kering-appoints-gianfranco-dattis-ceo-alexander-mcqueen

FASHION

'Gianfranco D’Attis' นั่งแท่น CEO คนใหม่ของ Alexander McQueen หวังพลิกเกมกู้วิกฤตธุรกิจ

Kering ประกาศแต่งตั้ง 'Gianfranco D’Attis' ขึ้นแท่น CEO คนใหม่ของ Alexander McQueen กู้สถานการณ์ขาดทุน พร้อมตำแหน่งที่สั่นคลอนของ 'Seán McGirr' ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์

02 มิถุนายน 2569

     นับเป็นอีกก้าวสำคัญน่าจับตามองในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก เมื่อล่าสุดบริษัท Kering ได้ประกาศแต่งตั้ง 'Gianfranco D’Attis' อดีต CEO ของ Prada และผู้บริหารมากประสบการณ์กว่า 25 ปีในอุตสาหกรรมลักชัวรี ให้มาดำรงตำแหน่ง Chief Executive Officer หรือ CEO คนใหม่ของแบรนด์ Alexander McQueen โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป โดย 'Gianfranco D’Attis' จะประจำการอยู่ที่กรุงลอนดอน และรายงานตรงต่อ 'Luca de Meo' CEO ของ Kering

     ซึ่งการเข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้ เป็นการสืบทอดตำแหน่งต่อจาก 'Gianfilippo Testa' ที่ตัดสินใจลาออกจากกลุ่มเครือธุรกิจในช่วงปลายปีนี้ ซึ่ง 'Gianfranco D’Attis' ถือเป็นผู้บริหารระดับสูง ที่มีประวัติผลงานโดดเด่นอย่างมาก ทั้งการเคยเป็นผู้บริหารคนแรกนอกตระกูล ที่เข้ามากุมบังเหียนที่ Prada เป็นเวลา 3 ปี รวมถึงเคยผ่านงานบริหารระดับสูงในเครือระดับโลกอย่าง LVMH, Richemont อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งประธานของ Christian Dior Couture Americas และผู้อำนวยการฝ่ายจัดการระดับสากลของ Jaeger-LeCoultre มาก่อนหน้านี้

ภารกิจหักดิบแก้ปมขาดทุนสะสม และวิกฤต

     การก้าวเข้ามาของ 'Gianfranco D’Attis' ในครั้งนี้ มาพร้อมกับภารกิจหลักในการร่วมมือกับ 'Seán McGirr' ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนล่าสุด ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2023 เพื่อร่วมมือกันปรับกลยุทธ์ ปรับปรุงผลประกอบการ และฟื้นฟูแบรนด์จากภาวะขาดทุนสะสม ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความผิดพลาดในอดีต ที่แบรนด์ขยายหน้าร้านไปถึง 135 แห่งทั่วโลก และปล่อยให้โมเดลธุรกิจต้องพึ่งพารายได้จากยอดขายสนีกเกอร์ ที่สูงลิ่วถึง 80% ของรายได้ทั้งหมด
     จากวิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่ม Kering ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก และจำเป็นต้องกระชับเนื้อหาการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน โดยมีแผนที่จะสั่งปิดหน้าร้านที่ผลประกอบการไม่สู้ดีลงมากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเด็ดขาด หรือทำการโอนย้ายพื้นที่ทำเลเหล่านั้น ไปให้แบรนด์อื่นภายในเครือที่แข็งแกร่งกว่า อย่างเช่น Saint Laurent, Bottega Veneta และ Balenciaga แทน เพื่อปรับโมเดลธุรกิจให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้นแบรนด์ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันภายในอย่างหนัก จากการประท้วงของพนักงานในอิตาลี ที่ออกมารวมตัวต่อต้านแผนการปรับลดขนาดองค์กร และเตรียมเลิกจ้างพนักงานจำนวน 54 คนจากทั้งหมด 181 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน 'การตัดสินใจที่ยากลำบาก' เพื่อความอยู่รอดของแบรนด์

สัญญาณสั่นคลอนตำแหน่งของ 'Seán McGirr'

     นอกเหนือจากการเร่งสร้างวินัยทางการเงิน และจัดระเบียบโครงสร้างองค์กรแล้ว การมาของ 'Gianfranco D’Attis' ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักบริหารสายกลยุทธ์ ที่พร้อมหักดิบเพื่อตัวเลขกำไรเช่นนี้ อาจส่งสัญญาณสั่นคลอนตำแหน่งของ 'Seán McGirr' ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในแถลงการณ์ช่วงแรกจะระบุถึงการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับอัตลักษณ์ของแบรนด์ แต่ในโลกของธุรกิจลักชัวรียุคปัจจุบัน เวลาของดีไซเนอร์ในการพิสูจน์ตัวเองนั้นสั้นลงเรื่อยๆ
     ซึ่งหากคอลเลกชันถัดๆ ไปของ Alexander McQueen ภายใต้การออกแบบของ 'Seán McGirr' ยังไม่สามารถทำยอดขายสะท้อนกลับมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ หรือแนวทางความคิดสร้างสรรค์ และทิศทางศิลปะของเขา ไม่สอดรับกับกลยุทธ์การตลาดใหม่ของ 'Gianfranco D’Attis' ที่เน้นความเฉียบคม และการเติบโตที่ยั่งยืน ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ CEO คนใหม่อาจเลือกวิธี 'ล้างกระดาน' ด้วยการเปลี่ยนตัวหัวเรือใหญ่ฝั่งดีไซน์ เพื่อเริ่มต้นเฟสใหม่ของ Alexander McQueen อย่างสมบูรณ์แบบ ตามแนวทางที่เขาถนัด เหมือนดังเช่นที่เครือ Kering เคยทำสำเร็จมาแล้วกับแบรนด์อื่นๆ ซึ่งเราคงต้องจับตาทิศทางของแบรนด์ Alexander McQueen ให้ดีหลังจากนี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง...

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alexander McQueen ได้ที่ (Simone Ashley ชุบชีวิตชุดไอคอนิกจาก Alexander McQueen บนพรมแดงเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2026)

ภาพ : Courtesy of Kering / Vogue Runway