Vogue Beauty Thailand

WELLNESS

ชวนรู้วิธีกินน้ำให้สุขภาพดีที่ยังมีอะไรมากกว่าแค่ดื่มให้ถึง 8 แก้ว

ดื่มน้ำมากไม่ได้หมายความว่าจะดีกับร่างกายเสมอไป ชวนมาดูวิธีดื่มน้ำให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย พร้อมสังเกตง่ายๆ ว่าในแต่ละวันเราได้รับน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง

20 ตุลาคม 2569

     “ดื่มน้ำให้ครบวันละ 8 แก้ว” เป็นคำแนะนำที่หลายคนจำขึ้นใจ แต่วิธีกินน้ำให้สุขภาพดียังมีอะไรมากกว่าการดื่มให้ครบจำนวน เพราะร่างกายของแต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากัน วันไหนอากาศร้อนหรือออกกำลังกายจนเสียเหงื่อก็อาจต้องดื่มเพิ่ม อีกทั้งน้ำจากอาหารและเครื่องดื่มอื่นก็นับรวมด้วย โว้กบิวตี้ชวนมาดูว่าควรดื่มน้ำอย่างไรให้พอดีกับร่างกาย พร้อมวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าในแต่ละวันเราได้รับน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง

 

Article

1. ควรดื่มน้ำแค่ไหน ไม่ได้มีคำตอบเดียว

วิธีกินน้ำให้เพียงพอเริ่มจากเข้าใจว่า “วันละ 8 แก้ว” เป็นแนวทางเบื้องต้น แต่นั่นไม่ใช่ปริมาณตายตัวที่ทุกคนต้องดื่มเท่ากัน เพราะความต้องการน้ำของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับทั้งอายุ ขนาดของร่างกาย กิจกรรม สภาพอากาศ และสุขภาพ หากวันไหนเดินกลางแดดหรือออกกำลังกายจนเสียเหงื่อมาก ก็อาจต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้น อีกอย่างที่ควรเช็กคือขนาดแก้ว เพราะน้ำ 8 แก้วเล็กกับ 8 แก้วใหญ่มีปริมาณต่างกัน ทางที่ดีควรลองดูว่าแก้วหรือขวดที่ใช้จุน้ำได้เท่าไร จะช่วยให้รู้ปริมาณที่ดื่มได้แน่ชัดกว่าการนับแค่จำนวนแก้ว

 

2. ทยอยดื่มน้ำระหว่างวัน

เวลาทำงานเพลินๆ เราอาจลืมดื่มน้ำไปหลายชั่วโมง แล้วค่อยมาดื่มทีละมากๆ ตอนนึกขึ้นได้ ลองเปลี่ยนมาวางแก้วหรือขวดน้ำไว้ใกล้มือในจุดที่มองเห็น เพื่อเตือนให้หยิบดื่มเป็นระยะ หรือผูกการดื่มน้ำเข้ากับกิจวัตร เช่น ดื่มพร้อมมื้ออาหาร ช่วงพักจากหน้าจอ หรือหลังกลับจากเดินข้างนอก วิธีนี้ช่วยให้แบ่งดื่มได้ตลอดวัน โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าทุกชั่วโมงต้องดื่มกี่แก้ว

Editor’s Tips: หากเป็นคนลืมง่าย ช่วงแรกลองใช้วิธีตั้งเตือนการดื่มน้ำในโทรศัพท์ แล้วค่อยปรับจนเป็นนิสัย เป้าหมายคือดื่มให้สม่ำเสมอและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยไม่ต้องรอจนถึงตอนเย็นแล้วฝืนดื่มให้ครบทั้งหมดในครั้งเดียว

 

Article

3. วันที่เสียเหงื่อมาก ควรดื่มน้ำเพิ่ม

วันไหนที่เดินกลางแดด ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมเสียเหงื่อ ร่างกายจะสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น จึงทำให้ต้องดื่มน้ำมากกว่าวันที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ หากรู้ว่าจะต้องทำกิจกรรมเหล่านี้ ควรเตรียมน้ำให้พร้อมและหาโอกาสพักดื่มเป็นระยะ หากออกกำลังกาย ให้ดื่มน้ำทั้งก่อนเริ่ม ระหว่าง และหลัง โดยปรับปริมาณตามระยะเวลา ความหนักของกิจกรรม และสภาพอากาศ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มให้หมดขวดในครั้งเดียว หรือดื่มตามปริมาณของคนที่ออกกำลังกายด้วยกัน เพราะแต่ละคนเสียเหงื่อไม่เท่ากัน

 

4. เช็กว่าดื่มน้ำพอหรือยังจากสีปัสสาวะ

นอกจากดูว่าดื่มน้ำไปเท่าไรแล้ว ลองสังเกตสีปัสสาวะระหว่างวันด้วย โดยทั่วไปสีเหลืองอ่อนเป็นสัญญาณว่าได้รับน้ำค่อนข้างเพียงพอ แต่ถ้าปัสสาวะสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นแรง หรือมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ร่วมกับรู้สึกกระหายน้ำหรือปากแห้ง ก็อาจเป็นสัญญาณว่าควรดื่มน้ำเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การดูสีปัสสาวะเป็นเพียงวิธีเช็กเบื้องต้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าร่างกายขาดน้ำหรือไม่ เพราะอาหาร วิตามิน และยาบางชนิดก็ทำให้สีปัสสาวะเปลี่ยนได้

 

Article

5. น้ำจากอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ก็นับรวมด้วย

ในแต่ละวันเราไม่ได้รับน้ำจากน้ำเปล่าเท่านั้น นม ชา กาแฟ รวมถึงแกงจืด ซุป ผัก และผลไม้ที่กิน ก็ช่วยเติมน้ำให้ร่างกายด้วย จึงไม่ต้องนับเฉพาะน้ำเปล่าที่ดื่ม แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก เพราะไม่มีน้ำตาลและพลังงาน ส่วนใครชอบดื่มชาหรือกาแฟ ก็ควรดูปริมาณคาเฟอีนด้วย โดยเฉพาะถ้าดื่มแล้วใจสั่นหรือนอนหลับยาก หรืออีกทางคือเติมมะนาวฝานหรือใบสะระแหน่ลงไปในน้ำดื่มจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่น ช่วยคลายกระหายได้ดีขึ้น

 

6. ไม่ฝืนดื่มน้ำมากๆ ให้เกินเป้า

หากดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มเพิ่มอีกเพียงเพราะคิดว่ายิ่งมากยิ่งดี โดยเฉพาะการดื่มทีละมากๆ ในเวลาสั้นๆ เพราะร่างกายอาจขับน้ำส่วนเกินออกไม่ทัน ทำให้ระดับโซเดียมในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้ แม้ภาวะนี้จะพบไม่บ่อยในคนสุขภาพดี แต่ก็ควรรู้ไว้เพื่อไม่ให้เคร่งกับเป้าหมายจนเกินไป หากระหว่างวันดื่มน้ำน้อย ให้ค่อยๆ กลับมาทยอยดื่ม แทนการเร่งดื่มชดเชยทั้งหมดในครั้งเดียว

 

ข้อมูล : NHS, Mayo Clinic
ภาพ : Pexels (Sasha Kim, Andrea Piacquadio, Cats Coming, cottonbro studio)