรืองานผ้าทอมือโบราณ Chintz จากศตวรรษที่ 18 บนกระเป๋า Lady Dior ตามไปสัมผัสแง่มุม และเรื่องราวของโชว์ในครั้งนี้ ตั้งแต่แรงบันดาลใจเบื้องหลัง ไฮไลต์ลุค ไปจนถึงดีเทลงานคราฟต์สุดวิจิตร ที่สาวดิออร์ไม่ควรพลาดได้เลยที่นี่!

Lab as Couture ของ 'Jonathan Anderson'

 "ฉันมีส่วนร่วมอย่างมากในงานสตูดิโอของฉัน สตูดิโอคือห้องแล็บของฉันก็ว่าได้" - 'Lynda Benglis' 

        คำกล่าวจากศิลปินประติมากรหญิงระดับตำนาน ที่กลายมาเป็นหัวใจสำคัญและจุดเริ่มต้นของ Dior คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ที่ิ 'Jonathan Anderson' ได้เปลี่ยนห้องเสื้อดิออร์ ให้กลายเป็นห้องทดลองของแฟชั่นชั้นสูง ด้วยการหยิบยกผลงาน และเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ของ 'Lynda Benglis' ทั้งการผูกปม การอัดพลีตด้วยมือ และการขึ้นรูปทรง มาตีความใหม่ในแบบฉบับของเขา เรื่อยจนการเดินทางของ 'Lynda Benglis' ตั้งแต่วิถีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ในเมือง Ahmedabad ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่มาของผลงานชุด 'Peacock' ไปจนถึงความอบอุ่นของเมือง Santa Fe รัฐนิวเม็กซิโก แหล่งที่ตั้งสตูดิโอในปัจจุบันของเธอ ที่โจนาธานได้นำประสบการณ์แสนล้ำค่าเหล่านั้นมาร้อยเรียงใหม่ เพื่อเชิดชูความเป็นผู้หญิงในแบบฉบับของดิออร์ ขณะที่ยังคงดึงดูดกลุ่มลูกค้าผู้ภักดี พร้อมจุดประกายความสนใจให้แก่ผู้คนแฟชั่นยุคใหม่

เรือนกระจกแมกไม้สีเขียวขจี ณ Musée Rodin

     ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของปารีสโอตกูตูร์แฟชั่นวีก Dior ยังคงเลือกต้อนรับเหล่าแขกคนสำคัญ ณ พิพิธภัณฑ์ Musée Rodin ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของแบรนด์ พร้อมการเนรมิตพื้นที่ด้านใน ให้กลายเป็นเรือนกระจก ที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวขจีหนาแน่น โอบล้อมไปด้วยต้นเฟิร์น และพืชพรรณเมืองร้อนนานาชนิด สะท้อนถึงสวนในความทรงจำของ 'Lynda Benglis' ทั้งในอินเดีย และนิวเม็กซิโก

     โดย Dior มักจะสร้างโครงสร้างชั่วคราวขนาดใหญ่ บริเวณสวนของพิพิธภัณฑ์ และเนรมิตพื้นที่ภายในให้กลายเป็นงานศิลปะจัดวาง เชื่อมโยงกับแนวคิดของคอลเล็กชั่นนั้นๆ ซึ่งเหล่าแขกคนสำคัญที่มาร่วมชมโชว์ ก็จะได้เดินผ่านสวนประติมากรรมของ 'Auguste Rodin' ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่รันเวย์ ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้ง และหยั่งรากอยู่บนแนวคิดที่สอดคล้องกันระหว่าง 'Auguste Rodin' และ 'Christian Dior' ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เพราะก่อนที่ 'Christian Dior' จะมาเป็นดีไซเนอร์ เขาเคยเป็นเจ้าของแกลเลอรีศิลปะ La Galerie Jacques Bonjean ในกรุงปารีสมาก่อน ซึ่งสายสัมพันธ์นี้ไม่เคยจางหายไป เพราะเหล่าผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ในแต่ละยุคสมัย ต่างได้ตีความสถานที่แห่งนี้ใหม่ ผ่านวิสัยทัศน์ของตนเองตั้งแต่ 'Raf Simons' ที่สร้างความฮือฮา ด้วยการจัดโชว์ในศาลาที่กรุด้วยกระจกเงา สะท้อนภาพตึกโบราณและสวนของพิพิธภัณฑ์ Musée Rodin ได้อย่างงดงาม รวมถึงโชว์ที่ตกแต่งผนังด้วยดอกกล้วยไม้สีขาวนับล้านดอก อีกทั้ง 'Maria Grazia Chiuri' ที่มักจะใช้พื้นที่นี้ ในการร่วมมือกับศิลปินหญิงระดับโลก เพื่อสร้างผลงานศิลปะบนฝาผนังรันเวย์ ที่สะท้อนพลังของสตรีและความเท่าเทียม สอดคล้องกับความตั้งใจของพิพิธภัณฑ์ ที่สนับสนุนการแสดงออกทางศิลปะ จนถึงนิทรรศการ 'Grammar of Forms' ณ Musée Rodin ซึ่งเป็นการจัดแสดงคอลเล็กชั่น โอิตกูตูร์ ร่วมกับผลงานศิลปะของ 'Magdalene Odundo' และ 'Lynda Benglis'

