Size Inclusivity

FASHION

VOGUE SCOOP | มายาคติในวงการแฟชั่น 'Size Inclusivity' กับการกลับมาของความ 'คลั่งผอม'

จะดีกว่าไหม... ถ้าเราหันมาเปิดกว้างอย่างจริงจังสักที สำรวจวิกฤตความหลากหลายบนรันเวย์ กับจำนวนนางแบบพลัสไซซ์ที่เหลือเพียง 0.3% จากทั้งหมด

08 มิถุนายน 2569

     ถึงแม้จะปี 2026 แล้ว แต่เราจำเป็นที่จะต้องพูดถึงเรื่อง 'Size Inclusivity' กันต่อไป เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นตอนนี้ กำลังเผชิญกับคลื่นความเปลี่ยนแปลง และสัญญาณถดถอยครั้งใหญ่ ในเรื่อง 'ความหลากหลายของรูปร่าง' เมื่อกระแสค่านิยมได้หมุนวนกลับไป ความผอมแห้งอย่างสุดโต่ง พร้อมมาตรฐานความงาม ที่ผู้ยอมแลกบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้ได้รูปร่างที่สมบูรณ์แบบ และได้ใส่เสื้อผ้าที่อยากใส่ โดยใช้กรรมวิธีกึ่งการแพทย์ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษา หรือบรรเทาอาการด้านสุขภาพแต่อย่างใด ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสื่อโฆษณา และภาพถ่ายแฟชั่น เพื่อลบเลือนภาพสรีระความเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติ และปลูกฝังค่านิยมที่บิดเบี้ยวในสังคม

กลเกมตัวเลขบนรันเวย์ และกับดัก 'Vanity Sizing' ของเหล่าแบรนด์ลักชัวรี่

     โดยรายงานสถิติล่าสุดจาก Vogue Business ประจำฤดูกาลฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ได้ตอกย้ำภาพความจริงที่น่าเศร้า ที่ช่วงสัปดาห์แฟชั่นวีกทั้งในกรุงลอนดอน มหานครนิวยอร์ก กรุงมิลาน และกรุงปารีส รวมแล้วกว่า 180 โชว์ มีสัดส่วนของนางแบบพลัสไซซ์ โลดแล่นอยู่บนรันเวย์เพียง 0.3% เท่านั้น ในขณะที่นางแบบกลุ่ม 'Mid-sized' (ไซซ์ 6 ถึง 12) มีสัดส่วนเพียง 2.1% สวนทางกับกลุ่มนางแบบไซซ์มาตรฐาน หรือ 'Straight-sized' (ไซซ์ 0 ถึง 4) ที่กลับมาผูกขาด และครองพื้นที่รันเวย์ไปมากถึง 97.6% ขัดกับสัดส่วนของผู้บริโภคส่วนใหญ่ในสัังคม ทำให้ผู้บริโภคหญิงจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 ของตลาด ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าเสื้อผ้าลักชัวรี เนื่องจากกลยุทธ์ทางการตลาด 'Vanity Sizing' ที่แบรนด์กำหนดป้ายไซซ์ให้เล็กกว่าขนาดสัดส่วนจริง เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกว่าตัวเองมีรูปร่างเล็กลง หรือผอมลง

     ซึ่งตัวเลขที่สะท้อนออกมาเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นแทบจะไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นเลย และรันเวย์ในปัจจุบันยังคงอคติต่อรูปร่างที่หลากหลาย อีกทั้งการที่นางแบบบนเวทีมีเพียงไซซ์เดียว ก็เป็นผลพวงจากกระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา ที่ไม่สอนให้รู้วิธีการขยายแพตเทิร์นสำหรับเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ จนเคยคุ้นชินกับการใช้หุ่นจำลองขนาดมาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคพลัสไซซ์ขาดโอกาสในการเข้าถึง และจำกัดอยู่เพียงเสื้อผ้าดีไซน์ซ้ำซากเดิมๆ

     แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัญญาณที่ดีจากกลุ่มนักออกแบบอิสระ และผู้จัดงานจากทั่วทุกมุมโลก ที่สามารถปลดแอกตัวเองออกจากระบบทุนนิยม และการค้าเชิงพาณิชย์แบบเดิม เพื่อมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนงานศิลปะ วัฒนธรรม และความหลากหลายของมนุษย์ แม้ว่าในแฟชั่นกระแสหลักในปัจจุบัน จะเริ่มเห็นสัญญาณการเปิดรับความหลากหลายในแง่อื่นๆ เช่น การเปิดรับนางแบบกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างที่หลายๆ แบรนด์ใหญ่ต่างหันมาใช้มิวส์ที่อายุเยอะ อาทิ Chanel, Miu Miu และ Jacquemus ทว่าพวกเธอก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็น 'ผู้สูงอายุที่ยังผอมบาง' อยู่ดี และจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า

 

"จะดีกว่าไหม… ถ้าอุตสาหกรรมแฟชั่นหันมาให้ความสำคัญ กับการเปิดกว้างอย่างจริงจัง และถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราทุกคน ทั้งในฐานะผู้บริโภค ดีไซเนอร์ และแบรนด์แฟชั่น จะร่วมมือกันปฏิเสธกรอบอุดมคติเดิมๆ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่าเทียม"

 

     เพราะท้ายที่สุดแล้วการตั้งคำถามต่อ 'ความเหลื่อมล้ำ' อาจยังไม่เพียงพอต่อการต่อสู้กับระบบทุนนิยม ที่หยั่งรากลึกลงไปในอุตสาหกรรม แต่การทำ 'ความเข้าใจ' และ 'การยอมรับ' อย่างถ่องแท้ ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยให้ 'ความหลากหลาย' ไม่ได้เป็นแค่แคมเปญการตลาดชั่วครั้งชั่วคราว หรือการหยอดนางแบบพลัสไซซ์ และผู้สูงอายุลงไปบนรันเวย์ เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สวยหรู และตราบใดที่แบรนด์ลักชัวรียังคงให้ความสำคัญกับ กลยุทธ์ทางการตลาด Vanity Sizing มากกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสถาบันการศึกษายังคงผลิตดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผ่านพิมพ์นิยมแบบเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงและความเท่าเทียมก็คงเป็นได้เพียงแค่ภาพลวงตา

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fashion ได้ที่ (ทลายทุกกรอบความงาม! Christian Siriano เผยโฉมคอลเล็กชั่นใหม่ สะท้อนความหลากหลายในนิวยอร์กแฟชั่นวีก)

ภาพ : Vogue Ruway / Unsplash