เรื่อง: วรรณิภา จันพุดซา
ผลงานของเจมส์โดดเด่นด้วยการใช้ลวดทองแดงถัก ขด สาน ขมวด และทอจนเกิดเป็นรูปทรงที่เชื่อมเชื่อมโยงกับวรรณกรรม ความเชื่อ และรากวัฒนธรรมไทย เขาเริ่มสนใจศิลปะตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ผ่านการประกวดและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ก่อนค้นพบแนวทางของตัวเองจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านและวัสดุที่หลายคนมองข้าม ด้วยความผูกพันกับการทอผ้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นตั้งแต่วัยเด็ก เจมส์นำองค์ความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดเป็นภาษาทางศิลปะ ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ลวดทองแดงเป็นวัสดุหลัก การทดลองตลอดหลายปีทำให้ผลงานของเขาค่อยๆ ก่อตัวเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวบนเส้นแบ่งระหว่างงานคราฟต์กับศิลปะร่วมสมัย ถ่ายทอดโลกแห่งจินตนาการ ความเชื่อ และความทรงจำในรูปแบบใหม่ ตลอดเวลากว่า 10 ปี ผลงานของเขาได้รับการยอมรับผ่านรางวัลและการจัดแสดงในแกลเลอรี จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

ผลงานของเจมส์แทบทุกชิ้นล้วนเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย แล้วอะไรคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในแต่ละโปรเจกต์ “ผมมองว่าวัฒนธรรมไทย รวมถึงเครื่องใช้และข้าวของต่างๆ ล้วนมีรากมาจากวรรณกรรมและพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเหมือนคลังความรู้ที่ผมหยิบมาใช้สร้างงาน ผมอยากเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นจากภาพสองมิติให้กลายเป็นงานสามมิติผ่านเทคนิคของตัวเองเพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้ชม หลายคนบอกว่างานของผมมีความย้อนแย้งระหว่างความแข็งแกร่งกับความเปราะบาง อย่างผลงานมงกุฎที่แขวนอยู่ด้วยลวดเพียงเส้นเดียว แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและลอยตัวได้ นั่นคือสิ่งที่ผมสนใจและอยากถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ”
ความแข็งแกร่งบนความเปราะบางจึงกลายเป็นนิยามที่ทั้งเจมส์และผู้ชมต่างมองเห็นร่วมกันผ่านผลงานของเขา “ผมรู้สึกว่าเรามักได้คำอธิบายใหม่ๆ จากคนที่มาดูงานเสมอ เพราะบางอย่างตัวผมเองก็ยังนิยามมันออกมาได้ไม่ชัด แต่ถึงคนดูจะไม่ได้อ่านคอนเซปต์ เขาก็ยังรับรู้และรู้สึกถึงบางอย่างจากงานได้ ซึ่งสำหรับผมนั่นคือเสน่ห์ของงานศิลปะ”
ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการถัก ขด สาน ขมวด และทอ หรือการตีความเรื่องความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ และความเป็นไทย แก่นสำคัญของงานศิลปะของเจมส์คือการอยู่กับปัจจุบัน “การทำงานแบบนี้ช่วยฝึกสมาธิและเปิดพื้นที่ให้จินตนาการทำงานไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันกระบวนการสร้างสรรค์ของมันก็สวนทางกับโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความรวดเร็วและเทคโนโลยี เพราะงานฝีมือต้องอาศัยเวลา ทักษะ และสมาธิสูง จึงทำให้หลายคนที่เห็นงานมักตั้งคำถามว่าเราทำสิ่งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร”
ในมุมของผู้ชม งานของเจมส์เหมือนชวนให้เข้าไปอยู่ภายในพื้นที่เดียวกันจริงๆ ผู้ชมค่อยๆ มองตั้งแต่ภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดและกระบวนการที่ซ่อนอยู่ภายใน ทำให้เกิดคำถามทั้งในเชิงวิธีการและวัสดุ โดยเฉพาะการใช้ลวดทองแดงเป็นวัสดุหลัก และการจัดพื้นที่นิทรรศการด้วยพื้นหลังสีเข้มและแสงที่ช่วยขับให้ผลงานเด่นชัดขึ้น “ผมมองว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจเป็นสิ่งที่มนุษย์นิยามและประกอบสร้างขึ้นมาตั้งแต่อดีต แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในนั้นมีทั้งด้านดีและด้านที่ซับซ้อน บางองค์ประกอบสามารถหยิบมาปรับใช้กับคนรุ่นใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำทุกอย่างจากอดีตมาเล่าใหม่ทั้งหมด แต่ค่อยๆ ปรับให้เข้ากับบริบทเพื่อให้คนในปัจจุบันและอนาคตเปิดรับได้มากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งสิ่งที่ทุกคนล้วนปรารถนาแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงสิ่งสมมติก็ได้ ผมเคยคิดอยากทำโปรเจกต์เวิร์กช็อปเพราะรู้สึกว่างานของตัวเองมีลักษณะคล้ายการนั่งสมาธิ หรืออย่างน้อยคือการพาให้คนกลับมาอยู่กับตัวเองผ่านกระบวนการทำงาน การถักลวดไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์แบบ แต่อาจเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ที่พาเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับตัวเองจริงๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์หรือสื่อที่รวดเร็วเกินไป ผมคิดว่าปัจจุบันมีสิ่งเร้ารอบตัวค่อนข้างมาก ความอดทนของคนเราก็ลดลงไปด้วย เหมือนบางอย่างค่อยๆ หายไปจากชีวิต ผมมองว่างานคราฟต์หรืองานฝีมืออาจเป็นตัวกลางที่ช่วยเชื่อมระหว่างความอดทนกับความรวดเร็วให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้อีกครั้ง”

