สรุปประเด็นสำคัญ 5 ข้อ คำว่า 'เชิงพาณิชย์' คือนิยามที่กำลังฉุดรั้งโลกแฟชั่นอยู่จริงไหม?
- คำว่า 'เชิงพาณิชย์' มักถูกมองว่าไร้รสชาติ หรือไร้วิสัยทัศน์ แต่ปัจจุบันแบรนด์ลักชัวรีต่างๆ เริ่มมองพาณิชยศิลป์เป็นกรอบความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ที่ต้องทำเสื้อผ้าให้ทั้งน่าหลงใหล และสวมใส่ได้จริง เพื่อสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ
- แรงกดดันทางเศรษฐกิจ สภาวะตลาดสินค้าหรูหราชะลอตัว และการถูกถือหุ้นโดยกลุ่มทุนมหาชน บีบให้เหล่าดีไซเนอร์ต้องสร้างจุดสมดุลใหม่ด้วยสูตร 'สวมใส่ได้จริง 70% และเสน่ห์ดึงดูดใจ 30%'
- แฟชั่นเชิงพาณิชย์เน้นกลุ่มผู้บริโภควงกว้าง สินค้าสวมใส่ได้จริง และการสร้างกระแสเงินสดรวดเร็ว ขณะที่แฟชั่นรันเวย์เน้นการแสดงออกทางศิลปะ การตั้งเทรนด์ และการสร้างภาพลักษณ์เฉพาะกลุ่ม
- แฟชั่นเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ปัจจัยที่จำกัดความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้แบรนด์มีรากฐานทางการเงินที่มั่นคง เพื่อนำไปซัพพอร์ตการเติบโตในระยะยาว
ในแวดวงแฟชั่นยุคก่อนคำว่า 'Commercial' หรือ 'เชิงพาณิชย์' อาจเคยเป็นคำเลี่ยงที่ใช้แทนความน่าเบื่อ หรือความธรรมดาไร้รสชาติ ในแง่ดีที่สุดมันหมายถึงคอลเล็กชั่นที่มองแล้วสบายตา วางแผนการจัดจำหน่ายมาอย่างแยบคาย มีสินค้าทำเงินในระดับราคาต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดกว้างขวาง แต่ในอีกมุมนึงมันกลับสะท้อนถึงการขาดวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ หรือการถูกแทรกแซงอย่างหนักจากฝ่ายบริหาร ทว่าในปัจจุบันทัศนคติเหล่านี้ได้ค่อยๆ เลือนหายไป เสื้อผ้าหลายชิ้นในคอลเล็กชั่น ถูกกำหนดให้ออกแบบสำหรับการสวมใส่ในชีวิต ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความประณีตของงานฝีมือ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างความปรารถนาในตัวสินค้า ที่ก่อให้เกิดกระแสการซื้อหน้าร้านอย่างล้นหลาม
ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ คือสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ที่ในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดสินค้าลักชัวรีทั่วโลกหดตัวลง 2% สูญเสียผู้ซื้อไปราว 50 ล้านคน อีกทั้งยังมีปัจจัยลบทั้งวิกฤตความขัดแย้ง ภาวะอสังหาริมทรัพย์ในจีน การปรับขึ้นราคาสินค้าลััวรี และสภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ที่ตัดกลุ่มผู้ซื้อระดับกลางออกไป ยิ่งไปกว่านั้นแบรนด์ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้กลุ่มทุนมหาชน ที่ต้องสร้างการเติบโตของกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น ความกดดันเชิงพาณิชย์จึงกลายเป็นโจทย์บังคับที่แบรนด์ต้องหาทางรับมือ
ตามที่เราได้เห็นเหล่าดีไซเนอร์เริ่มปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เช่น 'Julian Klausner' จาก Dries Van Noten ที่แมตช์กระโปรงซีทรูประดับตกแต่งอัญมณี เข้ากับเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย 'Duran Lantink' ที่ลดความหลุดโลก เพื่อเน้นการสวมใส่ได้จริงมากขึ้น 'Demna' ที่จัดโชว์ Gucci ในร้านจำลองเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจ หรือ 'Glenn Martens' จาก Maison Margiela ที่หันมาเล่นกับไอเท็มพื้นฐานอย่างยีนส์และเทรนชโค้ต โดย 'Martens' ยอมรับว่า "เราต้องสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น กว่ายุคของ Martin Margiela เราต้องพูดกับคนทั้งโลก ดังนั้นการยึดติดกับคอนเซ็ปต์ที่โต่งเกินไปจึงทำได้ยากขึ้น" ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับยุคของ 'John Galliano' แม้ผลงานของเขาจะได้รับคำชมสรรเสิญ ในด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จทางการค้าเท่าที่ควร จนกระทั่งผลงานการร่วมมือระหว่าง Galliano กับ Zara ในราคาจับต้องได้ ที่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากแย่งชิงมาครอบครองในที่สุด
ความแตกต่างของ Commercial Fashion และ High Fashion
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นง่ายๆ ต้องทำความเข้าใจกรอบความคิด และโครงสร้างที่แตกต่างกันระหว่าง 'แฟชั่นเชิงพาณิชย์' และ 'แฟชั่น' ที่มีไว้เพื่อสำหรับโชว์ (Editorial/Runway) แฟชั่นเชิงพาณิชย์คือเสื้อผ้าและการออกแบบ ที่สร้างขึ้นสำหรับตลาดมวลชน โดยมีเป้าหมายหลักคือยอดขายที่สูง ความนิยมในวงกว้าง และความสะดวกในการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการนำเสนอแนวคิด
ในแง่ของกลุ่มเป้าหมาย แฟชั่นเชิงพาณิชย์จะจับกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ผ่านช่องทางแคตตาล็อก เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และสื่อโฆษณาหลัก ใช้แคสติ้งนางแบบหรือนายแบบที่มีความหลากหลายทั้งรูปร่าง อายุ และลุคที่เข้าถึงง่าย ส่วนแฟชั่นชั้นสูงจะโฟกัสที่กลุ่มเฉพาะ มุ่งเน้นการแสดงออกทางศิลปะ สร้างชื่อเสียงและภาพจำให้กับแบรนด์ ผ่านรันเวย์ นิตยสารแฟชั่น หรือแม้แต่ลุคของเหล่าเซเลบริตี้
ข้อดีของแฟชั่นเชิงพาณิชย์คือ การมีโมเดลธุรกิจที่ขยายได้ง่าย สร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนได้รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สม่ำเสมอ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความท้าทาย ทั้งภาวะการแข่งขันสูงในตลาด การเปลี่ยนผ่านของเทรนด์ที่รวดเร็ว ความเสี่ยงจากสินค้าคงคลังล้าสมัย รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จากการผลิตเกินความจำเป็นในระบบฟาสต์แฟชั่น ที่เน้นตอบโจทย์การใช้งานและการเข้าถึงของผู้คนในสังคม
ทางรอดและการเติบโตอย่างยั่งยืนของแฟชั่นยุคใหม่
เมื่อมองในภาพรวมอย่างรอบด้าน คำว่า 'เชิงพาณิชย์' อาจไม่ได้เป็นข้อจำกัดทางความคิดสร้างสรรค์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของวงการแฟชั่นเสียทีเดียว ที่ผู้อ่านอาจเห็นต่าง และรู้สึกว่าเหล่าดีไซเนอร์กำลังสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นที่เพลย์เซฟมากขึ้น แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์ก็ยังคงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ที่จะทำให้แบรนด์เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง มากกว่ากระแสฉาบฉวยบนรันเวย์ในช่วงเปิดตัว เห็นได้จากซีซั่นล่าสุดที่แบรนด์ต่างๆ เริ่มปรับเปลี่ยนทิศทางของตนเอง โดยหันมาเน้นความสมดุลและความต้องการของผู้สวมใส่ สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้าที่มี ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์และจุดยืนของแบรนด์เอาไว้
"เสื้อผ้าสำหรับโชว์มีไว้เพื่อซื้อใจ แต่เสื้อผ้าเชิงพาณิชย์มีไว้เพื่อสร้างรายได้"
ดีไซน์ที่มีความซับซ้อนตระการตา แน่นอนว่าสามารถสร้างความประทับใจ และคุณค่าทางความรู้สึกให้แก่ผู้ชม แต่ในอีกมุมหนึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะความต้องการ และความจำเป็นในการครอบครองชิ้นงานเหล่านั้น การมีไลน์เสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ หรือการร่วมมือสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นพิเศษที่เอื้อมถึงได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเหมือนพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่ชื่นชอบในงานดีไซน์ ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนดีไซเนอร์ที่ตนเองรัก ซึ่งกลไกเหล่านี้ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเชิงพาณิชย์ ที่ช่วยประคองให้อุตสาหกรรมขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเกื้อกูลเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้วการเข้ามาของความเป็น 'เชิงพาณิชย์' จะส่งผลดีต่อวงการแฟชั่นมากน้อยเพียงใด หรือจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าทางศิลปะได้อย่างราบรื่นหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบตายตัว และขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้อ่านแต่ละท่าน ว่าเลือกที่จะมองแฟชั่นในฐานะงานศิลปะ หรือมองเป็นสิ่งจำเป็นในส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'แฟชั่น' ได้ที่ ('Anthony Vaccarello' ลาออกจาก Saint Laurent แล้ว ตามข่าวลือ!)

Prada Group โชว์รายได้ครึ่งปีแรก 2026 ทะลุ 3.05 พันล้านยูโร ยอดขายโตแกร่ง 22 ไตรมาสซ้อน!

Hermès ยอดขาย Q2/2026 ทะลุ 4.1 พันล้านยูโร กลุ่มเครื่องหนัง และผ้าไหมดันรายได้พุ่งสวนกระแสเศรฐกิจโลก

หุ้น Ralph Lauren พุ่ง 10% อานิสงส์ยอดขายตลาดจีนที่แข็งแกร่ง ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต


.webp)