ดาราไทย ในแฟชั่นวีก

FASHION

VOGUE SCOOP | สำรวจภาพจิ๊กซอว์ดาราไทยผ่าน 'ปอนด์-มีน-เจษ' ณ มิลานแฟชั่นวีก

5 กลยุทธ์ของเหล่าแบรนด์ลักชัวรี กับการส่งเซเลบริตี้ชาวไทย สู่สัปดาห์แฟชั่นวีก

24 มิถุนายน 2569

     กระแส 'Thai Power' ในฟรอนต์โรว์ระดับโลก อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป และยอด Earned Media Value หรือ EMV มหาศาล ก็กลายเป็นเพียงดัชนีชี้วัดมาตรฐานที่ทุกแบรนด์ต้องมีประดับไว้ในรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ในฐานะประเทศที่สร้างมูลค่าทางสื่อได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของคนในอุตสาหกรรมนี้คือ 'แล้วอย่างไรต่อ...?' หากความสัมพันธ์ระหว่าง 'แบรนด์ลักชัวรี' กับ 'เซเลบริตี้ไทย' ยังคงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การสร้างยอดเอนเกจเมนต์ชั่วข้ามคืน เสน่ห์ของกระแสนี้ก็อาจลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามการปรากฏตัวของเหล่าเซเลบริตี้ชาวไทยในมิลานแฟชั่นวีก คอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 ไม่ว่าจะเป็น 'มีน–นิชคุณ' , 'ปอนด์-ณราวิชญ์' และ 'เจษ-เจษฎ์พิพัฒ' คือข้อพิสูจน์ว่าการที่เหล่าเซเลบริตี้ไทยก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ล้วนมีเรื่องราวและกลยุทธ์ทางการตลาด มากกว่าแค่เรื่องของตัวเลขและความยิดนิยม ถ้าเราลองแกะสูตรความสำเร็จ และมองลึกลงไปเบื้องหลังตัวเลขสถิติเหล่านี้ จะพบว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังพัฒนาขึ้นไปสู่อีกขั้น ผ่าน 5 กลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ร่วมกับเซเลบริตี้จากประเทศไทย


1. การเปลี่ยนตัวเลข EMV ให้เป็น Conversion Rate และ Market Penetration

     ในธุรกิจลักชัวรีการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ หรือการทำยอด EMV สูงๆ เป็นเพียงด่านแรกในการสร้าง Brand Awareness เพราะสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนกระแสดิจิตอลเหล่านั้น ให้กลายเป็น Conversion Rate หรือยอดขายจริงในร้านบูติก รวมถึงการขยายส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีความยืดหยุ่นสูงที่สุดในโลก

     ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ไม่ได้มองเหล่าเซเลบริตี้เป็นแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ แต่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของตลาด ผ่านพลังซื้อของกลุ่มแฟนคลับ ที่พร้อมแปรเปลี่ยนแรงซัพพอร์ตให้กลายเป็นยอดขายจริง ดังที่เราได้เห็นปรากฏการณ์สินค้าขึ้นป้าย 'Sold Out' ทันทีหลังจากที่เซเลบริตี้โพสต์ภาพ หรือการที่แฟนคลับหลั่งไหลไปต่อคิวที่บูติกเพื่อซื้อสินค้าตามรอยศิลปิน การส่งเหล่าคนดังไปแฟชั่นวีกจึงช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิด และจับต้องได้ในกลุ่มผู้บริโภค ยิ่งผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ให้คุณค่าความสำคัญ และยกย่องตัวแทนจากคนที่เราชื่นชอบมากเท่าไหร่ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ และความเต็มใจที่จะจ่ายให้กับสินค้าในราคาสูงลิ่ว ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเป็นเท่าตัว

 


2. การสร้างอัตลักษณ์ร่วมระหว่างแบรนด์กับเซเลบริตี้

     หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือ การที่แบรนด์ต่างเลือกใช้ตัวตน และคาเร็กเตอร์ของเหล่าเซเลบริตี้ มาเป็นการถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ ที่เวลาพูดถึงเราก็จะเห็นภาพบุคคลนั้นๆ และเข้าใจได้ทันทีว่าสไตล์ เอกลักษณ์ และสิ่งที่โดดเด่นของแบรนด์นั้นๆ คืออะไร อย่างที่เราได้เห็น 3 นักแสดงชาวไทย 'มีน-นิชคุณ' , 'ปอนด์-ณราวิชญ์' และ'เจษ-เจษฎ์พิพัฒ' เข้าร่วมตารางมิลานแฟชั่นวีก คอลเล็กชั่นเสื้อผ้าบุรุษฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027

     เริ่มต้นที่ 'มีน-นิชคุณ' กับแบรนด์ Ralph Lauren ที่มักผูกติดกับเรื่องราว 'The American Dream' และไลฟ์สไตล์ชนชั้นสูงฝั่งตะวันตกของชาวผิวขาวมาโดยตลอด แต่การปรากฏตัวของ 'มีน' ในครั้งนี้ ด้วยคาแรกเตอร์ที่นิ่ง สุขุม และเนี้ยบแบบร่วมสมัย ได้พิสูจน์ว่าสไตล์ความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ และแฟชั่นแนว Ivy League นั้น สามารถเข้ากับหนุ่มเอเชียได้อย่างไร้ที่ติ

     ถัดมาที่ 'ปอนด์-ณราวิชญ์' กับ Prada แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องโครงสร้างเสื้อผ้าที่แปลกใหม่และแนวคิดที่ซับซ้อนจนบางครั้งอาจเข้าถึงยาก สิ่งที่แบรนด์มองหาจึงไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบตามขนบดั้งเดิม แต่เป็นตัวตนที่เด่นชัดและมีเอกลักษณ์ ซึ่ง 'ปอนด์' สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดี ด้วยเสน่ห์ที่ดูลึกลับ น่าค้นหา แต่เปี่ยมไปด้วยพลังของความสดใหม่ ทำให้ 'ปอนด์' กลายเป็นคนกลางที่ช่วยสื่อสารแนวคิดล้ำๆ ของแบรนด์ให้เข้าถึงผู้คนได้กว้างขวางและจับต้องได้ง่ายขึ้น

     ต่อด้วย 'เจษ-เจษฎ์พิพัฒ' กับ Giorgio Armani เสาหลักแห่งวงการแฟชั่นอิตาเลียนอย่าง Giorgio Armani แบรนด์ที่เป็นตัวแทนของความสง่างามอันเรียบหรู ซึ่งการปรากฏตัวของ 'เจษ' ในครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำดีเอ็นเอของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐาน มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จากประสบการณ์ในวงการบันเทิง ที่ถ่ายทอดความเรียบง่ายตามแบบฉบับของ Giorgio Armani ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 


3. กลยุทธ์ 'Local to Global' ยกระดับความร่วมมือสู่เวทีสากล

     แม้อุตสาหกรรมลักชัวรี่ก้าวไปไกลกว่าเดิม และไม่ได้มองตลาดแยกส่วนกันอีกต่อไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลยุทธ์ 'Local to Global' หรือการหยิบเอาความทรงอิทธิพล และสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค มาขับเคลื่อนกระแสในระดับโลก หลายๆ แบรนด์ยังคงนำมาใช้เป็นจุดสนใจ ท่ามกลางตารางแฟชั่นวีกที่อัดแน่นไปด้วยโชว์ ซึ่งการที่เซเลบริตี้ชาวไทยได้รับการแต่งตั้งเป็น 'แบรนด์แอมบาสเดอร์' ของเฮาส์แฟชั่นต่างๆ หรือได้ก้าวสู่พื้นที่แถวหน้าในแฟชั่นวีก มันก็เป็นผลลัพธ์จากการที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ เล็งเห็นถึงพลังในการขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม ด้วยพลังของกลุ่มผู้บริโภค และแฟนๆ ในการสร้าง Organic Engagement ผ่านฃโซเชียลมีเดีย จนนำไปสู่การสร้างเม็ดเงิน และผลกำไรที่จับต้องได้ให้กับธุรกิจ

 


 4. การบริหารความเสี่ยง และการลงทุนในสินทรัพย์บุคคล

     หากวิเคราะห์ในมุมมองธุรกิจ 'แฟชั่นวีก' คือพื้นที่ของการลงทุนทางการตลาดขนาดใหญ่ การเลือกเซเลบริตี้มาร่วมงานเปรียบเสมือนการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ที่แบรนด์ต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากหลากหลายมิติ ทั้งทัศนคติส่วนบุคคล ไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้อง ไปจนถึงความสามารถในการสื่อสารระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับจริยธรรม และภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเข้มงวด การร่วมงานกับเซเลบริตี้ชาวไทยที่มีความเป็นมืออาชีพสูง และมีรากฐานที่มั่นคง จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ชาญฉลาด เพราะแบรนด์แฟชั่นมองเซเลบริตี้เป็นหุ้นส่วนระยะยาว ที่จะช่วยพยุงและขับเคลื่อนมูลค่าของแบรนด์ให้เติบโตอย่างมั่นคง 

 


5. การปรับตัวและการสร้างคอนเทนต์

     กลยุทธ์สุดท้ายที่สะท้อนว่าธุรกิจแฟชั่น ได้ก้าวข้ามการตลาดแบบเดิมๆ คือการสร้างคอนเทนต์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นยันจบ เพราะแฟชั่นวีกในปัจจุบันการลงแค่รูปภาพบนรันเวย์อาจไม่เพียงพอ เท่ากับการขับเคลื่อนคอนเทนต์ตลอดเวลาตั้งแต่ แอร์พอร์ตลุค วิดีโอเบื้องหลังการเตรียมตัว ไปจนถึงการถ่ายรูปและคอนเทนต์วิดีโอโมเมนต์ ร่วมกับดีไซเนอร์และเหล่าเซเลบริตี้คนอื่นๆ ที่ทำให้แบรนด์สามารถสอดแทรกเรื่องราว คุณค่าของงานฝีมือ และคอลเล็กชั่นล่าสุดเข้าไปในใจของผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียน


     การที่เราได้เห็นตัวแทนจากประเทศไทย 
เข้าร่วมชมโชว์ในมิลานแฟชั่นวีกคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าบุรุษ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ 'Thai Power' ที่ยังคงครองพื้นที่ทางสื่อ และ 'กลยุทธ์' ของธุรกิจแฟชั่นในการสร้างสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคล เพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ดีเอ็นเอของแบรนด์ เพราะท้ายที่สุดเมื่อม่านแฟชั่นวีกปิดลง โจทย์สำคัญคือเหล่าเซเลบริตี้จะสามารถเปลี่ยนกระแสฉาบฉวย ให้กลายเป็นการฝากฝัง 'ความหมาย มูลค่า และภาพจำ' ลงในใจของผู้บริโภคจนแปรเปลี่ยนเป็นความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ในระยะยาวได้หรือไม่...

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แฟชั่น ได้ที่ (Vogue World: Milano 2026 คืออะไร จัดที่ไหน สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้)

ภาพ : Courtesy of Brands