แฟชั่นโชว์ที่คอนเซปต์กรีกโบราณ

FASHION

VOGUE SCOOP | ส่อง 7 แฟชั่นโชว์ระดับตำนาน แรงบันดาลใจ ‘เทพปกรณัม’ สู่รันเวย์!

หลายครั้งที่โลกแฟชั่นหันกลับไปมองอดีตเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ Vogue ชวนสำรวจ 7 แฟชั่นโชว์ระดับตำนานที่หยิบเรื่องราวจากเทพปกรณัมกรีกมาตีความใหม่ ผ่านซิลูเอต งานหัตถศิลป์ และการเล่าเรื่องอันทรงพลังบนรันเวย์

22 กรกฎาคม 2569

หลายครั้งที่โลกแฟชั่นเลือกที่จะหันกลับไปมองอดีตเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และหนึ่งในขุมทรัพย์ทางปัญญาและแรงบันดาลใจที่ถูกหยิบยกมาตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากที่สุดคงหนีไม่พ้น เทพปกรณัมกรีก (Greek Mythology) ไม่ว่าจะเป็นมหากาพย์การเดินทางของวีรบุรุษอย่าง ‘Jason and the Argonauts’ เรื่องราวของเหล่าทวยเทพและเทพธิดาแห่งเทือกเขาโอลิมปัส หรือแม้แต่ศิลปะและสถาปัตยกรรมกรีกโบราณ ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านซิลูเอต เทคนิคการเดรปผ้าอันวิจิตร งานปักชั้นสูง และรายละเอียดเชิงสัญลักษณ์ในหลากหลายคอลเล็กชั่น จนกลายเป็นบทสนทนาข้ามกาลเวลาระหว่างอดีตกว่า 2,000 ปี กับโลกแฟชั่นร่วมสมัย

 

ยิ่งในช่วงเวลาที่กระแสอย่างมหากาพย์ ‘The Odyssey’ กลับมาอยู่ในสปอตไลต์ ประกอบกับเทรนด์การแต่งตัวแบบ Method Dressing ที่เหล่านักแสดงต่างหยิบยกเรื่องราวจากผลงานมาถ่ายทอดเป็นลุคบนพรมแดง ก็ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าอิทธิพลของเทพปรกรณัมกรีกไม่เคยเลือนหายไปจากรันเวย์ หากแต่ยังคงถูกชุบชีวิตและตีความใหม่ผ่านวิสัยทัศน์ของเหล่าครีเอทีฟไดเรกเตอร์ในแต่ละยุคสมัย Vogue Scoop ครั้งนี้ผู้เขียนจะพาไปดู 7 แฟชั่นโชว์ระดับตำนานที่หยิบเอาสุนทรียศาสตร์ของกรีกโบราณมา แปลเปลี่ยนเป็นภาษาแฟชั่นอันน่าจดจำ

 

Article

‘The Search for the Golden Fleece’
Givenchy คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 1997

หากพูดถึงรันเวย์ที่อ้างอิงปกรณัมกรีกอย่างตรงไปตรงมาที่สุด คงต้องยกให้ผลงานเดบิวต์ของดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่าง ‘Alexander McQueen’ อดีตครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Givenchy ในคอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 1997 ซึ่งใช้ชื่อว่า ‘The Search for the Golden Fleece’ โดยหยิบยกตำนานการเดินทางของ ‘Jason’ และเหล่า Argonauts ในการตามหาขนแกะทองคำ (Golden Fleece) มาเป็นแกนหลักของการเล่าเรื่อง

 

McQueen ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเสื้อผ้าสีขาวและสีทอง ซึ่งเป็นสีประจำของ Givenchy ในเวลานั้น พร้อมโครงสร้างเสื้อผ้าอันเฉียบคม งานปักสีทอง และเฮดพีซที่มีลักษณะคล้ายเขาสัตว์และปีกผีเสื้อ สร้างภาพลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างนักรบ เทพเจ้า และแฟชั่นกูตูร์ แม้คอลเล็กชั่นจะได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเวลานั้น แต่ปัจจุบันกลับได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่สะท้อนจินตนาการและวิธีการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของ McQueen ได้อย่างชัดเจนที่สุด และความทรงพลังของชุดในคอลเล็กชั่นนี้ยังถูกตอกย้ำอีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นยุคปัจจุบัน เมื่อไอคอนแห่งยุคอย่าง ‘Zendaya’ เลือกหยิบชุดราตรีสีขาวปักทองชิ้นวินเทจจากรันเวย์ระดับตำนานนี้มาสวมใส่ในงานพรีเมียร์ภาพยนตร์มหากาพย์ The Odyssey ที่กรุงปารีส ชุบชีวิตความสง่างามแบบเทพธิดากรีกโบราณให้กลับมาเจิดจรัส ในสปอตไลต์และกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

