Louis Vuitton เตรียมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 130 ปีของลวดลาย Monogram อันเป็นเอกลักษณ์ตลอดปี 2026 โดยลวดลายนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นครั้งแรกในปี 1896 โดย 'Georges Vuitton' เพื่อเป็นเกียรติแก่หลุยส์ ผู้เป็นบิดา และผู้ก่อตั้งแบรนด์ จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการสร้างสัญลักษณ์เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ โดยการผสานศิลปะนีโอ-โกธิก เข้ากับกลิ่นอายแจแปนนิสซึม จนเกิดเป็นลวดลาย Monogram ที่กลายเป็นเครื่องหมายแห่งความเหนือระดับ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว โดยแคมเปญจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ผ่านการจัดแสดงวินโดว์ดิสเพลย์ และการเปิดตัวคอลเล็กชั่นสุดพิเศษที่เชิดชูกระเป๋ารุ่นไอคอนิกทั้ง 5 ของแบรนด์ ได้แก่ Keepall และ Speedy ปี 1930 ที่สื่อถึงอิสรภาพ และการเดินทาง , Noé ปี 1932 กระเป๋าทรงขนมจีบ ที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อบรรจุแชมเปญ , Alma ปี 1992 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมปารีส และ Neverfull ปี 2007 เพื่อนคู่ใจที่ทันสมัย โดยแคมเปญนี้ให้ความสำคัญกับคุณค่าของการส่งต่อ และความทนทาน ที่สะท้อนถึงทักษะงานช่างชั้นสูง ทำให้กระเป๋าแต่ละใบมีอายุการใช้งานที่ยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น

Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene

Noé, Side Trunk, Speedy Monogram Origine

lma Monogram Origine Bleu Courrier and Rose Ruban

Imagination Monogram Origine

Fragrances Monogram Origine

Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene

Noé, Side Trunk, Speedy Monogram Origine

lma Monogram Origine Bleu Courrier and Rose Ruban

Imagination Monogram Origine

Fragrances Monogram Origine
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ลาย Monogram ได้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่เหล่าผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ประจำแบรนด์ ตั้งแต่ 'Marc Jacobs' , 'Nicolas Ghesquière' , 'Virgil Abloh' และ 'Pharrell Williams' รวมถึงการร่วมงานกับศิลปินระดับโลกอย่าง 'Takashi Murakami' , 'Yayoi Kusama' และ 'Richard Prince' ซึ่งในปี 2026 นี้ Louis Vuitton ได้เผยโฉมคอลเล็กชั่นพิเศษ 'Monogram Anniversary' ผ่าน 3 รูปแบบใหม่อย่าง Monogram Origine ที่นำผ้าทอแจ็คการ์ดผสมลินิน และคอตตอนสีพาสเทลมาตีความใหม่ , VVN Collection ที่เน้นความงามของหนังคาวไฮด์ธรรมชาติ ซึ่งจะเปลี่ยนสีตามกาลเวลา และ Time Trunk Collection ที่ใช้เทคนิค Trompe-l’oeil หรือภาพจำลองรายละเอียดจากหีบเดินทางในอดีตลงบนกระเป๋า

ภาพโคลสอัพที่เจาะลึกไปยังตัวล็อก และสายรูดของกระเป๋า Noé VVN ช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดอันประณีต และความแม่นยำของการตกแต่งด้วยอะไหล่โลหะที่มันวาวไร้ที่ติ ซึ่งช่วยขับเน้นความสง่างามของดีไซน์อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซงให้โดดเด่น และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่เหนือกาลเวลา

Noé VVN
ขั้นตอนการตรวจเลือกวัสดุหนังถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนัง VVN (Vache Vegetale Naturelle) ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมซง หนังวัวฟอกฝาดสีอ่อนนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในด้านความบริสุทธิ์ของผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ และความพิเศษในการเปลี่ยนเฉดสีให้ดูเข้มขึ้น พร้อมประกายเงางามที่เรียกว่า 'Patina' ซึ่งจะยิ่งทวีความสวยงามและทรงคุณค่าตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป

การเย็บด้วยมือบริเวณซิปหนัง VVN ด้านนอกของกระเป๋ารุ่น Noé ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญ อันเป็นเลิศของเมซง โดยทุกฝีเข็มถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการเย็บแบบอานม้า ที่ให้ความแข็งแรงทนทานควบคู่ไปกับความละเอียดลออ ช่วยขับเน้นความหรูหรา และมอบผิวสัมผัสที่ดูภูมิฐานอย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดวางสายรูดหนัง VVN ซึ่งทำหน้าที่เปิด-ปิดกระเป๋ารุ่น Noé คือขั้นตอนที่ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างสูง โดยต้องร้อยผ่านห่วงตาไก่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และสมดุล เพื่อให้ได้การรูดที่ลื่นไหลกลมกลืน และสร้างรูปทรงกระเป๋าที่เป็นโครงสร้างสวยงามสง่าในทุกมุมมอง

