Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

เปิดนาฬิกาม้าน้ำจาก Hermès กับการถ่ายทอดมิติเชิงศิลป์ด้วยงานฝีมือที่ละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว

Slim d’Hermès Hippocampe โฉมใหม่ 2 เวอร์ชั่นชูความโดดเด่นกับงานแกะสลักและมาร์เคทรีเครื่องหนังที่ทำให้หน้าปัดหนังลวดลายม้าน้ำมีชีวิตชีวา

25 ธันวาคม 2568

     ในปี 2025 แรงบันดาลใจจากธรรมชาติคือหัวใจสำคัญของวงการจิวเวลรีทั้งปวง รากฐานการออกแบบจำนวนไม่น้อยหยิบยกต้นกำเนิดจากทั้งรูปทรง รายละเอียด และองค์ประกอบต่างๆ ของสรรพสัตว์มารังสรรค์อย่างงดงาม สำหรับ Hermès กับการเนรมิตเรือนเวลาอันเปี่ยมด้วยงานฝีมือคือสิ่งที่เมซงถนัดและยึดถือเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างกับเมซงนาฬิกาอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็รักษามาตรฐานและพัฒนาประสิทธิภาพของนาฬิกาในชนิดที่ว่าสามารถพิสูจน์ถึงความเอาจริงจังด้านนาฬิกา ซึ่งแอร์เมสไม่ได้มองเป็นเพียงแอ็กเซสเซอรี่

     หลังจาก Watches & Wonders 2025 แอร์เมสนำเสนอนาฬิกาม้าแลบลิ้นจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก ช่วงปลายปีเมซงปรับเปลี่ยนจากแผ่นดินสู่ผืนน้ำ นำเสอนนาฬิกาม้าน้ำกับ Slim d’Hermès Hippocampe โฉมใหม่ 2 เวอร์ชั่น ชูจุดเด่นเรื่องงานฝีมือแบบมาร์เคทรีเครื่องหนัง (leather marquetry) รวมถึงการจับมือกับศิลปินจากกรุงลอนดอนอย่าง Stuart Patience ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพียบพร้อมด้วยศักยภาพของเรือนเวลาชั้นยอด เพิ่มเติมด้วยรายละเอียดงงานวิจิตรศิลป์ มากไปกว่านั้นยังชวนให้จินตนาการถึงการพูดถึงม้าในรูปแบบของสัตว์อีกประเภทหนึ่ง

     ความงดงามของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดที่เป็นงานศิลป์ที่สง่างามและมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเส้นสายการแกะสลักตามส่วนเว้าโค้งของม้าน้ำ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการมาร์เคทรีเครื่องหนังที่ละเอียดระดับ 0.5 มิลลิเมตร ใช้เส้นตัดของสีเพื่อสร้างมิติให้ม้าน้ำโดดเด่นขึ้นจากหน้าปัดหนังสีโทนเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดถูกบรรจุลงในตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตรอย่างพอเหมาะ เพียบพร้อมด้วยกลไก H1950 ที่สรรสร้างและเก็บสำรองพลังงานแบบนาฬิกาอัตโนมัติตามมาตรฐานระดับสูง ปิดท้ายรายละเอียดความสมบูรณ์ด้วยสายหนัง Béton หรือ Perle เชื่อมประสานงานฝีมือด้านเครื่องหนังและเรือนเวลาของเมซงแบบเหมาะเจาะพอดี

     สุดท้ายเรื่องราวของเรือนเวลาแอร์เมสสะท้อนภาพที่มากกว่าแค่เครื่องมือบอกเวลาหรือแอ็กเซสเซอรี่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการผสานโลกทั้ง 2 มิติเข้าไว้ด้วยเช่นกัน จำนวนเลข 2 ยังหมายถึงเวอร์ชั่นใหม่ของ Slim d’Hermès Hippocampe อีกด้วยที่มาด้วยกันถึง 2 สีแดง-ส้มโทนร้อน และสีน้ำเงินอมเขียวสำหรับโทนเย็น นับว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานสุดวิจิตรของแอร์เมสที่ถ่ายทอดสู่โลกแห่งนาฬิกาจนสะกดทุกสายตาอย่างน่าประทับใจ


(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่องนาฬิกาแอร์เมสได้กับบทความ Hermès เตรียมมุ่งมั่นพัฒนาด้านนาฬิกาจริงจังด้วยการขยายโรงงานพื้นที่กว่า 11,000 ตารางเมตร)

ภาพ : Courtesy of Hermès