เฮาส์แอมบาสเดอร์ และแขกคนสำคัญในโชว์ Dior โอตกูตูร์ FW26

        อีกหนึ่งความประทับใจในโชว์ Dior โอตกูตูร์ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 คือทัพเหล่าแขกฟรอนต์โรว์คนสำคัญ ที่ตบเท้าเข้าร่วมผลงานโอตกูตูร์ลำดับที่ 2 ของ 'Jonathan Anderson' นำโดยเหล่าเฮาส์แอมบาสเดอร์คนสำคัญ 'คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส' , 'MINGYU' , 'Han So-hee' และ 'Josh O'Connor' ร่วมด้วยตัวแทนแฟชั่นไอคอนชาวไทยอย่าง 'ชมพู่-อารยา' แขกคนพิเศษของแบรนด์ 'Sabrina Carpenter' และอีกมากมาย ที่มาร่วมแชร์โมเมนต์ และสัมผัสผระสบการณ์สุดพิเศษไปพร้อมๆ กัน

บททดสอบแห่งงานฝีมือ

     อย่างที่รู้กันดีว่าบททดสอบที่หินที่สุดสำหรับเหล่าดีไซน์เนอร์ เมื่อก้าวเข้ามารับไม้ต่อที่แฟชั่นเฮาส์แห่งนี้คือการชุบชีวิต 'Bar Jacket' ที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 80 ปี ให้สวยในสายตาของผู้หญิงยุคปัจจุบัน ซึ่ง 'Jonathan Anderson' เลือกที่จะทลายโครงสร้างเดิม สลัดทิ้งความแข็งทื่อของเนื้อผ้า แล้วแทนที่ด้วยการจับเดรปผ้า พร้อมซิลูเอตที่น่าสนใจอย่าง เดรสค็อกเทลแบบอสมมาตร ที่โดดเด่นด้วยงานอัดพลีตสีเงินเมทัลลิก รวมถึงชุดกระโปรงที่ผูกปมไว้หลวมๆ บริเวณช่วงเอว สลับกับเดรสสั้นทรงบอลลูนสีเขียวมะนาว ที่เล่นกับการเลเยอร์ผ้า ตกแต่งดอกไม้สีขาวสะดุดตา

     ตลอดจนลุคไฮไลต์อย่างการหยิบ 'พัด' ขนาดใหญ่มาผสานเข้ากับเสื้อผ้า ทั้งการนำมาประดับบนตัว และการแผ่ขยายเดรสยาว ให้เป็นรูปพัดปักลายดอกไม้ ให้กลิ่นอายความเฟมินีน ที่มีทั้งความคลาสสิก และความแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน ควบคู่ไปกับการทดลองวัสดุใหม่ๆ ผ่านชุดเซ็ตผ้าทวีตสีฟ้าพาสเทล ปักประดับพู่สามมิติทั่วทั้งตัว รวมถึงชุดกระโปรงที่สร้างสรรค์ขึ้นจากผ้าทอเป็นรูปทรง 3 มิติ พร้อมสอดแทรกงานเทเลอริ่งที่เฉียบคมอย่าง เสื้อโค้ตตัวยาวสีดำสนิท ปักฉลุลายใบเฟิร์นสีขาวบริเวณชายเสื้อ ล้อไปกับทัศนียภาพต้นเฟิร์นเขียวขจีอันเป็นฉากหลังของรันเวย์ได้อย่างไร้ที่ติ

