Vogue Thailand

FASHION

Kering เปิดแผน 'ReconKering' ครั้งใหญ่ ดึง Gucci ตั้งเป้ากำไรเท่าตัว กอบกู้บัลลังก์ผู้นำแฟชั่น

ผ่ากลยุทธ์ 'ReconKering' เมื่อยักษ์ใหญ่ Kering สั่งรื้อโครงสร้าง หวังชุบชีวิต Gucci และดีดตัวเลขกำไรพุ่ง 2 เท่า

17 เมษายน 2569

     ในยุคที่ตลาดสินค้าหรู กำลังเผชิญกับมรสุมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Kering กลุ่มบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในชื่อ 'ReconKering' ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยมี 'Luca de Meo' เป็นหัวหอกในการนำเสนอวิสัยทัศน์ ที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของบริษัท เพื่อทวงคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วโลก หลังจากที่ต้องเผชิญกับสภาวะยอดขายหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ที่เป็นหัวใจหลักอย่าง Gucci

     โดยหัวใจสำคัญของแผนการนี้คือการยอมรับว่า "โมเดลธุรกิจเดิมที่เคยใช้มานับทศวรรษนั้น ไม่ได้ผลอีกต่อไป" กลยุทธ์ใหม่นี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความปรารถนาเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน โดยตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างการเพิ่มกำไรเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับตัวเลขในปี 2025 และตั้งเป้าให้ผลตอบแทนจากเงินทุนหมุนเวียน (ROCE) พุ่งสูงกว่า 20% ในระยะกลาง ผ่านการบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่เข้มงวด และการลงทุนที่แม่นยำกว่าเดิม

     สำหรับ Gucci ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลัก ที่ทำรายได้ส่วนใหญ่ให้กลุ่ม Kering มาตลอด 'Luca de Meo' จึงวางกลยุทธ์ใหม่ ที่จะดึงจิตวิญญาณความเป็นอิตาลีกลับมาอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า Gucci ต้องกลับมามีตัวตนที่ 'ชัดเจน' ไม่ใช่แค่การตะโกนโลโก้ หรือเน้นความซับซ้อน แต่ต้องสะท้อนคุณค่าของงานออกแบบเหล่านั้น ผ่านงานฝีมือที่ประณีต และถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ ที่คนเห็นแล้วรู้ทันทีว่านี่คือ Gucci รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างสินค้า ให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น ตั้งแต่เครื่องหนัง ไปจนถึงเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ และไลน์จิวเวลรี่

     นอกจากนี้ Kering ยังเตรียมยกเครื่องเครือข่ายร้านค้าของ Gucci กว่า 2 ใน 3 ทั่วโลก ทั้งการรีโนเวท และการย้ายทำเล โดยตั้งเป้าลดพื้นที่ขายลง 20% และลดจำนวนร้านเอาท์เล็ตลง 1 ใน 3 เพื่อเพิ่ม Sales Density หรือความหนาแน่นของยอดขายต่อพื้นที่ ให้ได้ผลตอบแทนเป็นเท่าตัวภายในปี 2030 โดยแผน ReconKering ยังครอบคลุมถึงเส้นทางเติบโตให้แบรนด์อื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพายอดขายจากแบรนด์เดียว อาทิ การมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้ายุคใหม่ของ Saint Laurent ด้วย Daywear ที่หลากหลาย เสริมทัพเครื่องแต่งกายชาย และรุกตลาดเอเชียอย่างหนัก Bottega Veneta กับภาพลักษณ์ความหรูหรา ที่เน้นงานฝีมือ Intrecciato อันเป็นเอกลักษณ์ และขยายไลน์สินค้าให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์มากขึ้น ตามด้วย Balenciaga ที่ยังคงโดดเด่นด้านนวัตกรรม และการผสานงานกูตูร์ เข้ากับความทันสมัยเพื่อมัดใจคนรุ่นใหม่ พร้อมขยายฐานธุรกิจชุดสำหรับสุภาพบุรุษ ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม เรื่อยจน Alexander McQueen ที่จะเน้นงานตัดเย็บสไตล์อังกฤษที่เฉียบคมขึ้น หรือ Brioni ที่ยืนหนึ่งเรื่องงานเทเลอริ่งระดับสูง และกลุ่ม Kering Eyewear ที่ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน Smart Eyewear โดยจับมือร่วมกับ Google

     เพื่อให้แผนงานนี้ขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว Kering ได้เปิดตัว Group Platform ที่แบ่งออกเป็น 5 เสาหลักได้แก่ อุตสาหกรรม ลูกค้า เทคโนโลยี ความยั่งยืน และส่วนสนับสนุน โดยมีการนำเทคโนโลยี Agentic AI และ Digital Twins มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และวางแผนการผลิตเพื่อความแม่นยำสูงสุด อีกทั้งยังมีการปรับนโยบายการเงินใหม่ โดยตั้งเป้าคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลในอัตรา 50% ของกำไรสุทธิ และจัดสรรรายได้ 5-6% กลับไปลงทุนในการเติบโตแบบออแกนิกต่อไป และเดินหน้าผ่าน 3 ระยะสำคัญนั่นคือ Reset การปรับเซ็ตระบบ Rebuild การสร้างฐานใหม่ และ Reclaim การทวงคืนความเป็นผู้นำ ที่ถึงแม้ตลาดอาจจะมีความกังวลในช่วงแรก แต่ด้วยทิศทางที่ชัดเจน และการหันกลับมาให้ความสำคัญกับ คุณค่าที่แท้จริงของความหรูหรา เชื่อว่า Kering และ Gucci จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ท่ามกลางสมรภูมิอุตสาหกรรมลักชัวรี่

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gucci ได้ที่ (พูดคุยกับ 'Marie-Claire Daveu' พร้อมสำรวจภายในห้องวิจัยของ Gucci ที่ซึ่งวัสดุแห่งอนาคตถูกสร้างขึ้น)

ภาพ : Vogue Runway
TAGS : Kering, Guccci