Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

VOGUE SCOOP | Cartier Crash ยุค ‘Neo-Vintage’ คืออะไร...ทำไมถึงไม่เก่าแก่แต่มีมูลค่ามหาศาล

นิยาม ‘Neo-Vintage’ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่เรื่องยุคสมัยในโลกนาฬิกา เมื่อ Cartier Crash เข้าสู่วงจรการประมูล แต่ไม่ใช่เรือนเวลาจากยุคดั้งเดิม แต่เป็นนาฬิกาบิดเบี้ยวที่มีอายุไม่เกินหลัก 3 ทศวรรษ

15 กันยายน 2569

‘Neo-Vintage’ คำนิยามยุคสมัยคำใหม่ในแวดวงนาฬิกา คำจำกัดความอย่างเป็นทางการอาจยังไม่ได้มีระบุแน่ชัด แต่ถ้าหากยึดถือตามการนำเสนอเรือนเวลาเพื่อการประมูลโดยองค์กรอย่าง Sotheby’s อาจหมายถึงนาฬิกาวินเทจสุดไอคอนิกที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ในช่วง 10 – 30 ปี หรือมีการบวกลบเล็กน้อย ซึ่งการประมูลในโปรเจกต์ ‘Important Watches’ คือการนำเสนอเรือนเวลาสำคัญจากหน้าประวัติศาสตร์มากมาย แต่ไฮไลต์ที่ทุกสายตาจับจ้องคือนาฬิกา Cartier Crash หายากจำนวน 6 เรือนที่กำลังจะถูกประมูลด้วยราคาประเมินเริ่มต้นประมาณ 1,600,000 ฮ่องกงดอลลาร์ หรือราว 6,783,000 บาท

 

Cartier Crash ยุค ‘Neo-Vintage’สำคัญอย่างไรกับหน้าประวัติศาสตร์วงการนาฬิกา

แรกเริ่มเดิมทีนาฬิกา Crash ถือเป็นนาฬิกาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเรื่องราวเล่าขานมาตั้งแต่ประเด็นของแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นผลงานศิลปะหรืออุบัติเหตุ หลังจากนั้นก็มีประเด็นเกี่ยวกับการออกแบบและผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดกำเนิดที่เวิร์กช็อปบนถนนบอนด์ กลางกรุงลอนดอน สร้างชีวิตให้กับนาฬิกา Crash เรือนแรกและรุ่นบุกเบิก ก่อนที่จะขยายต่อสู่เวิร์กช็อปต่างๆ โดยมีเวิร์กช็อปปารีสเป็นหัวใจหลักในเวลาต่อมา หลังจากนั้น Crash กลายเป็นนาฬิการะดับ ‘Ultra-Rare’ ที่นักสะสมต่างถวิลหา นาฬิการุ่นดั้งเดิมมีมูลค่าพุ่งทะยานจนกลายเป็นของสะสมที่ยากจะครอบครอง จนกระทั่งภายหลังนาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่ปรากฏอย่างโดดเด่นในประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเมซง มันไม่เคยถูกยกเลิกสายการผลิต ทว่ามันแปรเปลี่ยนจากนาฬิกาเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์ เป็นนาฬิกาคัสตอมที่เหล่าลูกค้าระดับวีไอพีสามารถเลือกสรรและคิดค้นการผสมผสานวัสดุ สีสัน และรายละเอียดต่างๆ อย่างเฉพาะตัว จนสุดท้ายเกิดเป็นนาฬิกา Crash ที่โดดเด่นอยู่แล้วให้โดดเด่นขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นนาฬิกาในยุค ‘Neo-Vintage’ หรือย้อนกลับไปราว 1-3 ทศวรรษจึงไม่ใช่แค่นาฬิกาที่สรรสร้างโดยเมซงเพียงฝ่ายเดียว แต่คือความสร้างสรรค์และผลลัพธ์ความต้องการของลูกค้านักสะสมด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าเสน่ห์ของ Crash ในยุค ‘Neo-Vintage’ หมายถึงความแปลกใหม่ ความเลอค่า และเอกลักษณ์ที่อาจไม่ปรากฏอีกแล้ว

Article

Cartier Crash ‘Paris’ ปี 1991

นาฬิกา Crash ยุค ‘Neo-Vintage’ เรือนแรกของการประมูลครั้งนี้ ประทับด้วยตัวเลข Lot 2502 โดยมีข้อมูลกำกับว่าเป็น Crash ‘Paris’ เสน่ห์ของนาฬิกาเรือนนี้คือความคลาสสิกและชี้ให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบและผลิตนาฬิกาเรือนนี้จากเวิร์กช็อปแบบดั้งเดิม ระบุถึงรายละเอียดของสถานที่ผลิตและจัดจำหน่าย โดยรายละเอียดต่างๆ ล้วนเป็นความไอคอนิกตามฉบับของเมซงคาร์เทียร์อย่างครบถ้วน หน้าปัดทรงบิดเบี้ยวในวัสดุเยลโลว์โกลด์ หน้าปัดสีขาว ตัวเลขโรมันที่เลียนล้อไปกับตัวเรือน มาพร้อมสายหนังจระเข้สีแทนและตัวล็อคสายด้านหลังตามพิมพ์เขียวชัดเจน ตัวเคสด้านหลังสลักชื่อแบรนด์และเมือง มาพร้อมรหัส 290-91 และ A108586 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาลิมิเต็ด เอดิชั่น และแทบจะยืนยันแน่นอนว่าเป็นการผลิตและจัดจำหน่ายโดยเมซงในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม ‘New Special Order’ แต่อย่างใด

