สำหรับคำว่า ‘THAI POWER’ อาจเป็นนิยามที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง กระแสความไวรัลที่เคยถูกตั้งคำถามว่าจะเป็นเพียงฉากหน้าของความเร็วด่วน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง หรือคือพลังอันแข็งแกร่งที่สามารถยืนหยัดได้บนเวทีระดับโลก แฟชั่นวีกถ้าในโลกแฟชั่นยุคดั้งเดิมอาจหมายถึงช่วงเวลาแห่งการนำเสนอผลงานแฟชั่นเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญ ปัจจุบันกับมิลานแฟชั่นวีก ประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่าพลังของไทยคือพลังอันแข็งแกร่งบนเวทีระดับสากลอย่างแท้จริง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาช่วงมิลานแฟชั่นวีก แบรนด์ระดับโลกต่างร่วมงานและเชิญศิลปิน ดารานักแสดงคนไทยไปเป็นแขกวีไอพี ทั้งในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์หรือแขกฟรอนต์โรว์ ซึ่งแต่ละคนสามารถถ่ายทอดเรื่องราวตามอัตลักษณ์ของแบรนด์นั้นๆ ได้อย่างทรงพลัง หากจะวัดกันอย่างนามธรรมเราอาจจะโฟกัสไปที่ความเข้ากันหรือจุดเชื่อมโยงเกี่ยวกับแบรนด์ สะท้อนภาพคาแร็กเตอร์ตามนิยามของแบรนด์โดยรวมหรือจำเพาะเจาะจงเป็นคอลเล็กชั่น ทว่ามาตรวัดที่สำคัญในยุคปัจจุบันกับตัวเลข ‘EMV’ คือกระจกสะท้อนความพิเศษที่เหล่าศิลปินไทยสามารถสร้างหลักฐานเป็นรูปธรรมว่าทำไมพวกเขาถึงมีพื้นที่บนเวทีแฟชั่นระดับโลก
ตัวเลขการอ้างอิงจาก Lefty.io ฉายภาพอย่างเป็นประจักษ์ เมื่อประเมินมูลค่าทางสื่อของ ‘ฝ้าย-พีรญา’ กับการเดินทางสู่มิลานแฟชั่นวีกกับแบรนด์ Ferragamo สามารถทำตัวเลขได้มากระดับ 11.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อม Engagement Rate ที่พุ่งสูงระดับ 24 เปอร์เซ็นต์ ผลักดันให้แบรนด์เติบโตเชิงสื่อมากเกิน 5 เท่าตัว ในขณะที่แขกคนสำคัญจากโชว์ Prada อย่าง ‘น้ำตาล-ทิพนารี’ และ ‘ปอนด์-ณราวิชญ์’ สร้างตัวเลขในระดับเกิน 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่ง Engagement Rate เป็น 29.2 และ 14.7 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ส่งผลให้ปราด้าเติบโตขึ้นในเชิงสถิติมากกว่า 52 เปอร์เซ็นต์
ส่วนฝั่งของแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็ทำหน้าที่กันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ‘กลัฟ-คณาวุฒิ’ กับการเปิดใจทดลองสวมใส่ลุคเสื้อครอป ท้าทายขอบเขตแฟชั่นของตัวเอง ประกอบกับการนำเสนอโชว์รันเวย์ Gucci ของ Demna ทำให้แบรนด์เติบโตเกินกว่า 127 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ‘ดิว-จิรวรรตน์’ ที่ถ่ายทอดลุคของ Bottega Veneta โฉมใหม่ภายใต้การนำเสนอผลงานของ Louise Trotter ไปพร้อมกับ ‘ปริมมี่-วิพาวีร์’ การเจาะลึกและถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับแบรนด์ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของดิว และแนวคิดเชิงศิลปะของปริมมี่ก็มีจุดยืนท่ามกลางตัวเลขหลักแสนหลักล้านด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปโค้งแรกของมิลานแฟชั่นวีก ‘นานิ-หิรัญกฤษฎิ์’ เดินทางสู่โชว์ Onitsuka Tiger เปิดฉากแรงกระเพื่อมให้กับทัพคนไทยได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าเป็นผู้นำร่องเปิดทางคลื่นให้กลายเป็นเส้นทางอันสดใส ซึ่งเป็นสถานการณ์อันยอดเยี่ยมสำหรับ ‘เบ็คกี้-รีเบคก้า’ กับการเดินทางสู่เมืองมิลานร่วมกับ Tod’s ที่สามารถสร้างตัวเลขมหาศาลจนเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันแบรนด์สู่การเติบโตด้านสื่อมากถึง 109 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับการเดบิวต์มาแฟชั่นวีกของ ‘เก่ง-หฤษฎ์’ และ ‘น้ำปิง-นภัสกร’ กับตัวเลขมูลค่าทางสื่อของ Moschino ทะยานก้าวหน้าแตะเลข 359 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการเดบิวต์ที่ทรงพลังและน่าติดตาม
หากจะกล่าวว่าตัวเลขทั้งหลายที่นำเสนอไปคือทุกสิ่งทุกอย่างหรือไม่ คำตอบก็อาจจะไม่ แต่มันก็พิสูจน์ความทรงพลังที่วัดได้เป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าการสนับสนุนของแฟนคลับคือฟันเฟืองที่ทำให้ทุกคนสามารถยืนหยัดและมอบความพึงพอใจให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับแถวหน้า ถึงกระนั้นเรื่องความล้ำลึกหรือสิ่งที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ก็สำคัญไม่แพ้กัน มุมมองกานนำเสนอแบรนด์ การสะท้อนตัวตนตามอัตลักษณ์ หรือความหนักแน่นเชิงข้อมูล สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งของ ‘คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส’ กับการหวนคืนสู่โชว์ Max Mara อีกครั้งในรอบ 8 ปี หรือจะเป็น ‘มิ้นท์-ภัทรศยา’ กับการเดินทางไปชมทั้งโชว์ Sportmax และ Dolce & Gabbana ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวตามบัญญัติของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และ ‘มิว-ศุภศิษฏ์’ กับ ‘ตุลย์-ภากร’ ที่เสิร์ฟโมเมนต์ความน่ารักระหว่างกันแบบไม่พักในโชว์ BOSS
สุดท้ายแฟนคลับคือพลังแฝงอันยิ่งใหญ่อย่างปฏิเสธไม่ได้ หากชื่นชอบใครก็สนับสนุนให้ศิลปินได้มีจุดยืนบนเวทีระดับสากลก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี การคงอยู่อย่างมั่นคงก็เป็นความท้าทายต่อไป กระแสคำว่า ‘THAI POWER’ อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งใหม่อีกต่อไป แต่ความไม่ใหม่นี้เองจะเป็นบทข้อพิสูจน์ว่าพลังของคนไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงใด แน่นอนว่าขาดไม่ได้กับองค์ประกอบส่วนอื่นๆ นอกจากมูลค่าทางสื่อ เมื่อใดที่ทุกองค์ประกอบครบถ้วน ‘THAI POWER’ จะสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน

