VOGUE SHOPPING

Tricks & Tips! เคล็ดลับเรื่องการซักผ้าที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

การซักผ้าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่รู้หรือไม่ว่าการซักผ้ามีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่าที่คิด

    เสื้อผ้าที่หอมและสะอาดนั้นมีส่วนช่วยเสริมบุคลิกภาพของเราได้มาก แต่การซักผ้าที่เราคิดว่าเป็นเรื่องง่ายกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และยังมีเคล็ดลับอีกมากมายที่เราไม่รู้ ทำให้หลายคนต้องประสบกับปัญหาเสื้อผ้าไม่หอมแม้จะคิดว่าซักมาอย่างดีแล้ว แถมบางครั้งยังมีกลิ่นอับและรอยเปื้อนหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต่อให้เพิ่มปริมาณผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มก็ไม่หายไป นั่นเป็นเพราะเราอาจกำลังซักผ้าผิดวิธีอยู่นั่นเอง

1. แช่ผ้าเปื้อนในน้ำสะอาดดีกว่าน้ำผสมผงซักฟอก

     เชื่อว่าเมื่อเสื้อผ้ามีรอยเปื้อน หลายๆ คนย่อมเลือกแช่ผ้าในน้ำผสมผงซักฟอกเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าน้ำผสมผงซักฟอกจะช่วยทำให้คราบเปื้อนเหล่านั้นซักออกได้ง่ายขึ้น (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อและโฆษณาทำให้เราเชื่อแบบนั้น) จนกลายเป็นความเคยชิน ซึ่งต้องขอบอกว่านั่นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ในปัจจุบันได้มีการค้นพบว่าเสื้อผ้าที่ถูกแช่ในน้ำผสมผงซักฟอก (รวมถึงการนำไปซักด้วยน้ำผสมผงซักฟอกเป็นน้ำแรก) กลับเป็นการทำให้คราบสกปรกนั้นฝังลึกลงไปในเส้นใยผ้าและกำจัดออกยากยิ่งกว่าเดิม ส่วนวิธีที่หลายคนคิดไม่ถึงอย่างการแช่ผ้าในน้ำสะอาดก่อนซักกลับให้ผลลัพธ์ในการซักที่สะอาดกว่า โดยวิธีการคือแช่เสื้อผ้าที่มีคราบสกปรกในน้ำสะอาดเพื่อให้คราบส่วนเกินหลุดออกมา จากนั้นจึงค่อยนำเสื้อผ้าไปซักด้วยน้ำผสมผงซักฟอก

2. ห้ามใส่เสื้อผ้าลงถังซักมากเกินไป

     เราจะสังเกตเห็นว่าเครื่องซักผ้าแต่ละเครื่องจะมีเส้นขีดที่บ่งบอกถึงระดับความจุที่มากที่สุดในการใส่เสื้อผ้าเพื่อทำการซักในแต่ละครั้ง แต่ก็มีหลายคนที่รู้สึกว่าในถังซักยังเหลือพื้นที่ว่างอยู่เยอะ ขอใส่เสื้อผ้าลงไปเพิ่มอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่เรียกว่าการซักผ้าไม่สะอาด เพราะผ้าที่อัดแน่นเกินไปจะทำให้ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง รวมถึงทำให้น้ำยาปรับผ้านุ่มกระจายตัวได้ไม่ดีพอ เสื้อผ้าบางส่วนนอกจากจะไม่สะอาดแล้วยังเหม็นอับอีกด้วย ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าตามเส้นบ่งบอกระดับคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่ผ่านการคำนวณมาเป็นอย่างดีแล้วจากนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรผู้ออกแบบเครื่องซักผ้า

3. ซักด้วยน้ำร้อน เชื้อโรคหาย ผ้าไม่เหม็นอับ

     สำหรับผู้ที่ไปซักเสื้อผ้าที่ร้านซักผ้าแบบหยอดเหรียญมักจะคุ้นตากับโปรแกรมการซักผ้าด้วยน้ำร้อนแต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยลองซักด้วยโปรแกรมนี้ ซึ่งถ้าหากได้ลองแล้วจะต้องติดใอย่างแน่นอน เพราะการซักผ้าด้วยน้ำร้อนนั้นนอกจากจะช่วยขจัดคราบสกปรกได้ดีกว่าน้ำอุณหภูมิปกติแล้ว ยังช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจจะติดอยู่บนเสื้อผ้าและจัดการกับกลิ่นอับได้ดี แต่ไม่ได้มีเพียงแค่เครื่องซักผ้าที่ร้านซักผ้าแบบหยอดเหรียญเท่านั้นที่มีโปรแกรมนี้ เพราะเครื่องซักผ้าบางรุ่นที่ใช้งานตามบ้านก็มีโปรแกรมนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อรองรับผู้ที่ไม่สะดวกในการไปซักผ้าที่ร้านซักผ้าแบบหยอดเหรียญ อย่างไรก็ตามต้องดูสัญลักษณ์ที่แนะนำการซักผ้าของเสื้อผ้าแต่ละตัวประกอบด้วย เพราะผ้าบางชนิดนั้นไม่สามารถทนความร้อนได้

Inverter Direct Drive Washing Machine FM1208N6W (8 kg.) จาก LG

4. ใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มมากเกินไปทำให้เครื่องเน่า

     การเพิ่มปริมาณผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มดูจะเป็นวิธีสุดคลาสสิกที่หลายๆ คนเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาซักผ้าไม่สะอาด ไม่หอม และมีกลิ่นอับ แต่วิธีนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วซ้ำยังเป็นการเพิ่มความรุนแรงของปัญหาขึ้นอีกต่างหาก การใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มมากเกินไปนั้นจะทำให้ทั้งคู่ละลายและกระจายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผลเสียที่เราสามารถเห็นได้ทันทีคือคราบขาวที่หลงเหลืออยู่บนเสื้อผ้าหลังซัก นอกจากนี้ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ตกค้างในเครื่องซักผ้าก็จะจับตัวกันอย่างสามัคคีเกิดเป็นก้อนเหนียวที่ไม่ละลายน้ำติดอยู่ในถังซัก กลายเป็นที่อยู่และอาหารของจุลินทรีย์ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวเพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับที่ผงซักฟอกสูตรลดกลิ่นอับก็เอาไม่อยู่ สิ่งที่ควรทำคือการใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มในช่องที่เตรียมไว้ โดยใส่ตามปริมาณที่แนะนำบนบรรจุภัณฑ์ และไม่ควรใส่จนเกินเส้นบอกระดับสูงสุด เพราะนั่นคืออีกหนึ่งสิ่งที่ถูกคิดคำนวณมาอย่างดีแล้วจากวิศวกรผู้ผลิตเครื่องซักผ้า

5. อย่าลืมล้างเครื่องซักผ้า

     เมื่อเรารู้แล้วว่าปัญหากลิ่นอับนั้นในบางครั้งมีจุดเริ่มต้นมาจากเครื่องซักผ้า วิธีแก้ไขก็คือการล้างเครื่องซักผ้าเพื่อให้ถักซักสะอาด ปราศจากจุลินทรีย์และแบคทีเรีย ลดการเกิดกลิ่นอับที่มีสาเหตุมาจากเครื่องซักผ้า ซึ่งการล้างเครื่องซักผ้านั้นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายๆ คนกังวล เพราะเครื่องซักผ้าในปัจจุบันนั้นมีโปรแกรมล้างถังซักมาให้ด้วยแล้ว เราเพียงแค่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้งานเท่านั้น ส่วนเครื่องซักผ้ารุ่นเก่าที่ไม่มีโปรแกรมนี้ก็สามารถทำได้เองง่ายๆ ด้วยการเติมน้ำให้เต็มถังแล้วใส่ไฮเตอร์ขวดเล็กลงไป 1 ขวด แล้วคนผสมให้เข้ากัน (ใช้ด้ามไม้กวาดหรือด้ามไม้ถูกพื้นในการคน ห้ามใช้มือ) จากนั้นเทน้ำส้มสายชูขวดเล็กลงไป 1 ขวด ปิดฝาเครื่องแล้วเดินโปรแกรมซักปกติ แต่วิธีนี้จะต้องวางเครื่องซักผ้าในพื้นที่ที่เปิดโล่ง ระบายอากาศได้ดี ส่วนคนและสัตว์เลี้ยงจะต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าจะล้างเสร็จ เพราะแก๊สคลอรีนที่เกิดในขั้นตอนการล้างเครื่องซักผ้าด้วยวิธีนี้เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ส่วนความถี่ที่แนะนำในการล้างเครื่องซักผ้าคือปีละ 1 ครั้งหรือนานกว่านั้น

6. ใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่มเพื่อผ้านุ่มฟู

     อีกหนึ่งปัญหาเกี่ยวกับการซักผ้าที่พบบ่อยคือซักผ้าขนหนูแล้วไม่นุ่มฟู แม้จะแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร แต่ใครจะคาดคิดว่าสิ่งที่จะมาแก้ปัญหานี้นั้นไม่ใช่อุปกรณ์มหัศจรรย์จากไหน แต่เป็นน้ำส้มสายชูจากห้องครัวของเรานี่เอง โดยการใส่น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วแช่ผ้าไว้อย่างน้อย 5 นาที น้ำส้มสายชูจะเข้าไปทำการเพิ่มความฟูให้กับเส้นใยของผ้า นอกจากนี้ยังช่วยล้างด่างส่วนเกินที่เกิดจากผงซักฟอกทำให้ลดการระคายเคืองผิว อีกทั้งยังช่วยในการถนอมสีผ้าทำให้ผ้าสีสันสดใสอีกด้วย ส่วนใครที่กังวลว่าจะมีกลิ่นเปรี้ยวติดตามเสื้อผ้าก็หมดกังวลไปได้เลย เพราะเมื่อนำผ้าไปตากแดดจนแห้งก็จะไม่มีกลิ่นเปรี้ยวมากวนใจ และหากไม่สบายใจที่จะใช้น้ำส้มสายชูก็สามารถใช้กรดธรรมชาติอย่างน้ำมะนาวหรือแอปเปิลไซเดอร์ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะสามารถใช้ได้ผลกับผ้าที่มีเส้นใยสั้นอย่างฝ้าย ลินิน แบมบู ขนสัตว์ ไหมพรม และ TC เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับผ้าที่มีเส้ยใยยาวอย่างไหม ไนลอน พอลิเอสเตอร์ใยยาวได้

5% Distilled Vinegar จาก อสร.

7. เครื่องอบผ้าไม่ได้มีดีแค่ทำให้ผ้าแห้ง

     สภาพอากาศอย่างประเทศไทยทำให้หลายๆ คนคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้า นั่นก็เป็นความคิดที่ถูกต้องถ้าผลลัพธ์ที่ต้องการคือทำให้ผ้าแห้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วเครื่องอบผ้านั้นสามารถให้ผลลัพธ์ที่มากกว่านั้น ด้วยอุณหภูมิที่ใช้ในการอบผ้าจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้กว่า 99% อีกทั้งยังทำให้เสื้อผ้าไม่ต้องสัมผัสกับฝุ่นและมลภาวะที่ต้องเผชิญเมื่อตากผ้า โดยเฉพาะในยุคที่ PM 2.5 เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งสองปัจจัยนี้ช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเกิดภูมิแพ้และโรคผิวหนัง นอกจากนี้เครื่องอบผ้ายังมีส่วนช่วยให้ผ้านุ่มฟูขึ้น ช่วยลดรอยยับบนเนื้อผ้า และยังทำให้ผ้ามีกลิ่นหอมจนต้องติดใจ

UltimateCare 300 ReverseTumbling Clothes Dryer (8.5 kg.) จาก Electrolux

8. สเปรย์ฉีดผ้าหอม เพื่อผ้าหอมนานตลอดวัน

     แม้ตอนซักผ้าเสร็จใหม่ๆ ผ้าจะหอมจนต้องหลงรักก็ตาม แต่เมื่อเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าในระยะเวลาหนึ่งกลิ่นหอมเหล่านั้นกลับหายไปอย่างรวดเร็ว และถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับในบางครั้ง ซึ่งไอเท็มที่จะช่วยรับมือกับปัญหานี้ก็คือสเปรย์ฉีดผ้าหอม เพียงแค่ฉีดบางๆ หลังอบผ้าเสร็จ (อย่าฉีดเยอะจนเกินไปเพราะจะทำให้ผ้าชื้นและเกิดกลิ่นอับขึ้นแทน) จากนั้นถึงแม้จะเก็บเสื้อผ้าไว้ในตู้เสื้อผ้าแต่กลิ่นหอมก็จะยังไม่หายไป ที่สำคัญยังทำให้เสื้อผ้ากลิ่นหอมนานตลอดทั้งวันถึงแม้จะเป็นวันที่อากาศค่อนข้างร้อนก็ตาม นอกจากนี้สเปรย์ยังถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อไม่ทำให้เกิดคราบเหลืองบนเสื้อผ้า ซึ่งแตกต่างจากการฉีดน้ำหอมลงบนเสื้อผ้าอีกด้วย

Rhythms of Nature Linen Mist จาก Oriental Princess

ข้อมูล : เคมีฟิสิกส์ของสิ่งทอ อาหาร และของรอบตัว
ข้อมูล : WashXpress