Vogue Beauty Thailand

BODY

ตอบทุกข้อสงสัย ‘เล็บเป็นเชื้อรา’ มีอาการอย่างไร หายเองได้ไหม และต้องรักษาอย่างไร?

ทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เล็บเป็นเชื้อรา พร้อมวิธีดูแลเบื้องต้น รวมถึงรู้จักสังเกตสัญญาณที่ไม่ควรไปพบแพทย์

21 กันยายน 2569

     กว่าจะรู้ว่า “เล็บเป็นเชื้อรา” บางครั้งอาการก็อาจลุกลามจนจัดการด้วยตัวเองได้ยากแล้ว เพราะช่วงแรกความผิดปกติอาจมีเพียงจุดสีขาวหรือสีเหลืองเล็กๆ ที่ดูคล้ายรอยจากยาทาเล็บหรือการกระแทก กว่าจะเริ่มสังเกตเห็นว่าเล็บหนาขึ้น เปราะ แตก หรือแยกออกจากเนื้อเล็บ เชื้อราก็อาจกินพื้นที่ของเล็บไปมากกว่าเดิม แล้วเล็บเป็นเชื้อราสามารถหายเองได้หรือไม่ ยาทากับยารับประทานควรใช้ต่างกันอย่างไร และต้องมีอาการแค่ไหนจึงควรไปพบแพทย์ มาหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้

 

Article

เล็บเป็นเชื้อราเกิดจากอะไร?

เล็บเป็นเชื้อราเกิดจากเชื้อราหลายชนิดเข้าไปเจริญอยู่ภายในหรือใต้แผ่นเล็บ โดยเชื้อสามารถผ่านเข้าไปทางรอยแตกเล็กๆ บริเวณเล็บหรือผิวหนังรอบเล็บได้ สภาพที่อุ่นและชื้นจะเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อ จึงพบปัญหานี้ที่เล็บเท้าได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อเท้าอับเหงื่อหรืออยู่ในรองเท้าเป็นเวลานาน ทั้งนี้ การติดเชื้อไม่ได้สะท้อนว่าเป็นคนไม่สะอาดเสมอไป เพราะเชื้อราอาจมาจากผิวหนัง บริเวณส่วนรวม หรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนได้

  • มีเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณเท้า: เชื้อราที่ทำให้เกิดน้ำกัดเท้าสามารถลามจากซอกนิ้วหรือผิวหนังเข้าสู่เล็บได้ หากมีรอยแตกบริเวณขอบเล็บหรือผิวหนังรอบเล็บ
  • เท้าเปียกชื้นหรือมีเหงื่อสะสม: การใส่ถุงเท้าเปียก รองเท้าที่อับ หรือรองเท้าคับเป็นเวลานาน ทำให้บริเวณเท้ามีสภาพเหมาะต่อการเติบโตของเชื้อรา
  • สัมผัสพื้นหรือสิ่งของที่ปนเปื้อน: การเดินเท้าเปล่าในห้องอาบน้ำรวม ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือบริเวณรอบสระว่ายน้ำ รวมถึงการใช้ผ้าเช็ดตัว รองเท้า และอุปกรณ์ตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น อาจทำให้สัมผัสเชื้อราได้
  • เล็บหรือผิวหนังรอบเล็บมีบาดแผล: การกระแทก การตัดเล็บสั้นเกินไป หรือการทำเล็บที่ทำให้ผิวหนังเป็นแผล สามารถเปิดทางให้เชื้อราเข้าสู่เล็บได้ง่ายขึ้น
  • มีปัจจัยด้านสุขภาพบางอย่าง: ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นเบาหวาน มีการไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีโอกาสเกิดเชื้อราที่เล็บและอาการลุกลามได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

 

Article

เล็บเป็นเชื้อรามีอาการอย่างไร และดูยังไงว่าเป็นเชื้อราจริง?

อาการของเล็บเป็นเชื้อรามักเริ่มจากปลายหรือขอบเล็บ ก่อนค่อยๆ ขยายเข้าไปด้านใน โดยอาจเกิดขึ้นเพียงเล็บเดียวหรือหลายเล็บพร้อมกัน โดยจุดสังเกตมีดังนี้

  • เล็บเปลี่ยนเป็นสีขาว สีเหลือง หรือสีน้ำตาล
  • เล็บหนาขึ้น ผิวไม่เรียบ หรือมีรูปทรงผิดไปจากเดิม
  • เล็บเปราะ แตก ร่อน หรือมีเศษสะสมอยู่ใต้เล็บ
  • แผ่นเล็บเริ่มยกหรือแยกออกจากเนื้อเล็บ
  • มีอาการเจ็บ บวม หรือกดแล้วรู้สึกไม่สบายในกรณีที่เป็นมาก