เมื่อถามถึงอนาคต เจมส์ตอบอย่างเรียบง่ายว่าเขาเลือกอยู่กับปัจจุบันมากกว่า “ตอนนี้มีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามาค่อนข้างเยอะ และผมก็สนุกกับการได้ร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ การทำงานร่วมกับแบรนด์ทำให้ผมได้เผยแพร่ความเป็นไทยออกไปให้คนภายนอกได้เห็นมากขึ้น แม้จะเป็นเพียงงานชิ้นเล็กๆ แต่มันก็ช่วยขยายสิ่งเหล่านี้ออกไปได้” เขายังมองว่าอนาคตเปิดกว้างเสมอ หากมีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่หรือได้ไปจัดแสดงผลงานในต่างประเทศก็ถือเป็นสิ่งที่ดี และพร้อมเปิดรับทุกโอกาสที่เข้ามา “ผมพยายามเปิดรับทุกโอกาส เพราะมันอาจพาเราไปเจออะไรใหม่ๆ ได้ แม้ยังไม่รู้ว่าในอนาคตโอกาสจะมีมากแค่ไหน แต่สำหรับผมโอกาสคือสิ่งที่สำคัญมาก”
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'Weaving Imaginary' จากกระเป๋าไอคอนิกของ Bottega Veneta สู่งานศิลปะของ 3 ศิลปินไทย' ได้ที่นี่)

Dib Bangkok ชวนสัมผัส ‘ชีวิตชีวา (Giving Life)’ ผ่านผลงาน ‘Alexnder Calder’ และศิลปินอีก 32 คน

'Weaving Imaginary' จากกระเป๋าไอคอนิกของ Bottega Veneta สู่งานศิลปะของ 3 ศิลปินไทย

โว้กรวบโมเมนต์ของแขกคนสำคัญและศิลปินเจ้าของผลงานในนิทรรศศิลปะโดย Bottega Veneta ณ กรุงเทพ

เปิดภาพ 5 ศิลปินชาวไทย! กับจิวเวลรี 5 คอลเล็กชั่นไอคอนิกของแบรนด์ Chow Tai Fook



