LV Monogram

FASHION

เจาะลึกการเดินทางตลอด 130 ปีของ LV Monogram ความสร้างสรรค์และความเป็นนิรันดร์ของ Louis Vuitton

นี่คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์​ 130 ปีของโมโนแกรมในฐานะอัตลักษณ์แห่งความสร้างสรรค์และสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์ของ Louis Vuitton

09 มกราคม 2569

ย้อนไปในปี 1896 ทายาทรุ่นที่สอง Georges Vuitton ได้สร้างสรรค์กลุ่มสัญลักษณ์ที่พิเศษยิ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงลวดลายธรรมดาแต่คือตัวแทนของความเคารพรักจากบุตรชายถึงบิดาผู้ล่วงลับ ผู้ก่อตั้งรุ่นแรกของหลุยส์ วิตตองจากไปราวสี่ปีก่อนหน้าพร้อมกับทิ้งนวัตกรรมการออกแบบไว้ให้ผู้สืบทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหีบเดินทางทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ออกแบบด้านบนด้วยพื้นผิวราบ โครงไม้ที่แข็งแรงหุ้มด้วยหนังหรือผ้าน้ำหนักเบา กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเดินทาง ความนิยมในช่วงเวลานั้นทำให้เกิดการเลียนแบบขึ้นมากมาย ฌอร์ฌจึงแก้ไขปัญหาสินค้าปลอมด้วยการใช้ลวดลายโมโนแกรม แม้ก่อนหน้านี้ฌอร์ฌได้ริเริ่มสร้างอัตลักษณ์ของเมซงด้วยการใช้สีและลวดลายบนหีบเดินทาง ทั้งสีเทาเฉดพิเศษ Tianon Grey ที่มาพร้อมเทคนิคกันน้ำ ลวดลายแถบลายทางสลับสี และลายตาราง Damier ทว่ามีเพียงลวดลายโมโนแกรมเท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำหลุยส์ วิตตองอย่างแท้จริง

 

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงปารีสดินแดนที่รุ่มรวยด้วยศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นกระแสการกลับมาของ Neo-Gothic ที่เชื่อมโยงกับผลงานโบราณช่วงท้ายของยุคกลาง Japonism อิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นกับแนวคิดเชิงบูรพาคดีนิยมที่แพร่หลายในหมู่ศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ ไปจนถึงสุนทรียภาพแบบอาร์ตนูโวที่เน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับช่างฝีมือ 

 

ฌอร์ฌหยิบองค์ประกอบที่ร่วมสมัยเหล่านี้เข้ามาไว้ด้วยกัน อักษรย่อ LV ที่ซ้อนไขว้กันแทนชื่อของบิดาและตัวแทนของเมซง กรอบสี่เหลี่ยมรูปทรงเพชรข้าวหลามตัดที่ฉลุเป็นลายดอกไม้ภายใน แรงบันดาลใจจากงานประดับบนผนังกระจกของโบสถ์กอทิกอย่างลายใบไม้แฉกที่รู้จักในนาม Quatrefoil และตรากุหลาบ Rosette ต่อเนื่องกับลวดลายดอกไม้สี่กลีบซึ่งมอบความรู้สึกนุ่มนวล ปิดท้ายด้วยกรอบกลมพร้อมดอกไม้ทรงโค้งซึ่งพัฒนามาจากดวงตรา “มน” สัญลักษณ์ประจำตระกูลของชาวญี่ปุ่นที่ถูกใช้มานับพันปี

 

เพื่อให้ลวดลายโมโนแกรม “สามารถพิมพ์หรือปั๊มนูนในสีใดก็ได้ บนพื้นผิวใดก็ได้ ทั้งผ้าแคนวาส หนัง หนังเทียม และกระดาษ” ตามที่ฌอร์ฌได้ระบุในคราวจดสิทธิบัตรลวดลาย เมซงหลุยส์ วิตตองจึงได้พัฒนาเทคนิคสร้างสรรค์มากมาย โดยในช่วงแรกเริ่มนั้นลวดลายโมโนแกรมถูกผลิตด้วยเครื่องทอผ้าแจ็กการ์ด ทอจากเส้นใยลินินธรรมชาติสลับระหว่างสีไหมดิบกับเฉดน้ำตาลเซียนนาของเครื่องปั้นดินเผา เทคนิคนี้มอบน้ำหนักที่เบากว่าแผ่นหนัง ยืดหยุ่น ทนต่อน้ำ และมีผิวสัมผัสที่นูนขึ้นเล็กน้อย ราวปี 1902 เทคนิคการพิมพ์แบบฝรั่งเศสที่ลงสีด้วยมือทับบนแม่พิมพ์ฉลุลาย หรือ Pochoir ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ศิลปินใช้สร้างสรรค์ผลงานได้รับการดัดแปลงสำหรับลวดลายโมโนแกรม ช่วยมอบเฉดสีน้ำตาลที่เด่นชัดขึ้นบนเส้นใยฝ้ายผสมเรซินเคลือบ ผลลัพธ์ที่ได้คือโมโนแกรมที่สวยงาม เบา และทนต่อความชื้นได้ดีเยี่ยม

 

ในปี 1959 การพัฒนาอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนวิธีการเดินทางของผู้คน หีบเดินทางแบบแข็งเปลี่ยนโฉมหน้าสู่กระเป๋ารูปทรงต่างๆ ผ้าแคนวาสโมโนแกรมไม่เพียงต้องยืดหยุ่นมากขึ้น เบาขึ้น และกันน้ำ แต่ต้องคงความสวยงามตามแบบฉบับของหลุยส์ วิตตองเอาไว้ด้วย เส้นใยธรรมชาติของฝ้ายและเทคนิคการเคลือบด้วยไวนิลตอบโจทย์นี้เป็นอย่างดี ลายเซ็นอันเฉพาะตัวของโมโนแกรมกลายเป็นภาพแทน เฉกเช่นเดียวกับรูปทรงของกระเป๋าไอคอนิกอย่าง Keepall และ Speedy ในปี 2017 การเปิดตัว Monogram Eclipse ตีความจิตวิญญาณของเหล่าสุภาพบุรุษนักเดินทางในเฉดสีเข้มของแกรไฟต์และสีดำพร้อมเทคนิคการผลิตผ้าแคนวาสที่ชูความลึกล้ำของสีสันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ในวาระครบ 130 ปีของการสร้างสรรค์โมโนแกรมเราจึงได้เห็นอีกหนึ่งวิวัฒนาการของลวดลายแห่งจิตวิญญาณนี้ผ่านผลงานไอคอนิกอย่าง Speedy ตัวแทนของการเดินทางที่จับจังหวะของชีวิตในสังคมเมืองที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยความอิสระ Keepall การออกแบบที่ปฏิวัติการเดินทาง จากหีบแข็งสู่หีบที่มีความยืดหยุ่น Noé ออกแบบขึ้นเพื่อบรรจุขวดแชมเปญห้าขวด เปิดปิดด้วยแถบรูด พร้อมรูปทรงกลมที่เปี่ยมด้วยความประณีต Alma จิตวิญญาณของอาร์ตเดโค่ที่ถูกตั้งชื่อตาม “Place de l’Alma” ผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมนี้สะท้อนความหรูหราของปารีสในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด และ Neverfull หนักเพียง 800 กรัมแต่บรรจุได้ถึง 100 กิโลกรัม เหล่านี้คือผลงานไอคอนิกที่ไม่เคยตกยุคและปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามใจชอบ กระเป๋าทั้ง 5 รุ่นนี้จะถูกนำเสนอผ่าน 3 คอลเล็กชั่นแคปซูล

 

Monogram Origine แรงบันดาลใจจากปกหุ้มสมุดทะเบียนลูกค้าจากปี 1908 สู่ลวดลายโมโนแกรมวินเทจบนพื้นผิวพิเศษของเส้นใยลินินผสมฝ้ายธรรมชาติ พร้อมเฉดสีที่รวมเอามรดกของหลุยส์ วิตตองเข้าไว้ด้วยกันทั้งสีน้ำตาล Ebène และเฉดพาสเทลอย่างสีครีม Lin สีเขียว Vert Asnières สีชมพู Rose Ruban และฟ้าคราม Bleu Courrier คอลเล็กชั่น VVN (Vache Végétale Naturelle) ชูวัสดุอย่างหนังวัวคุณภาพดีที่สุดซึ่งฟอกสีด้วยสารสกัดจากธรรมชาติจนได้เฉดสีอ่อนที่ไม่เหมือนใคร ปิดท้ายด้วยคอลเล็กชั่น Time Trunk เปิดตัวครั้งแรกในโชว์ Fall/Winter 2018 โดยผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แผนกเสื้อผ้าสตรี Nicolas Ghesquière ซึ่งนำพื้นผิวและรายละเอียดของหีบเดินทางมาพัฒนาในรูปแบบกระเป๋าถือ โดดเด่นด้วยเทคนิคการสร้างภาพลวงตา Trompe-l’œil ที่เลียนแบบโครงสร้างได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ราวกับงานศิลป์แห่งกาลเวลาที่จะเดินทางไปพร้อมคุณ

Photo : Courtesy of Louis Vuitton