การเย็บส่วนฐานของกระเป๋า Noé VVN ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกอบเข้ากับตัวกระเป๋าอย่างแน่นหนา เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงทนทานและคงรูปทรงที่สวยงามที่สุด พร้อมทั้งมอบการเก็บรายละเอียดของงานเย็บที่เรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

กระเป๋ารุ่น Noé VVN มีต้นกำเนิดในปี 1932 เมื่อผู้ผลิตแชมเปญรายหนึ่งขอให้ 'Gaston-Louis Vuitton' ออกแบบกระเป๋าที่ทั้งแข็งแรง และสง่างามเพื่อใช้บรรจุแชมเปญได้ถึง 5 ขวด โดยในรุ่นปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ทันสมัย และหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เป็นไอค่อน พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง และการปิดด้วยสายรูดอันเป็นซิกเนเจอร์ พร้อมสายสะพายหนังปรับระดับได้ เพื่อให้สะพายไหล่ได้อย่างสะดวกสบาย และคล่องตัว

ภาพโคลสอัพที่เจาะลึกไปยังตัวล็อก และสายรูดของกระเป๋า Noé VVN ช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดอันประณีต และความแม่นยำของการตกแต่งด้วยอะไหล่โลหะที่มันวาวไร้ที่ติ ซึ่งช่วยขับเน้นความสง่างามของดีไซน์อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซงให้โดดเด่น และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่เหนือกาลเวลา

Noé VVN
ขั้นตอนการตรวจเลือกวัสดุหนังถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนัง VVN (Vache Vegetale Naturelle) ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมซง หนังวัวฟอกฝาดสีอ่อนนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในด้านความบริสุทธิ์ของผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ และความพิเศษในการเปลี่ยนเฉดสีให้ดูเข้มขึ้น พร้อมประกายเงางามที่เรียกว่า 'Patina' ซึ่งจะยิ่งทวีความสวยงามและทรงคุณค่าตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป

การเย็บด้วยมือบริเวณซิปหนัง VVN ด้านนอกของกระเป๋ารุ่น Noé ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญ อันเป็นเลิศของเมซง โดยทุกฝีเข็มถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการเย็บแบบอานม้า ที่ให้ความแข็งแรงทนทานควบคู่ไปกับความละเอียดลออ ช่วยขับเน้นความหรูหรา และมอบผิวสัมผัสที่ดูภูมิฐานอย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดวางสายรูดหนัง VVN ซึ่งทำหน้าที่เปิด-ปิดกระเป๋ารุ่น Noé คือขั้นตอนที่ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างสูง โดยต้องร้อยผ่านห่วงตาไก่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และสมดุล เพื่อให้ได้การรูดที่ลื่นไหลกลมกลืน และสร้างรูปทรงกระเป๋าที่เป็นโครงสร้างสวยงามสง่าในทุกมุมมอง

การเย็บส่วนฐานของกระเป๋า Noé VVN ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกอบเข้ากับตัวกระเป๋าอย่างแน่นหนา เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงทนทานและคงรูปทรงที่สวยงามที่สุด พร้อมทั้งมอบการเก็บรายละเอียดของงานเย็บที่เรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

กระเป๋ารุ่น Noé VVN มีต้นกำเนิดในปี 1932 เมื่อผู้ผลิตแชมเปญรายหนึ่งขอให้ 'Gaston-Louis Vuitton' ออกแบบกระเป๋าที่ทั้งแข็งแรง และสง่างามเพื่อใช้บรรจุแชมเปญได้ถึง 5 ขวด โดยในรุ่นปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ทันสมัย และหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เป็นไอค่อน พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง และการปิดด้วยสายรูดอันเป็นซิกเนเจอร์ พร้อมสายสะพายหนังปรับระดับได้ เพื่อให้สะพายไหล่ได้อย่างสะดวกสบาย และคล่องตัว

ภาพโคลสอัพที่เจาะลึกไปยังตัวล็อก และสายรูดของกระเป๋า Noé VVN ช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดอันประณีต และความแม่นยำของการตกแต่งด้วยอะไหล่โลหะที่มันวาวไร้ที่ติ ซึ่งช่วยขับเน้นความสง่างามของดีไซน์อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซงให้โดดเด่น และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่เหนือกาลเวลา

ภาพดีเทลที่หูจับ Toron ซึ่งทำจากหนัง VVN ของกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene เผยให้เห็นเทคนิคการเย็บแบบอานม้า ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความแม่นยำสูงสุดในทุกฝีเข็ม พร้อมการเก็บรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้ายที่ประณีตบรรจง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางช่างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Louis Vuitton

Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene
การจัดวางแพทเทิร์นบนผืนผ้าใบ Monogram ของกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene ก่อนขั้นตอนการตัด คือกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าลวดลายจะถูกจัดวางได้อย่างสมมาตรและแม่นยำในทุกจุด พร้อมทั้งบริหารจัดการการใช้ผืนวัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของชิ้นงานที่สวยงามสมบูรณ์แบบ และสะท้อนถึงมาตรฐานการผลิตที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน

การเตรียมการตอกหมุดบนขอบ Lozinage ลงบนผืนผ้าใบ Monogram เริ่มต้นด้วยการเจาะรูอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะบรรจงตอกหมุดแต่ละตัว ในระยะห่างที่เท่ากันอย่างแม่นยำ 11 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดขั้นสูง และเป็นหัวใจสำคัญของศิลปะการทำหีบเดินทาง อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญ และความชำนาญทางช่างอันเป็นเลิศของ Louis Vuitton

การจัดวางผืนผ้าใบ Monogram ลงบนกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene อย่างพิถีพิถัน คือขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยความละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าลวดลายแต่ละส่วนจะเรียงตัวกันอย่างต่อเนื่อง และลงตัวกับโครงสร้างส่วนที่เหลือของกระเป๋า ซึ่งกระบวนการที่เข้มงวดนี้เป็นไปตามมาตรฐานการวางลวดลาย Monogram ที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ เพื่อรับประกันความสมดุลทางสายตา และความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ

การจัดวางส่วนประกอบโลหะบนกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความประณีตสูงสุด โดยอะไหล่แต่ละชิ้นจะถูกปรับแต่งอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สมมาตร และเรียบเนียนไร้ที่ติ ขั้นตอนนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการปกป้องตัวกระเป๋า แต่ยังช่วยเสริมความสวยงามให้โดดเด่น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันถึงความเชี่ยวชาญอันเป็นเลิศของ Louis Vuitton ในการผสมผสานฟังก์ชันการใช้งาน เข้ากับศิลปะได้อย่างลงตัว

ภาพดีเทลที่หูจับ Toron ซึ่งทำจากหนัง VVN ของกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene เผยให้เห็นเทคนิคการเย็บแบบอานม้า ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความแม่นยำสูงสุดในทุกฝีเข็ม พร้อมการเก็บรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้ายที่ประณีตบรรจง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางช่างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Louis Vuitton

Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene
การจัดวางแพทเทิร์นบนผืนผ้าใบ Monogram ของกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene ก่อนขั้นตอนการตัด คือกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าลวดลายจะถูกจัดวางได้อย่างสมมาตรและแม่นยำในทุกจุด พร้อมทั้งบริหารจัดการการใช้ผืนวัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของชิ้นงานที่สวยงามสมบูรณ์แบบ และสะท้อนถึงมาตรฐานการผลิตที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน

การเตรียมการตอกหมุดบนขอบ Lozinage ลงบนผืนผ้าใบ Monogram เริ่มต้นด้วยการเจาะรูอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะบรรจงตอกหมุดแต่ละตัว ในระยะห่างที่เท่ากันอย่างแม่นยำ 11 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดขั้นสูง และเป็นหัวใจสำคัญของศิลปะการทำหีบเดินทาง อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญ และความชำนาญทางช่างอันเป็นเลิศของ Louis Vuitton

การจัดวางผืนผ้าใบ Monogram ลงบนกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene อย่างพิถีพิถัน คือขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยความละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าลวดลายแต่ละส่วนจะเรียงตัวกันอย่างต่อเนื่อง และลงตัวกับโครงสร้างส่วนที่เหลือของกระเป๋า ซึ่งกระบวนการที่เข้มงวดนี้เป็นไปตามมาตรฐานการวางลวดลาย Monogram ที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ เพื่อรับประกันความสมดุลทางสายตา และความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ

การจัดวางส่วนประกอบโลหะบนกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความประณีตสูงสุด โดยอะไหล่แต่ละชิ้นจะถูกปรับแต่งอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สมมาตร และเรียบเนียนไร้ที่ติ ขั้นตอนนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการปกป้องตัวกระเป๋า แต่ยังช่วยเสริมความสวยงามให้โดดเด่น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันถึงความเชี่ยวชาญอันเป็นเลิศของ Louis Vuitton ในการผสมผสานฟังก์ชันการใช้งาน เข้ากับศิลปะได้อย่างลงตัว

ภาพดีเทลที่หูจับ Toron ซึ่งทำจากหนัง VVN ของกระเป๋ารุ่น Speedy 20 Trunk Monogram Origine Ebene เผยให้เห็นเทคนิคการเย็บแบบอานม้า ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความแม่นยำสูงสุดในทุกฝีเข็ม พร้อมการเก็บรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้ายที่ประณีตบรรจง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางช่างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Louis Vuitton
และในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 130 Louis Vuitton ได้เปิดประตูต้อนรับ ให้คนทั่วโลกได้ร่วมเดินทางไปสัมผัสตำนานลาย Monogram อีกครั้ง ในฐานะสัญลักษณ์ที่มีชีวิต และรหัสสากลแห่งความสง่างาม ซึ่งยังคงพัฒนา และขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่สิ้นสุด