Editor’s Tips: คนที่ทาสีเล็บ ทำเล็บเจล หรือต่อเล็บเป็นประจำอาจมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของเล็บจริง แนะนำว่าควรสังเกตเล็บทุกครั้งหลังนำสีหรือวัสดุปิดเล็บออก ก่อนที่จะทำชุดใหม่ หากเห็นว่าเล็บเปลี่ยนสี หนาขึ้น เปราะ หรือแผ่นเล็บเริ่มยกตัว ไม่ควรทาสีทับเพื่อปกปิด เพราะจะทำให้ติดตามอาการได้ยากขึ้น ทางที่ดีควรพักการทำเล็บไว้ก่อนและควรปรึกษาแพทย์

 

Article

เล็บเป็นเชื้อราหายเองได้ไหม?

โดยทั่วไปเล็บเป็นเชื้อรามักไม่หายเอง เพราะเชื้อสามารถอาศัยอยู่ภายในแผ่นเล็บ ใต้เล็บ หรือผิวหนังรอบเล็บได้ การตัดส่วนที่เปลี่ยนสีหรือแตกออกจึงช่วยลดความหนาและทำความสะอาดเล็บเท่านั้น แต่ไม่ได้กำจัดเชื้อทั้งหมด หากปล่อยไว้ อาการอาจคงอยู่นาน ลุกลามไปทั่วเล็บ หรือแพร่ไปยังเล็บอื่นได้

 

เล็บเป็นเชื้อรามีวิธีรักษาและดูแลอย่างไร?

หากอาการยังไม่รุนแรง สามารถเริ่มดูแลเล็บด้วยตัวเองก่อน และปรึกษาเภสัชกรเรื่องยาต้านเชื้อราสำหรับเล็บ โดยแนะนำให้ทำควบคู่กันดังนี้

  • ใช้ยาทาหรือน้ำยาต้านเชื้อราสำหรับเล็บ: ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าใช้รักษาเชื้อราที่เล็บโดยเฉพาะ เช่น ยาที่มี Ciclopirox หรือ Amorolfine และใช้ต่อเนื่องตามฉลากหรือคำแนะนำของเภสัชกร เนื่องจากการรักษาอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นเล็บใหม่ที่ดูปกติงอกจากโคน
  • ตัดและตะไบเล็บส่วนที่หนาอย่างระมัดระวัง: การลดความหนาของเล็บอาจช่วยให้ยาทาเข้าถึงแผ่นเล็บได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรตัดลึกจนเกิดแผล หลังใช้ควรทำความสะอาดอุปกรณ์และไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • รักษาเล็บและเท้าให้แห้ง: เช็ดเท้าให้แห้งหลังอาบน้ำ เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ทำให้เท้าอับชื้น หากมีน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณเท้า ควรรักษาไปพร้อมกันเพื่อป้องกันเชื้อลามกลับเข้าสู่เล็บ

 

Article

เล็บเป็นเชื้อราแบบไหนควรไปพบแพทย์?

จุดที่ไม่ควรรอดูอาการต่อ คือเมื่อความผิดปกติไม่ได้จำกัดอยู่แค่สีหรือผิวของเล็บอีกต่อไป แต่เริ่มลุกลาม สร้างความเจ็บปวด หรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยแนะนำว่าควรไปพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • เชื้อราลามไปทั่วแผ่นเล็บ เข้าใกล้โคนเล็บ หรือกระจายไปยังเล็บอื่น
  • เล็บหนา ผิดรูป ยกออกจากเนื้อเล็บ หรือเริ่มหลุด
  • มีอาการเจ็บ บวม แดง หรือเดินและใส่รองเท้าได้ลำบาก
  • ใช้ยาทาต่อเนื่องตามคำแนะนำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง
  • ไม่แน่ใจว่าความผิดปกติของเล็บเกิดจากเชื้อราจริงหรือไม่
  • เป็นเบาหวาน มีการไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างเล็บไปตรวจเพื่อยืนยันสาเหตุ ก่อนเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับชนิดและความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวไม่ควรรอให้อาการลุกลาม เพราะบาดแผลและการติดเชื้อบริเวณเท้าอาจดูแลได้ยากกว่าคนทั่วไป

 

ข้อมูล : American Academy of Dermatology, NHS
ภาพ : Magnific, Pexels (Kindel Media, Bulat Khamitov, Sergey Meshkov, KoolShooters, Ron Lach)