ทักษะงานหัตถศิลป์อินเดียใน Dior โอตกูตูร์

     'Jonatha Anderson' ได้สำรวจลึกลงไปในทักษางานฝีมือของชาวอินเดีย ด้วยการทำผ้าพิมพ์ลายดอกไม้โบราณ หรือ 'Chintz' และการแกะสลักอัญมณีบนกระเป๋า ที่ผสมผสานเปลือกหอยมุก เชือกถัก และหนังเนื้อประกายเข้าด้วยกัน รวมถึงการสานต่อซีรีส์ Dior Anthology จากฤดูกาลที่แล้ว สู่รุ่น Petit Dîner และ Mini Lady Dior ที่ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนผ้า Chintz และผ้า Indiennes แท้จากศตวรรษที่ 18 ซึ่งคัดสรรโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยกระเป๋ารุ่น Dior Cigale ในผ้าเมทัลลิกอัดพลีต ที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของ 'Lynda Benglis' สอดรับกับคอลเล็กชั่นเครื่องประดับ ที่รังสรรค์โดยช่างฝีมือในฝรั่งเศสและอินเดีย ที่มีทั้งงานร้อยเปลือกหอยมุก คริสตัล และกรีนออนิกซ์เข้ากับสายเชือกพู่ ตลอดจนงานโมเสกขนาดเล็กหลากสีสันบนนิลดำ และการตีความซีรีส์ Peacock ของ 'Lynda Benglis' ผ่านงานปักลวดลายบนลวดเงินแท้ ที่ทำขึ้นในกรุงปารีส

     เรื่อยจนรองเท้าส้นสูงหัวเหลี่ยมผ้าซาตินบล็อกสี รองเท้าปักประดับเลื่อมขนาดเล็ก จนดูคล้ายฟองอากาศ และดอกไม้ ไปจนถึงการตีความหมายซีรีส์ Peacock มาเป็นรองเท้าส้นสูงเนื้อโปร่งแสง พร้อมงานปักประดับบนเสื้อผ้าอย่าง กลีบดอกไม้และใบไม้เปลี่ยนสี ที่แซมด้วยลูกปัดและเลื่อม เพื่อจำลองกลุ่มกอของดอกไม้ Cornus รวมถึงผ้าคลุมไหล่ ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานปัก ที่ประกอบขึ้นจากเส้นขนแกะ Lacaune shearling ตัดเย็บลงบนผ้าชีฟองอย่างประณีต

     การเดินเกมของ 'Jonathan Anderson' ในโอตกูตูร์ครั้งนี้ ถือเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ต่อจากที่ 'Maria Grazia Chiuri' เคยกรุยทางไว้ ในการเปิดพื้นที่ให้ห้องเสื้อ ได้ร่วมงานกับศิลปินหญิง และมูลนิธิศิลปะต่างๆ ซึ่ง 'Jonathan Anderson' ได้ต่อยอดอิทธิพล จากความหลงใหลในผลงานของ 'Lynda Benglis' สู่การทดลองใหม่ๆ ที่จุดประกายให้กับดีเอ็นเอของแบรนด์ และถ่ายทอดมรดกล้ำค่าเหล่านั้น ออกไปสู่ผู้คนในวงกว้าง มากกว่าโฟกัสแค่เม็ดเงินจากกลุ่มลูกค้าระดับมหาเศรษฐี ที่พร้อมจะครอบครองดิออร์อยู่แล้ว ซึ่งหากถามถึงความประทับใจแรกส่วนตัว ผู้เขียนอาจจะเอนเอียงไปทาง คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 มากกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อได้พิจารณารายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า โอตกูตูร์ประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 นี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานของโจนาธาน ที่รังสรรค์ออกมาได้ประทับใจมากเลยทีเดียว...

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dior ได้ที่ (VOGUE SCOOP | Dior Cruise 2027 กับการถ่ายทอดเสน่ห์ Old Hollywood ผ่านมุมมองของ 'Jonathan Anderson')

ภาพ : Courtesy of Dior / Vogue Runway