Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

Cartier Crash โฉมใหม่! โว้กพาชมสุดยอดเรือนเวลาไฮไลต์จาก Cartier จาก Watches & Wonders 2026

Cartier Crash พร้อมสร้างความฮือฮาในรูปแบบหน้าปัดสเกเลตัน นอกจากนี้ยังมีเรือนเวลาไอคอนิกมากมายทั้ง Tortue, Baignoire, Santos-Dumont, Tank Normale และอื่นๆ ที่พร้อมสะกดตาคอนาฬิกาทั่วโลก

14 เมษายน 2569

     Cartier คือเมซงที่สรรสร้างนาฬิกาไอคอนิกมามากมาย นับตั้งแต่อดีตคาร์เทียร์สามารถสร้างปรากฏการณ์ความน่าตื่นเต้นให้กับวงการนาฬิกา โดยเล่นกับรูปทรงและรายละเอียดต่างๆ ซึ่งใน Watches & Wonders ประจำปี 2026 ก็ไม่พลาดที่จะถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ความคลาสสิก ผสมผสานกับความน่าทึ่งของเรือนเวลาทั้งในรูปแบบของกลไก มิติเชิงศิลป์ เรื่อยไปจนถึงเรื่องราวไอคอนิกที่ผูกโยงเข้ากับนาฬิการุ่นต่างๆ อย่างยอดเยี่ยม โว้กจะพาไปชมสุดยอดเรือนเวลาไฮไลต์ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ Palexpo เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

  • Crash Squelette

ตำนานแห่งสุดยอดนาฬิการะดับโลกกลับมาอีกครั้งกับ Crash เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับรูปแบบของนาฬิกาที่บิดเบี้ยวจากยุค 1960s ที่กลายเป็นดั่งจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวงการนาฬิกาที่ทุกคนตามหา ปี 2026 คาร์เทียร์สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาเรือนนี้อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ในรูปแบบของนาฬิกา ‘1 of 1’ ของเหล่าลูกค้าวีไอพีเท่านั้น แต่เป็นคอลเล็กชั่นสำคัญประจำปี (ลิมิเต็ด เอดิชั่น 150 เรือน) ครั้งนี้มาในรูปแบบของนาฬิกาสเกเลตัน เผยให้เห็นทุกสัดส่วนองค์ประกอบ ตั้งแต่การยึดโยงหลักเวลาเลขโรมัน ไปจนถึงกลไกต่างๆ โดยยังคงรักษารูปทรงบิดเบี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเรือนทำจากวัสดุแพลทินัม จับคู่กับสายหนังจระเข้ผิวด้านสีเบอร์กันดี สอดรับเข้ากับเม็ดมะยมทับทิบ ปิดท้ายด้วยรายละเอียดของเข็มสีน้ำเงินคุ้นตาและที่สำคัญคือกลไก 1967 MC ที่ออกแบบเพื่อสอดแทรกในตัวเรือนรูปทรงพิเศษอย่างเหมาะพอดีที่สุด

  • Tortue Chronographe Monopoussoir

เรือนเวลาจากปี 1912 ถูกตีความใหม่อีกครั้งในรูปแบบของนาฬิกาจับเวลา รูปทรงสมมาตรของ Tortue นำเสนอความเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยหยิบยกนาฬิกาจับเวลารุ่นเดียวกันจากปี 1998 กลับมารังสรรค์ใหม่โดยคงความคลาสสิกทุกมิติ ครั้งนี้เฉียบคมด้วยรายละเอียดหน้าปัดโอปอลีนโทนสีเงิน ตัดสลับกับรายละเอียดโทนสีเบอร์กันดีเช่นเดียวกับสายหนังจระเข้ผิวกึ่งด้าน กลไกสำคัญคือฟังก์ชั่นการเริ่มจับและหยุดเวลาด้วยกลไกเพียงปุ่มเดียว ซึ่งหลอมรวมให้ผลงานการสร้างสรรค์เรือนนี้ครบถ้วนทั้งเรื่องนวัตกรรมนาฬิกาและความสง่างามของงานศิลปะที่เรียบง่ายแต่ละเอียดประณีตทุกกระเบียดนิ้ว

  • Tank Normale

ต้องบอกว่ายังอยู่ในคอลเล็กชั่น ‘Privé’ สำหรับรุ่นไฮไลต์ เพราะนาฬิกาอีกเรือนที่เชื่อว่าคนรักนาฬิกาทั่วโลกต้องตื่นเต้นคือเรือนเวลา Tank Normale วัสดุแพลทินัม สุดยอดความเรียบง่ายที่ทรงพลังมาในรูปแบบตัวเรือนแพลทินัม เช่นเดียวกับอีก 2 เรือนคือรายละเอียดของสีเบอร์กันดีตัดกับทุกองค์ประกอบอย่างโดดเด่น ความน่าสนใจคือกลไกดั้งเดิมจากปี 1934 ถูกหยิบยกมารังสรรค์เป็นหัวใจขับเคลื่อน Tank Normale มาพร้อมกับตัวเรือนแพลทินัมและสายสไตล์ ‘7-links’ ยกระดับความงดงามตามแบบฉบับเรือนเวลาไอคอนิกของเมซงอย่างชัดเจน

  • Myst de Cartier

นาฬิกา Myst de Cartier นับเป็นผลงานการรังสรรค์ชั้นยอดในรูปแบบของนาฬิกาจิวเวลรี เพราะนี่คือการตีความจิวเวลรีแห่งความลึกลับออกมาเป็นผลงานนาฬิกากำไลข้อมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นการหยิบยกแรงบันดาลใจและวิสัยทัศน์จากยุค 1930s ของ Jeanne Toussaint ในการออกแบบจิวเวลรีที่เป็นรากฐานของเมซงจนถึงปัจจุบัน โดยนาฬิกาเรือนนี้นอกจากรูปทรงยังโดดเด่นด้วยการตกแต่งเพชร brilliant-cut และหน้าปัดพาเว่ บนตัวเรือนทองคำ ในเวอร์ชั่นเยลโลว์โกลด์ตัดสลับด้วยโอนิกซ์ นำเสนอความหรูหราเหนือระดับที่ชวนให้นึกถึงจิวเวลรีอันเลอค่าของเมซงในทุกรายละเอียด

  • Baignoire Clou de Paris

นาฬิการูปทรงอ่างอาบน้ำตามชื่อภาษาฝรั่งเศสกลายเป็นนาฬิการุ่นไอคอนิกที่ได้รับความสนใจอย่างมากตั้งแต่การกลับในเวอร์ชั่นร่วมสมัย ซึ่งทุกรายละเอียดยังคงความงดงามเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยไซซ์มินิหรือจะเป็นการออกแบบในรูปแบบกำไล สร้างมิติความงดงามราวกับจิวเวลรีชิ้นสำคัญของผู้สวมใส่ ครั้งนี้เมซงคาร์เทียร์พัฒนาไปอีกขั้นกับการเพิ่มเติมรายละเอียดลายโมทีฟ Clou de Paris ในทุกองค์ประกอบทั้งตัวเรือนและสาย ซึ่งงานขัดเงาพื้นผิววัสดุทั้งหมดทำด้วยมือ มอบลักษณะพิเศษเมื่อแสงตกกระทบอย่างสมบูรณ์แบบและชวนสะดุดตาที่สุด นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมด้วยเวอร์ชั่นประดับเพชร brilliant-cut สอดรับกับหน้าปัดพาเว่ สะท้อนแสงระยิบระยับไปพร้อมกับรายละเอียดรูปทรงเรขาคณิตถี่ยิบเป็นอย่างดี

  • Roadster de Cartier

ห่างหายไปนานกว่า 2 ทศวรรษสำหรับ Roadster de Cartier นาฬิกาแห่งโลกยุคใหม่ที่เปิดตัวในปี 2002 รายละเอียดของนาฬิกาที่บ่งบอกถึงสมรรถนะในการขับเคลื่อนยานยนต์ หน้าปัดบอกเวลาออกแบบมาในรูปแบบของไฟหน้ารถยนต์ มาพร้อมแนวคิดการออกแบบความงดงามของตัวเรือนสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ หรือที่ทุกคนเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า “Aerodynamics” เพิ่มเติมด้วยรายละเอียดของสายที่ออกแบบมากะทัดรัดเหมาะสำหรับการสวมใส่จริง นับเป็นนาฬิกาอีกเรือนที่น่าตื่นเต้นสำหรับคอนาฬิกาผู้เป็นแฟนคลับคาร์เทียร์ในปีนี้

  • Santos-Dumont

ในการนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ของคาร์เทียร์จะขาดไปไม่ได้สำหรับ Santos-Dumont จากภาคพื้นสู่ท้องฟ้า คาร์เทียร์ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของเรือนเวลารุ่นนี้ไว้อย่างดิบดี แต่เพิ่มเติมรายละเอียดที่ชวนสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นกับสาย ‘mesh-bracelet’ ร้อยเรียงแนบชิดและเคลื่อนไหวอย่างเรียบเนียนไปกับข้อมือ โดยไฮไลต์สำคัญคือเวอร์ชั่นเยลโลว์โกลด์กับหน้าปัดออบซิเดียน ในขณะที่เวอร์ชั่นแพลทินัมมาในหน้าปัดโทนสีเงินขัดซาตินและเอฟเฟกต์แบบซันเรย์ สะท้อนความคลาสสิกและเป็นนาฬิกาอันน่าจับตามองอย่างยิ่ง

  • Panthère Métiers d’Art Tortue

ปิดท้ายกันด้วยสุดยอดไฮไลต์ชูโรงของคาร์เทียร์ในปีนี้กับนาฬิกา Tortue ในรูปแบบของงานฝีมือแสนประณีต ลวดลายของเสือแพนเธอร์ถูกสรรสร้างด้วยเทคนิคอินาเมล ‘Champlevé’ ทั้งบนหน้าปัดและตัวเรือน ในเวอร์ชั่นไวต์โกลด์มาพร้อมดวงตาและเม็ดมะยมมรกต และจมูกโอนิกซ์ มาพร้อมสายหนังจระเข้สีเทาอมฟ้าผิวกึ่งด้าน ในขณะที่เวอร์ชั่นเยลโลว์โกลด์มาพร้อมดวงตาและเม็ดมะยมซาโวไรต์ มาพร้อมสายหนังจระเข้สีเขียว ทั้ง 2 เรือนผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น นับเป็นนาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่เป็นดั่งไฮไลต์และเปิดโลกของเรือนเวลา Tortue ให้คอนาฬิกาสัมผัสประสบการณ์แบบครบถ้วนทุกมิติ


(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมของนาฬิกาคาร์เทียร์ได้กับบทความ ฉลองเทศกาลปลายปี 2025 กับความระยิบระยับของนาฬิกา Cartier จากช่างฝีมือระดับเพชรยอดมงกุฎ)

ภาพ : Courtesy of Cartier