เคยไหม? อยู่ๆ ก็รู้สึกมือสั่น เหงื่อออก ใจเต้นเร็ว หิวจนหมดแรง หรือเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่ความอ่อนเพลียทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า “น้ำตาลตก” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และในบางกรณีอาการอาจรุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลทันท่วงที วันนี้โว้กบิวตี้จึงชวนมาสังเกตว่าอาการน้ำตาลตกเป็นอย่างไร มีสัญญาณใดที่ไม่ควรมองข้าม และควรรับมืออย่างไรให้ถูกวิธี

น้ำตาลตกคืออะไร ระดับน้ำตาลเท่าไหร่จึงเรียกว่าต่ำ?
น้ำตาลตก หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจนร่างกายมีพลังงานไม่เพียงพอต่อการทำงาน โดยเฉพาะสมองที่ต้องอาศัยน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ จนร่างกายเริ่มแสดงอาการต่างๆ เช่น มือสั่น เหงื่อออก หิว เวียนศีรษะ หรือใจเต้นเร็ว
โดยทั่วไปหากวัดระดับน้ำตาลได้ต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ถือว่าอยู่ในระดับต่ำและควรรีบรับมือ ส่วนค่าที่ต่ำกว่า 54 mg/dL เป็นระดับที่ต้องระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากเริ่มมีอาการจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ควรขอความช่วยเหลือทันที
อาการน้ำตาลตกเป็นอย่างไร?
อาการน้ำตาลตกมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนเริ่มจากรู้สึกหิวหรือมือสั่น ขณะที่บางคนอาจมีอาการเวียนศีรษะและคิดอะไรได้ช้าลง โดยสัญญาณที่ควรสังเกตแบ่งได้ดังนี้
- สัญญาณเตือนระยะแรก ได้แก่ หิวกะทันหัน มือสั่น เหงื่อออก ใจเต้นเร็ว รู้สึกกระวนกระวาย อ่อนแรง หน้ามืด หรือริมฝีปากชา
- อาการที่กระทบต่อความคิดและการควบคุมร่างกาย รู้สึกปวดศีรษะ มองเห็นไม่ชัด สมาธิลดลง สับสน พูดไม่ชัด เดินเซ หรือง่วงผิดปกติ
- สัญญาณที่ต้องได้รับความช่วยเหลือทันที เช่น ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ชัก หรือหมดสติ ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อภาวะน้ำตาลตกรุนแรง
ทั้งนี้ บางคนอาจมีระดับน้ำตาลต่ำโดยไม่รู้สึกถึงสัญญาณเตือน โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานที่เกิดภาวะน้ำตาลตกบ่อย ฉะนั้นหากสงสัยว่าตัวเองกำลังมีภาวะน้ำตาลตก ควรตรวจระดับน้ำตาลเมื่อสามารถทำได้

น้ำตาลตกเกิดจากอะไร?
ภาวะน้ำตาลตกจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลจากอาหารไม่ทันกับปริมาณที่นำไปใช้ หรือเมื่ออินซูลินและยาบางชนิดทำให้ระดับน้ำตาลลดลงมากเกินไป ภาวะนี้จึงพบได้บ่อยในผู้เป็นเบาหวานที่ใช้อินซูลินหรือยาลดระดับน้ำตาล โดยสาเหตุที่พบได้มีดังนี้
- กินอาหารน้อยกว่าปกติ กินอาหารช้า หรือข้ามมื้อ
- ใช้อินซูลินหรือยาลดระดับน้ำตาลมากกว่าที่ร่างกายต้องการ
- ออกกำลังกายหนักหรือนานกว่าปกติ ทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
- ดื่มแอลกอฮอล์ขณะท้องว่าง ซึ่งอาจทำให้ตับปล่อยน้ำตาลเข้าสู่เลือดได้น้อยลง
- เจ็บป่วย ขาดสารอาหาร หรือมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และฮอร์โมน
ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานก็อาจมีภาวะน้ำตาลตกได้ แต่พบไม่บ่อย หากเกิดอาการคล้ายน้ำตาลตกซ้ำๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด
ทำไมคนเป็นเบาหวานยังมีความเสี่ยง?
การเป็นเบาหวานไม่ได้หมายความว่าระดับน้ำตาลจะสูงตลอดเวลา เพราะระดับน้ำตาลสามารถเพิ่มและลดได้ตลอดทั้งวันตามอาหาร ยา และกิจกรรมที่ทำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้อินซูลินหรือยาลดระดับน้ำตาลบางชนิด หากยาทำงานต่อเนื่องแต่กินอาหารน้อยลง ข้ามมื้อ หรือออกกำลังกายมากกว่าปกติ ระดับน้ำตาลอาจลดต่ำเกินไปได้ นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหรือเคยน้ำตาลตกบ่อย อาจรับรู้สัญญาณเตือนได้ไม่ชัดเจนเหมือนเดิม ทำให้ไม่ทันสังเกตว่าระดับน้ำตาลกำลังลดลง

วิธีรับมือภาวะน้ำตาลตกเบื้องต้นด้วยหลัก 15-15
หากตรวจพบว่าระดับน้ำตาลต่ำกว่า 70 mg/dL และผู้มีอาการยังรู้สึกตัวดี สามารถพูดคุยและกลืนอาหารได้ ให้ใช้ “หลักการ 15-15” ซึ่งหมายถึงการกินหรือดื่มคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมเร็ว 15 กรัม จากนั้นรอ 15 นาทีแล้วตรวจระดับน้ำตาลอีกครั้ง โดยทำตามขั้นตอนดังนี้
- ตรวจระดับน้ำตาลทันทีหากทำได้ หากค่าต่ำกว่า 70 mg/dL ควรรีบเพิ่มระดับน้ำตาล
- กินหรือดื่มของหวานที่ดูดซึมเร็ว ให้ได้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม เช่น น้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมสูตรปกติครึ่งแก้ว หรือน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- รอ 15 นาทีแล้วตรวจซ้ำ หากระดับน้ำตาลยังต่ำกว่า 70 mg/dL ให้กินหรือดื่มของหวานในปริมาณเดิมอีกครั้ง
- กินอาหารหรือของว่างหลังระดับน้ำตาลดีขึ้น หากใกล้ถึงมื้ออาหาร สามารถกินอาหารตามปกติ เช่น ข้าวกับไข่หรือเนื้อสัตว์ แต่หากยังไม่ถึงมื้อถัดไป อาจเลือกขนมปังกับนมจืด หรือกล้วยกับนมจืด เพื่อให้ได้ทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ซึ่งจะช่วยประคองระดับน้ำตาลไม่ให้ลดลงอีกอย่างรวดเร็ว
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากอาการไม่ดีขึ้น กลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
น้ำตาลตกควรกินอะไร?
เมื่อน้ำตาลตก ควรเลือกของหวานหรือเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลได้รวดเร็ว โดยกินให้ได้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม ตัวเลือกที่หาได้ง่าย ได้แก่
- น้ำผลไม้ประมาณครึ่งแก้ว หรือ 120 มิลลิลิตร
- น้ำอัดลมสูตรปกติประมาณครึ่งแก้ว
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ จะกินโดยตรงหรือละลายน้ำก็ได้
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- ลูกอมหรือเยลลีที่มีน้ำตาล โดยดูปริมาณจากฉลากให้ได้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม
- กลูโคสชนิดเม็ดหรือเจล หากมีติดบ้านหรือพกไว้ใช้เป็นประจำ
WELLNESSรวมลิสต์อาหารดูแลระดับกรดยูริก ทั้งที่ควรกินและควรเลี่ยง หากไม่อยากปวดตามข้อต่อ