Article

Cartier Crash Reference 2462 ปี 2001

นาฬิกา Crash เรือนที่ 2 ประทับตัวเลข Lot 2503 ช่างมีรายละเอียดการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ ที่น่าสนใจและแปลกแตกต่างจากเรือนเวลาปกติเป็นอย่างมาก นาฬิการูปทรงบิดเบี้ยวยังคงเอกลักษณ์ไว้เช่นเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยการใช้วัสดุตัวเรือนเป็นไวต์โกลด์พร้อมการประดับเพชรสุดระยิบระยับ เชื่อว่า ‘Combination’ การผสมผสานนี้อาจทำให้นาฬิกา Crash เรือนนี้เป็นนาฬิการะดับเรือนเดียวในโลก หน้าปัดสีเบอร์กันดีไล่เฉดเมื่อแสงตกกระทบ ใช้กลไกไขลาน 8970MC เคสด้านหลังปิดสนิทด้วยสกรูว์ 4 ตัว มีตัวเลขกำกับคือ 119350AF สายหนังจระเข้มาในสีอมเทาตัดกับฝีเข็มสีม่วง ทั้งหมดมีใบรับรองและอุปกรณ์ครบถ้วน ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีราคาประเมินสูงถึงระดับ 2,400,000 – 4,000,000 ฮ่องกงดอลลาร์ หรือราว 10,000,000 – 16,900,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

Article

Cartier Crash Reference 2774 ปี 2010

นาฬิกา Crash เรือนนี้ถือเรือนที่ค่อนข้างใหม่ มีการกำกับปีที่ตัวเลข 2010 โดยตัวเลขประทับประมูลอยู่ที่ตำแหน่ง Lot 2504 ความน่าสนใจของนาฬิกาเรือนนี้คือความเรียบง่าย หน้าตาเบสิกแต่และให้กลิ่นอายความโมเดิร์นเต็มรูปแบบ ปกตินาฬิกา Crash ดั้งเดิมจะสอดแทรกความหวือหวาตื่นเต้นเข้ากับความคลาสสิก สำหรับนาฬิกาเรือนนี้กลับให้ความหนักแน่นแข็งแกร่งและมินิมัล โดยตัวเรือนทำจากวัสดุไวต์โกลด์ หน้าปัดโอปอลีน ตัวเคสยึดด้วยสกรูว์ 4 ตัวแบบดั้งเดิม กำกับตัวเลข 10121LX เข็มนาฬิกาสีน้ำเงินเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานเข้ากับตัวเลขโรมันสีดำ เลียนล้อไปกับเม็ดมะยมโอนิกซ์ มาพร้อมสายสีเทาเข้ม แม้จะมีรายละเอียดแตกต่างกันเรื่องวัสดุ สี และสาย ทว่ารูปทรงยังยึดถือความคลาสสิกและปราศจากการประดับอัญมณีเพิ่มเติม ทำให้นาฬิกา Crash เรือนนี้ดูโมเดิร์นและมินิมัลแปลกตา มูลค่าประเมินตอนนี้เริ่มตั้งแต่ราว 2,000,000 – 4,000,000 ฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 8,480,000 – 16,900,000 บาท

Article

Cartier Crash Reference 3618 ปี 2014

นาฬิกาเรือนนี้ถือเป็นนาฬิกาที่ใหม่ที่สุดในการประมูลครั้งนี้ โดยนาฬิกา Lot 2505 เป็นนาฬิกา Crash จากปี 2014 และมีเสน่ห์น่าสนใจตรงที่เป็นนาฬิกา Crash ที่ไม่ได้เป็นสายหนัง ซึ่งถือว่าหายากและมีความแตกต่างจากภาพจำที่คุ้นตาไปไม่น้อย โดยนาฬิกาเรือนนี้ทั้งตัวเรือนและสายทำจากวัสดุพิงก์โกลด์ ขอบตัวเรือนประดับเพชรเช่นเดียวกับเม็ดมะยม ตัวเลขกำกับของเคสระบุว่า 191/267 ที่ตีความได้ว่านาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้น 267 เรือน ถือเป็นนาฬิกาที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2014 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกา Crash ที่มีจำนวนไม่น้อยและได้รับความสนใจอยู่เสมอจากเอกลักษณ์ในการใช้สายพิงก์โกลด์สอดรับกับตัวเรือนในวัสดุเดียวกัน ถึงแม้จะหรูหราและโดดเด่นชัดเจน ทว่าราคาประเมินกลับต่ำกว่านาฬิกาที่อาจเป็นนาฬิกา One-of-a-Kind เรือนอื่นๆ โดยราคาประเมินอยู่ที่ระดับ 1,600,000 – 3,000,000 ฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 6,780,000 – 12,720,000 บาท