 

‘Pantheon ad Lucem’
Alexander McQueen คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2004

อีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่หยิบอารยธรรมกรีกโบราณมาตีความในมุมมองที่แตกต่างคือผลงานประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2004 ของ Alexander McQueen โดยชื่อคอลเล็กชั่น ‘Pantheon ad Lucem’ ในภาษาละตินมีความหมายว่า  “Towards the Light” หรือ “สู่แสงสว่าง” ในคอลเล็กชั่นนี้แทนที่จะถ่ายทอดโลกของเทพเจ้าและกรีกโบราณในรูปแบบดั้งเดิม McQueen กลับหลอมรวมสุนทรียศาสตร์แบบคลาสสิกเข้ากับจินตนาการไซไฟลำ้ยุค ผ่านฉากรันเวย์ที่จำลองบรรยากาศยานอวกาศ ภาพจักรวาล และดนตรีจากภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey ราวกับพาผู้ชมเดินทางสู่โลกอนาคตที่ตำนานกรีกยังคงดำรงอยู่

 

ความเชื่อมโยงกับอารยธรรมกรีกปรากฏผ่านเดรสเจอร์ซีย์เดรปพลิ้วไหวหลายลุคได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายของกรีกโบราณและเทคนิคการตัดเย็บของ ‘Madeleine Vionnet’ ก่อนนำมาตีความใหม่ผ่านซิลูเอตที่เรียบลื่นและร่วมสมัย ตัดสลับกับเสื้อโค้ตทวีด แจ็กเก็ตสีทอง–บรอนซ์ และงานออกแบบเชิงประติมากรรมที่สะท้อนทั้งอดีตและอนาคตไว้ในคอลเล็กชั่นเดียว จน ‘Pantheon ad Lucem’ กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ McQueen ในการหลอมรวมประวัติศาสตร์ ตำนาน และจินตนาการแห่งโลกอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

 

‘La Modernité de l'Antiquité’
CHANEL คอลเล็กชั่น Cruise 2018

‘Karl Lagerfeld’ พาผู้ชมย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกผ่านคอลเล็กชั่น Cruise 2018 ที่ใช้ชื่อว่า ‘La Modernité de l'Antiquité’  หรือ ‘ความร่วมสมัยของโลกโบราณ’ โดยหยิบแรงบันดาลใจจากกรีกโบราณมาถ่ายทอดในแบบฉบับของ CHANEL ภายใต้แนวคิดที่ว่าอุดมคติด้านความงาม ในยุคกรีกคลาสสิคยังคงส่งอิทธิพลต่อโลกศิลปะและแฟชั่นมาจนถึงปัจจุบัน ในโชว์นี้ Lagerfeld เนรมิต Galerie Courbe ภายใน Grand Palais ให้กลายเป็นฉากจำลองของวิหารโพไซดอน (Temple of Poseidon) พร้อมรายล้อมด้วย เสาหินขนาดมหึมาและซากสถาปัตยกรรมที่ชวนให้นึกถึงนครเอเธนส์ ราวกับเชื้อเชิญผู้ชมให้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งปรกรณัมกรีกตั้งแต่วินาทีแรกของโชว์

 

แรงบันดาลใจดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านซิลูเอตเดรปพลิ้วไหวที่อ้างอิงเครื่องแต่งกายอย่าง ‘Chiton’ และ ‘Peplos’ ก่อนเติมรายละเอียดจากโลกกรีกโบราณ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า Gladiator ส้นทรงเสา มงกุฎลอเรล เครื่องประดับสีทอง ลวดลายบนแจกันกรีก เหรียญโบราณ รวมถึงกระเป๋าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Amphora ขณะเดียวกัน Lagerfeld ยังตีความสัญลักษณ์เหล่านี้ใหม่ผ่านรหัสการออกแบบของ CHANEL เช่น การซ่อนดอกคามิลเลียไว้ในพวงลอเรล หรือการเปลี่ยนลวดลายใบลอเรลให้เชื่อมโยงกับโลโก้ Double C ของแบรนด์

 

Dolce & Gabbana Alta Moda 2019

สำหรับ Dolce & Gabbana ในปี 2019 คู่หูครีเอทีฟไดเร็กเตอร์  ‘Domenico Dolce’ และ ‘Stefano Gabbana’ เลือกพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่กรีกเข้ามาตั้งอาณานิคมในอิตาลีตอนใต้ ผ่านแฟชั่นโชว์  Dolce & Gabbana Alta Moda 2019  ที่จัดขึ้น ณ Valle dei Templi แห่งซิซิลี โดยในคอลเล็กชั่นนี้ ดีไซเนอร์ทั้งสองหยิบแรงบันดาลใจจากอารยธรรม ‘Magna Graecia’ หรืออารยธรรมดินแดนทางตอนใต้ของอิตาลีและเกาะซิซิลีที่เคยเป็นอาณานิคมของชาวกรีกโบราณ รวมถึงเหล่าเทพแห่งปกรณัมกรีก-โรมันมาตีความใหม่ผ่านงานโอตกูตูร์ชั้นสูง แต่ละลุคได้รับการตั้งชื่อตามเทพและเทพธิดา พร้อมสอดแทรกสัญลักษณ์จากโลกคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎช่อลอเรล โล่และคทาสีทอง ธนูทอง รองเท้า Gladiator ตลอดจนมอติฟแจกันกรีกโบราณ (Amphora) และลวดลายกรีกคีย์ (Meander) ที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นงานปัก ลูกปัด และเลื่อมอันประณีตบนผ้าไหม ลูกไม้ และทูลล์

 

นอกจากนี้ คอลเล็กชั่นยังนำเดรสซิลูเอต ‘Peplos’ อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายสตรีกรีกโบราณมาตีความใหม่ผ่านเดรสจีบพลีตที่พลิ้วไหว ขณะที่ลวดลายจากจิตรกรรมนีโอคลาสสิกและองค์ประกอบจากศิลปะกรีกโบราณก็ถูกผสานเข้ากับงานหัตถศิลป์ตามแบบฉบับ Alta Moda จนเกิดเป็นคอลเล็กชั่นที่เชื่อมโยงปกรณัมกรีก ศิลปะ และงานฝีมือชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

 

Dior คอลเล็กชั่น Cruise 2022

หากคอลเล็กชั่น Cruise คือการเดินทาง ในคอลเล็กชั่น Dior Cruise 2022 ‘Maria Grazia Chiuri’ เลือกพา Dior กลับสู่เอเธนส์ เมืองที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวของปกรณัมกรีกเข้ากับมรดกของเมซง โดยมีเทพี ‘Athena’ เทพีแห่งปัญญา เป็นตัวแทนของพลังและปัญญาของผู้หญิงในแบบที่เธอถ่ายทอดมาตลอดการทำงานกับ Dior

 

แรงบันดาลใจดังกล่าวสะท้อนผ่านเดรสพลีตแบบ Goddess Dress ที่พลิ้วไหว ซิลูเอตที่อ้างอิงเครื่องแต่งกายกรีกโบราณอย่าง ‘Peplos’ รวมถึงการนำเทคนิคการอัดพลีตจากยุค New Look มาตีความใหม่ให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ขณะเดียวกัน Chiuri ยังผสมผสานมรดกของเมซงเข้ากับสุนทรียศาสตร์กรีก ผ่านการตีความลาย ‘Cannage’ และ ‘Houndstooth’ ใหม่ ตลอดจนผลงานศิลปะและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรีซ ก่อนนำทั้งหมดมาหลอมรวมเข้ากับแนวคิดแบบสปอร์ตที่กลายเป็นลายเซ็นของเธอ

 

คอลเล็กชั่นปิดท้ายด้วยเดรสสีขาวฟินาเล่ที่โดดเด่นด้วยโครงสร้างช่วงไหล่คล้ายคอหงส์ อ้างอิงตำนาน ‘Leda and the Swan’ เรื่องราวของเทพซุสที่แปลงกายเป็นหงส์เพื่อลักลอบได้เสียกับนางเลดาจนออกไข่ออกมาเป็นทารกแฝด โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘Helen of Troy’ หญิงผู้เลอโฉมซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์กลางของมหากาพย์สงครามกรุงทรอย ถือเป็นการปิดฉากคอลเล็กชั่นด้วยการเชื่อมโยงงานกูตูร์เข้ากับปกรณัมกรีกและแนวคิดเรื่องพลังของผู้หญิงได้อย่างงดงาม

 

‘ICARUS’
Schiapaelli คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025
 

อีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่หยิบปกรณัมกรีกมาตีความผ่านมุมมองร่วมสมัยคือ ‘Icarus’ ผลงานโอตกูตูร์ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 ของ ‘Daniel Roseberry’ โดยหยิบเรื่องราวของ ‘Icarus’ ชายผู้บินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ด้วยปีกที่ทำจากขนนกและขี้ผึ้ง มาเปรียบเปรยถึงจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์โอตกูตูร์ที่กล้าท้าทายขีดจำกัด พร้อมตั้งคำถามว่าศิลปะจะก้าวไปได้ไกลเพียงใด หากปราศจากความกล้าที่จะเสี่ยง 

 

แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านงานตัดเย็บที่ผสานเทคนิคกูตูร์ดั้งเดิมเข้ากับรูปทรงร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการจับเดรปเชิงประติมากรรม ซิลูเอตเรขาคณิต คอร์เซ็ต และเดรสทรงคอลัมน์ที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ขณะเดียวกัน Roseberry ยังเลือกใช้ขนนก ผ้าไหม และงานปักอันประณีตมาสร้างมิติของพื้นผิวและการเคลื่อนไหว ชวนให้นึกถึงปีกของ Icarus ที่กำลังโบยบินสู่ท้องฟ้า ก่อนหลอมรวมทั้งหมดเป็นผลงานโอตกูตูร์ที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์

 

เช่นเดียวกับตำนานของ Icarus ที่สะท้อนทั้งความทะเยอทะยาน ความกล้าหาญ และราคาที่ต้องจ่ายจากการก้าวข้ามขีดจำกัด Icarus เป็นภาพแทนวิสัยทัศน์ของ ‘Daniel Roseberry’ ที่มุ่งผลักดันงานโอตกูตูร์ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยยังคงยึดมั่นในงานฝีมือชั้นสูงอันเป็นหัวใจของเมซง Schiaparelli

 

‘My Body is a Labyrinth’
Di Petsa คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025

อีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่ตีความปกรณัมกรีกผ่านมุมมองร่วมสมัยคือ ‘My Body is a Labyrinth’ ผลงานประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 ของ ‘Dimitra Petsa’ ซึ่งหยิบตำนาน ‘Ariadne’ และ ‘Theseus’ มาเป็นแรงบันดาลใจ เรื่องราวของวีรบุรุษ ‘Theseus’ ที่ใช้เส้นด้ายของ ‘Ariadne’ เพื่อหาทางออกจากเขาวงกต หลังสังหาร ‘Minotaur’ อสูรกายครึ่งคนครึ่งวัวที่ถูกจองจำอยู่ภายใน ก่อนตีความ "เขาวงกต" ใหม่ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางสำรวจจิตใจ ความปรารถนา และตัวตนของมนุษย์

 

หัวใจของคอลเล็กชั่นอยู่ที่ ‘Minotaur’ ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนด้านมืดของมนุษย์ ความเจ็บปวด ความสูญเสีย และส่วนลึกของจิตใจที่มักถูกซ่อนเอาไว้ ขณะที่ เส้นด้ายของ Ariadne ถูกตีความใหม่ให้เป็นการยอมรับร่างกาย ความปรารถนา และความสุขของผู้หญิงในฐานะเส้นทางที่นำพาให้เผชิญหน้ากับตัวตนภายใน

 

แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านเดรปแบบ wet Look อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผ้าไหมและเมชโปร่งบางในเฉดสีไล่ระดับ ซิลูเอตที่โอบรับสรีระราวกับเพิ่งก้าวขึ้นจากท้องทะเล พร้อมลายพิมพ์ Tan Line และลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากคราบเลือดประจำเดือน ก่อนเติมรายละเอียดด้วยกระเป๋า Tama ซึ่งอ้างอิงเครื่องบูชาและตรีศูลของเทพแห่งท้องทะเล ‘Poseidon’ จนเกิดเป็นคอลเล็กชั่นที่เชื่อมโยงปกรณัมกรีกเข้ากับร่างกายและความปรารถนาของผู้หญิงได้อย่างร่วมสมัย

 

แม้เรื่องราวของเหล่าเทพ วีรบุรุษ และปกรณัมกรีกจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าสองพันปีก่อน แต่สิ่งเหล่านี้ยังคงถูกชุบชีวิตและตีความใหม่ ผ่านวิสัยทัศน์ของเหล่าครีเอทีฟไดเรกเตอร์ในแต่ละยุคสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านงานโอตกูตูร์อันวิจิตร การทดลองกับซิลูเอตสมัยใหม่ หรือการหยิบสัญลักษณ์จากตำนานมาเล่าเรื่องในบริบทของโลกปัจจุบัน และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ เทพปกรณัมกรีกยังคงมีชีวิตอยู่บนรันเวย์แฟชั่นในฐานะภาษาสากลของความงาม จินตนาการ และการเล่าเรื่องที่ไม่เคยเสื่อมมนตร์เสน่ห์

 

(สามารถตามไปอ่านบทความ Schiapaelli เผยโฉมคอลเล็กชั่นโอตกูตูร​์เปิดปี 2025 ด้วยการเปรียบเปรยถึง Icarus แห่งกรีก’ ได้ที่นี่)

 

เรื่อง: นฤปนาท เหรัญญะ
กราฟิก: สุกฤตา ว่องวัฒนพิบูลย์