Vogue Thailand

LIFESTYLE

VOGUE SCOOP | จาก ‘ทนายปีศาจ’ สู่พลังแห่งความยุติธรรมโดยพลังหญิงในสื่อบันเทิง

ความนิยมของ ‘ทนายปีศาจ’ นำมาสู่การสำรวจพลังหญิงในกระบวนการยุติธรรมที่สอดแทรกประเด็นที่น่าสนใจในสื่อบันเทิง

18 มิถุนายน 2569

‘ทนายปีศาจ’ ซีรี่ส์เข้มข้นจากเน็ตฟลิกซ์ที่เป็นกระแสอย่างมากในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 ความหวือหวาที่มาพร้อมฝีมือการแสดงและเส้นเรื่องที่ชวนลุ้นระทึกหาคำตอบและตั้งคำถามเพิ่มเติมกับเรื่องความยุติธรรม เรื่องราวจากซีรี่ส์ชวนให้นึกถึงข่าวดังต่างๆ นานาที่อำนาจมิติต่างๆ เกี่ยวโยงและส่งอิทธิพลถึงกระบวนการยุติธรรม ในวันนี้โว้กจึงไม่เพียงแต่หยิบยกประเด็นเรื่องราวจากซีรี่ส์มาสปอยล์ให้เสียอรรถรสสำหรับคนที่ยังไม่ได้รับชม แต่กำลังเจาะประเด็นที่แตกต่างด้วยการย้อนดูพลังของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมผ่านซีรี่ส์ชื่อดัง ซึ่งแต่ละเรื่องมีประเด็นที่น่าขบคิดไม่น้อยอยู่เหมือนกัน

 

กระบวนการยุติธรรมกับผู้หญิงในสื่อบันเทิง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระบวนการยุติธรรมเต็มไปด้วยการครอบครองพื้นที่อำนาจของผู้ชาย ผู้พิพากษา ทนาย และตำแหน่งสำคัญต่างๆ สัดส่วนผู้ชายเป็นใหญ่ ดังนั้นการถ่ายทอดเรื่องราวของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยอันเข้มข้นในเรื่อง ‘ทนายปีศาจ’ จึงมีมิติเรื่องความจัดจ้านและโดดเด่นของทนายหญิง ชวนให้นึกถึงผลงานซีรี่ส์ที่ข้องเกี่ยวกับผู้หญิงในกระบวนยุติธรรม ทั้งในบทบาทผู้พิพากษา ทนาย หรือแม้กระทั่งจำเลย มาร่วมสำรวจกันว่าความน่าสนใจของความยุติธรรมที่มีผู้หญิงเป็นผู้ดำเนินเรื่องน่าสนใจและประสบความสำเร็จมากเพียงใด

Article

‘ทนายปีศาจ’ หรือ ‘The Evil Lawyer’

เริ่มต้นด้วยผลงานน้ำดีจากเน็ตฟลิกซ์ประเทศไทย แม้ผลงานน้ำดีแต่เนื้อหาเจาะถึงเรื่องเน่าเฟะของการใช้อำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อม ‘ทนายจิตรี’ คือตัวแทนของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ก้มหัวให้ใคร แม้หลายครั้งจะต้องใช้ช่องโหว่หรือหาผลประโยชน์จากความบิดเบี้ยวของระบบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังการทะลุทะลวงเพื่อเป้าหมายบางอย่างของเธอแสดงถึงความเก่งฉกาจ และสร้างความท้าทายต่อระบบ รวมถึงกำแพงเรื่องเพศได้ไม่น้อย หรือมองไกลไปกว่านั้น เพศไม่ได้บ่งบอกถึงความสามารถและข้อจำกัด เพราะในการพิจารณาคดีต่างๆ ทนายจิตรีคนนี้คือผู้ครองเกมและไม่ได้วางมาตรฐานความเห็นใจต่อใครทั้งสิ้น แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเอง ข้อโต้แย้งทั้งหลายล้วนอำมหิต สามารถใช้ทุกช่องทางเพื่อชัยชนะ แรงขับเคลื่อนของทนายปีศาจที่ชี้ให้เห็นประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้น หากเล่าโดยทนายผู้ชายอาจถูกมองเป็นฮีโร่และถูก ‘Romanticize’ จนเกินพอดี กลับกันหากเป็นทนายหญิงจะชี้ให้เห็นการพิสูจน์ลึกไปถึงจิตใจผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นอคติต่อเพศ บทบาทของผู้หญิง ไปจนถึงกิริยามารยาทต่างๆ หากใครอยู่ในกรอบความคิดว่าผู้หญิงจะต้องมีบทบาทหรือคาแร็กเตอร์เฉพาะ การชมซีรี่ส์เรื่องนี้ก็อาจทำให้อึดอัด และมองข้ามประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เหมือนกับว่าทนายจิตรีไม่ได้แค่ทะลวงระบบยุติธรรมภายในเรื่อง ทว่ากำลังทะลวงระบบความคิดร่วมของคนบางกลุ่มสังคมไปโดยปริยาย
 

ความเก่งกาจอาจต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าทนายหญิงหัวรั้นสนใจแต่ผลปลายทางอาจต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเชิงรูปธรรมและนามธรรม เป็นไปได้หรือไม่ว่าทนายหญิงไม่ใช่แค่ต้องเผชิญกับความอันตรายตรงหน้า แต่เผชิญกับกรอบจำกัดที่มองไม่เห็น การก้าวกระโดดออกจากกำแพงเหล่านั้นคือคำตอบของการที่ต้องเอาชนะมากกว่าแค่คดีหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม แน่นอนว่าช่วงเวลาตลอด 8 ตอนจะเต็มไปด้วยความเข้มข้น การเสาะหาความจริง และไม่ได้เชิดชูประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็น แต่เพราะความลื่นไหลของเนื้อเรื่องมันก็ชวนฉุกคิดและเปิดมุมมองของความเป็นปัจเจกบุคคลโดยปราศจากเรื่องเพศไปได้เช่นกัน มันเหมือนกับว่าหากจะพูดถึงความเท่าเทียมหรือมิติความน่าสนใจของการก้าวออกจากกรอบ มันไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครขาวสะอาดและพร่ำบอกเรื่องเดียวซ้ำๆ ในขณะเดียวกันการทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามเส้นเรื่องและสะท้อนความเป็นจริงอาจทำให้ผู้เสพรู้สึกและรับรู้โดยไม่ต้องยัดเยียดเลยก็ได้เช่นกัน

Article

‘อูยองอู ทนายอัจฉริยะ’ หรือ ‘Extraordinary Attorney Woo’

ทนายอูจากซีรี่ส์เกาหลีเลื่องชื่อเมื่อปี 2022 คือหนึ่งในสุดยอดผลงานซีรี่ส์ที่ข้องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม โดยเล่าเรื่องราวผ่านทนายหญิงที่มีความสามารถแต่มีข้อจำกัดบางอย่าง แน่นอนว่าซีรี่ส์เรื่องนี้มีความเซอร์เรียล และให้กลิ่นอายความเบาสมอง ในขณะเดียวกันมันกลับจุดชนวนความคิดให้เล็งเห็นถึงความยอดเยี่ยม อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าวงการยุตธรรมเต็มไปด้วยผู้ชายเปี่ยมอำนาจ ทว่าสำหรับทนายอู เธอเป็นดั่งม้ายูนิคอร์นสดใส ที่ก้าวเข้าสู่กระบวนการอันหนักแน่นได้อย่างไร้ที่ติ อคติมากมายปิดกั้นให้ทนายอูเป็นคนอื่นไกลจากการว่าความ อาการในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัมโดยกำเนิด คือข้ออ้างสำหรับคนที่ไม่อยากจะมองความสามารถที่แท้จริง เช่นเดียวกันการเป็นผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมก็เป็นคำถามข้อใหญ่ของกลุ่มผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม และยึดถือชายเป็นใหญ่เป็นศูนย์กลาง เท่ากับว่าทนายอูต้องเผชิญความท้าทายถึง 2 ด้านในเวลาเดียวกัน ในซีรี่ส์จะพบว่าทั้งสภาพแวดล้อม กลุ่มคน และอื่นๆ อีกมากมายยังรักษามาตรฐานโดยใช้ขีดแบ่งเรื่องเพศ ผู้ชายบางคนในสำนักกฎหมายสามารถเดินหน้าในอาชีพได้อย่างไร้อุปสรรค ในขณะเดียวกันผู้หญิงต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองเสมอ ทนายอูจึงต้องทั้งพิสูจน์ในบทบาทของผู้หญิงและผู้มีอาการออทิสติก