Article

Cartier Crash ‘Paris’ ปี 2000

นาฬิกาเรือนนี้เป็นอีกหนึ่งเรือนที่ถูกกำกับด้วยชื่อเมือง ‘Paris’ โดยเป็นหลักฐานสำคัญว่าเป็นการผลงานการนำเสนอของเวิร์กช็อปเก่าแก่อย่างแท้จริง โดยนาฬิกา Crash Lot 2506 เรือนนี้มีหน้าปัดสีเงินตัดกับตัวเลขโรมันสีดำ ตัวเลขกำกับเคสคือ A114939 โดยตัวเรือนเป็นวัสดุไวต์โกลด์ประดับด้วยเพชรระยิบระยับ พร้อมเม็ดมะยมที่เล่นรับกับแสงอย่างงดงาม แต่ไฮไลต์สำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือเรื่องสาย เพราะปกตินาฬิกา Crash แทบทั้งหมดจะเป็นสายหนัง หรือสายตามวัสดุตัวเรือนเช่นเรือนก่อนหน้า ทว่านาฬิกาเรือนนี้ประกอบสายซาตินสีขาวจับคู่กับตัวล็อตไวต์โกลด์ ถือเป็นความสง่างามเหนือระดับที่แทบไม่ปรากฏเลยในหน้าประวัติศาสตร์ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้มีการระบุว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาฉบับ ‘One-of-a-Kind’ หรือผลิตในรูปแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น (ถึงแม้ว่าน่าจะผลิตจำกัดก็ตาม) ราคาประเมินเริ่มต้นอยู่ที่ราว 1,600,000 - 3,000,000 ฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 6,780,000 – 12,720,000 บาท เทียบเท่ากับนาฬิกา Crash อีก 2 เรือนในครั้งนี้

Article

Carties Crash Reference 2774 ปี 2005

นาฬิกาประมูล Lot 2507 ถือเป็นไฮไลต์ปิดท้ายที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะนาฬิกา Crash จากปี 2005 มีรายละเอียดสำคัญมากมาย และอาจเป็นชิ้นงานระดับ One-of-a-Kind เลยก็ว่าได้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าผลงานชิ้นนี้เป็นงานคอมมิชชั่นสั่งทำพิเศษอย่างแน่นอน โดยนาฬิกา Crash เรือนนี้มีหน้าปัดสีเงินตามปกติ เช่นเดียวกับตัวเลขโรมันสีดำ ทว่ารายละเอียดการประดับแซปไฟร์สีน้ำเงินบนตัวเรือนไวต์โกลด์คือองค์ประกอบที่ไม่เหมือนใคร และไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์มาก่อน ซึ่งคาดว่าจะเป็นนาฬิกา Crash ที่มีส่วนผสมขององค์ประกอบแบบนี้เพียงเรือนเดียวในโลก สีของแซปไฟร์เสมอกันในขณะที่การจัดวางร้อยเรียงขนาดไปตามความบิดเบี้ยวอย่างน่าอัศจรรย์ ตัวสายเป็นสายหนังจระเข้สีกรมท่ารอยเย็บสีน้ำเงินในแบบโมโนโครมเข้ากับอัญมณี นับเป็นสุดยอดของผลงานนาฬิกาที่สะท้อนถึงความยอดเยี่ยมเชิงศิลปะและงานจิวเวลรีชั้นยอดของเมซงคาร์เทียร์ ยิ่งประกอบกับความหายากระดับเรือนเดียวในโลก ทำให้ราคาประเมินพุ่งทะยานสูงถึงหลัก 4,500,000 – 10,000,000 ฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 19,000,000 – 42,000,000 บาท หากนับจากราคาประเมิน นี่คือสุดยอดผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีแนวโน้มว่าจะมีมูลค่าสูงที่สุดในการประมูลครั้งนี้

Article

การประมูล ‘Important Watches’ โดย Sotheby’s ฮ่องกง จะเกิดขึ้นในวันที่ 18-19 กันยายน 2026 ใครเป็นสาวกผู้ติดตามเรื่องนาฬิกา โดยเฉพาะ Cartier Crash พลาดไม่ได้ เพราะนี่อาจเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ทำให้นาฬิกาสุดไอคอนิกทวีความพิเศษในระดับตำนานมากกว่าที่เคย


(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมของนาฬิกา Crash ได้กับบทความ ‘Crash’ จากลอนดอน ทุบสถิติอย่างต่อเนื่องกับการเป็นนาฬิกา Cartier ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก)