สำหรับการเฉลิมฉลองช่วงปลายปีแบรนด์นาฬิกาต่างหยิบผลงานเรือนเวลาประดับเพชรเพื่อถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ความระยิบระยับที่สอดคล้องกับช่วงเทศกาล Cartier ซึ่งเป็นเมซงที่ขึ้นชื่อเรื่องงานฝีมือด้านจิวเวลรี เชื่อมประสานเข้ากับความยอดเยี่ยมด้านการรังสรรค์นาฬิกามานานเกินศตวรรษ โปรเจกต์ ‘Precious Timepieces Under The Eye of the Jeweller’ เพื่อชูจุดเด่นที่ทำให้นาฬิกาคลาสสิกของเมซงเพียบพร้อมด้วยมิติความหรูหราและเป็นดั่งข้อพิสูจน์ว่าคาร์เทียร์อยู่ในระดับเพชรยอดมงกุฎทั้งด้านจิวเวลรีและนาฬิกาอย่างแท้จริง
ชั้นเชิงการสรรสร้างนาฬิกาของคาร์เทียร์มีความสลับซับซ้อนในหลากมิติ สะท้อนรูปแบบของนาฬิกาและจิวเวลรีที่มีเอกลักษณ์ การแปรเปลี่ยนรูปทรงและรายละเอียดช่วยผลักดันให้ความไอคอนิกดั้งเดิมเหนือกาลเวลา ผสมผสานเข้ากับความพลังความสร้างสรรค์ จนกลายเป็นสุดยอดเรือนเวลาโฉมใหม่ที่ทั้งเป็นอมตะและเตรียมเดินทางสู่เส้นนาฬิการูปแบบใหม่ในเวลาเดียวกัน
เริ่มตั้งแต่ Baignoire เรือนเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอ่างอาบน้ำแบบฝรั่งเศสที่เป็นดั่งความอมตะของเมซงมาอย่างยาวนาน แต่ครั้งนี้เพิ่มเติมรายละเอียดของการประดับเพชรแบบครบถ้วน และยังคงรักษาเอกลักษณ์ของงานออกแบบไว้อย่างครบถ้วนด้วยแนวคิด ‘The Art of the Curve’ ตัวรือนและสายประดับเพชร brilliant-cut รวม 551 เม็ด มาพร้อมหน้าสีเงินพร้อมเกรนและตัวเลขโรมันแอนทราโซต์สีเทา ปิดท้ายด้วยเม็ดมะยมประดับเพชรอีก 1 เม็ดรวมเป็น 552 เม็ด นอกจากนี้ยังมีเรือนคอนเซปต์ ‘Doubly Precious’ ที่แปรเปลี่ยน Baignoire ให้กลายเป็นเรือนเวลาดีไซน์ใหม่ ชูความโดดเด่นของเพชรเต็มรูปแบบกว่าเดิม ซึ่งถูกสรรสร้างภายใต้ธีมนาฬิกาสำหรับงานเลี้ยงค็อกเทล ประดับเพชรรวม 307 เม็ด หน้าปัดระยิบระยับด้วยการเซ็ตติ้งแบบสโนว์ ทั้งหมดใช้เวลาสรรสร้างรวมถึง 70 ชั่วโมง
‘Sparkling Simplicity’ คืออีกหนึ่งแนวคิดที่สะท้อนภาพการเชื่อมประสานของนาฬิกาไอคอนิกของเมซงเข้ากับความหรูหราของงานจิวเวลรีระดับสูง โดยมีนาฬิการุ่นคลาสสิกที่ถูกเนรมิตขึ้นมาในเวอร์ชั่นจิวเวลรีระยิบระยับ 2 แบบคือ Tank Américaine และ Panthère de Cartier โดยเรือนแรกมาในตัวเรือนขนาดจิ๋วประดับเพชรรวมกว่า 569 เม็ด หน้าปัดซาตินสีเงิน เข็มแบบดาบ และสายแบบ ‘rail track’ ในส่วนของเรือนหลังประดับเพชรรวม 476 เม็ด มีรายละเอียดส่วนอื่นๆ คล้ายกับเรือนแรก แต่คงเอกลักษณ์ของตัวเรือนและสายสะท้อนภาพความเรียบง่ายของเรือนเวลาไอคอนิกของเมซงอย่างแท้จริง
ปิดท้ายด้วยเรือนเวลาขนาดจิ๋วกับ ‘Precious Miniatures’ หรือที่ถูกขนานนามว่า ‘Cocktails’ ซึ่งมีรากฐานมาจากนาฬิกาตามธรรมเนียมการสวมใส่สำหรับงานกลางคืนหรืองานเลี้ยงค็อกเทลเป็นหลัก โดดเด่นด้วยลักษณะของการผสมผสานศิลปะเข้ากับการออกแบบนาฬิกาขนาดเล็ก รวมถึงการละลายเส้นแบ่งระหว่างความเป็นนาฬิกาและจิวเวลรี ครั้งนี้คาร์เทียร์จึงนำเสนอนาฬิการูปทรงขนาดเล็ก ที่ทั้งหมดมีจุดเหมือนคือการประดับอัญมณีและขนาดตัวเรือน มากไปกว่านั้นคือกลิ่นอายของงานจิวเวลรีโดยคาร์เทียร์
เริ่มตั้งแต่นาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประดับเพชรที่ผสมกันระหว่าง brilliant-cut และ baguette-cut สร้างไดนามิกความแตกต่างของความระยิบระยับอย่างมีมิติ ถัดมาคือเรือนเวลาสไตล์อาร์ตเดโครูปทรงแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบหน้าปัดสี่เหลี่ยม มาพร้อมหน้าปัดซันเรย์สีเงินและสายที่ถอดแบบความงดงามจากริบบิ้น สุดท้ายคือเรือนเวลาที่ไม่ได้ประดับเพียงเพชรเจียระไนหลากหลายรูปแบบแต่รวมถึงอัญมณีสีสะดุดตา เน้นการวางสลับจัดตำแหน่งระหว่างเพชร โอนิกซ์ และมรกต สะท้อนเอกลักษณ์ของงานจิวเวลรีของเมซงมานานนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และยิ่งเบเซลสีดำล้อมตัวเรือนโทนสว่างยิ่งสร้างคอนทราสต์ขับความโดดเด่นได้อย่างงดงาม
ทั้งหมดคือสุดยอดผลงานจิวเวลรีบนเรือนเวลาที่ถ่ายทอดภาษาการออกแบบและงานฝีมือของเมซงคาร์เทียร์ขนานแท้ ทั้งยังสอดคล้องกับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลปลายปีอันเปี่ยมด้วยความระยิบระยับ มากไปกว่านั้นยังเพิ่มมิติความหรูหราจากเพชรและอัญมณี ที่ขาดไม่ได้คือผลงานนาฬิกาสุดคลาสสิกอายุหลายทศวรรษหรืออาจจะหลักศตวรรษที่ยืนหยัดในสารบบโลกนาฬิกาได้อย่างมั่นคง