ซีรี่ส์เรื่องนี้ไม่ได้ชำแหละด้านมืดในแบบที่ ‘ทนายปีศาจ’ ทำ แต่เส้นเรื่องที่มีไดนามิกชวนให้ติดตามเป็นความน่าดึงดูดถึงวิธีการว่าความของทนายอูเสียมากกว่า ความพิเศษเหนือระดับตรงนี้เป็นตัวแทนว่าทำไมทนายอูถึงก้าวมาถึงจุดยอดพีระมิด ซึ่งพอมาถึงจุดนี้ต้องฟาดฟันกับสภาพแวดล้อมดั้งเดิมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาและทนายฝั่งตรงข้าม ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและมีอำนาจ การกดขี่และข้ออ้างด้วยการสาดมลทินและตีตราผู้หญิงด้วยมาตรวัดเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก หรือสิ่งนิยามขึ้นเองอย่างความเหมาะสม คือกำแพงปิดกั้นที่กดทับจนผู้หญิงต้องพยายามมากกว่าปกติทั่วไป หลายครั้งเราอาจเห็นมุมมองที่ชวนอ้าปากค้างจากทนายอู ทว่าเมื่อคิดถึงโลกความจริง ทนายอูอาจต้องเผชิญกับความยากลำบาก แน่นอนว่ามันเน้นย้ำเรื่องอาการออทิสติกมากกว่า นั่นไม่ได้แปลว่าประเด็นของความเป็นหญิงตกไป เพราะหากคิดเชิงเปรียบเทียบเปรียบเปรย สิ่งเหล่านี้ที่ทนายอูต้องเผชิญก็มีความคล้ายคลึงกับทนายหญิง เพียงแค่รายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามชุดความคิดและบรรทัดฐานของสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้นเอง

Article

‘หญิงเหล็กศาลเยาวชน’ หรือ ‘Juvenile Justice’

ความเข้มข้นสีเทาๆ ของกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กถ่ายทอดออกมาเป็นความบันเทิงที่ชวนฉุกคิดกับคดีของเหล่าเยาวชนมากมาย ทำไมความรุนแรงในสังคมโดยเยาวชนจึงชวนให้นึกถึงบทบาทของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม เชื่อหรือไม่ว่าบางครั้งการกระทำอันเลวร้ายของผู้ชายกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรืออาจถูกพิจารณาด้วยหลักเกณฑ์ทางความคิดว่าเป็นความผิดสถานเบา มุมมองของผู้พิพากษาแม้จะต้องพิจารณาตามหลักฐาน แต่ผู้พิพากษาก็มีจิตใจ การโน้มเอียงทางความรู้สึกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มุมมองของการถ่ายทอดเรื่องความเข้มข้นในการพิจารณาคดีเยาวชนที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนบรรยากาศและความน่าอึดอัดไปทั้งหมด ดังนั้นผู้พิพากษาหญิงเหล็กในซีรี่ส์เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนผู้ตั้งมาตรฐานและยื่นกรอบเลนส์ให้ทุกคนสวมเพื่อเล็งเห็นความหนักหน่วงของปัญหาสังคมที่หลายครั้งมันถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กจนมองข้ามได้เลยด้วยซ้ำ ในช่วงชีวิตของผู้พิพากษาที่ต้องเผชิญบาดแผลทางจิตใจ ประกอบกับมุมมองใหม่ของการเป็นผู้หญิงเองก็ทำให้เห็นว่าการกระทำหลายอย่างของเยาวชนไม่ใช่เรื่องเล็กหรือความผิดสถานเบา แต่เป็นความผิดที่อาจรุนแรงจนไม่น่าให้อภัย ตัวละครหญิงจึงตั้งธงอันงดงามสะท้อนเรื่องราวของสิ่งเหล่านั้นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมจนผู้ชมรู้สึกได้มากขึ้น
 

ความแตกต่างของมุมมองที่แปรเปลี่ยนความคิดของผู้ชมได้ทันควัน แน่นอนว่าใครติดตามชมซีรี่ส์ทางกฎหมายหรือการพิจารณาคดีจะเห็นแพตเทิร์นหรือกรอบความคิดที่อาจเปลี่ยนไปตามอย่างหลากหลาย แต่ก็มีจุดร่วมบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่า “ทำไมดูสื่อเชิงกฎหมายแต่ยังรู้สึกไม่ยุติธรรม” นั่นเพราะความรู้สึกมนุษย์ไม่ได้ผูกติดแค่ข้อเท็จจริง แต่เชื่อมโยงถึงถึงหลักคิดทางอารมณ์ มุมมอง และภาพรวม ดังนั้นการถูกตั้งให้มองผ่านเลนส์ของผู้พิพากษาหญิงจึงเป็นเหมือนการเปิดอีกมุมมองที่ทำให้เห็นความยุติธรรมในรูปแบบที่แตกต่างเล็กน้อยแต่ส่งผลมหาศาลยิ่งขึ้น คำว่า ‘truth’ จึงไม่เหมือน ‘fact’ เพราะเมื่อปัจจัยบางอย่างเปลี่ยนไป ความจริงเหล่านั้นก็เปลี่ยนตาม จะน้อยหรือมากเท่านั้นเอง

Article

‘แอนนา มายา ลวง’ หรือ ‘Inventing Anna’

ในขณะที่เราพูดถึงผู้หญิงในบทบาททั้งผู้พิพากษาหรือทนายในซีรี่ส์ฝั่งเอเชียกันไปแล้ว อีกหนึ่งบทบาทสำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่ขาดไม่ได้คือโจทก์และจำเลย ซึ่ง Anna Delvey จากซีรี่ส์ ‘Inventing Anna’ ที่สร้างจากเรื่องจริงคือจำเลยที่สร้างปรากฏการณ์ความาน่าตื่นเต้นด้วยเช่นกัน ท่ามกลางความวุ่นวายและเส้นเรื่องที่ชวนสนุกไปกับมายาการหลอกหลวงของแอนนา แต่โค้งสุดท้ายกับการขึ้นโรงขึ้นศาลถือเป็นไฮไลต์ไคลแม็กซ์ที่พร้อมปิดฉากเรื่องนี้โดยสมบูรณ์ เราเห็นอะไรจากการสร้างสรรค์ฉากจากเรื่องจริงนี้บ้าง การสะท้อนสังคมของแอนนาชวนให้นึกถึงการเบี่ยงเบนความสนใจของจำเลยหญิง จากแรกเริ่มเดิมทีคดีความอื้อฉาวคือหัวใจหลักของการพิจารณา แต่เพียงเพราะแอนนาเลือกจะสรรสร้างลุคขึ้นศาลอันแตกต่าง เธอจึงกลายเป็นตำนาน แต่นั่นก็สะท้อนภาพของความใส่ใจต่อผู้หญิงในเรื่องความสวยงาม บรรทัดฐานทางแฟชั่น และอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องหลักคือคดีและส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรูปคดี

เป็นอีกครั้งที่บทบาทของผู้หญิงถูกตีกรอบด้วยขอบเขตความสนใจบางอย่าง กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ควรเอนเอียงกลับกลายเป็นว่าสามารถถูกโน้มน้าวได้ด้วยการเบี่ยงประเด็นของคนในสังคมเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นผู้หญิงเองก็ถือเป็นการฉายภาพอีกรูปแบบที่น่าสนใจผ่านซีรี่ส์ พลังของผู้หญิงที่ใช้ช่องโหว่ตรงนี้ในการสร้างสถานการณ์และเหตุการณ์น่าจดจำ ก็เป็นการหยิบยกเอาความบิดเบี้ยวผ่านความสนใจของผู้คนมาใช้ และชี้ให้เห็นว่าเพศและความสนใจอันผูกติดกับเพศตามนิยามของคนในสังคมบางกลุ่ม ส่งผลในหลากหลายรูปแบบในกระบวนการยุติธรรมไม่มากก็น้อย นั่นหมายถึงวิธีการมองสังคมเรื่องเพศและความเชื่อมโยงสู่เพศที่มีกรอบจำกัดและวางแนวทางไว้อยู่แล้ว ไม่ได้เปิดโอกาสให้เห็นถึงวิถีแนวทางของความอิสระทางความคิดที่มีต่อเพศได้เลย ผลลัพธ์ของการพิจารณาคดีอาจเป็นผลลัพธ์ที่เหมาะสมหรือไม่ก็ตาม แต่ระหว่างทางสู่จุดหมาย มันมีความแตกต่างและชี้ชัดถึงการสร้างภาพจำและแนวคิดสำหรับผู้หญิงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน


(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่องศาลในโลกแฟชั่นได้กับบทความ ลุคบุ๊กแบบใหม่กับภาพสเกตช์ในศาล วิธีสื่อสารที่มีทั้งเอกลักษณ์และการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร)

ภาพ : Courtesy of Netflix