SOCIETY

อื้อฉาวสมการรอคอย! รวบ 6 ประเด็นช็อกโลกจากสัมภาษณ์ของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล

ยิ่งกว่าได้นั่งดู The Crown ทั้ง 4 ซีซั่นเสียอีก...

     เรียกได้ว่า “อื้อฉาว” สมการรอคอย สำหรับการสัมภาษณ์พิเศษแบบหมดเปลือกของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล กับพิธีกรชื่อดังอย่าง โอปราห์ วินฟรีย์ ในรายการ "Oprah With Meghan and Harry: A CBS Primetime Special"  ที่มีรายงานว่าสามารถกวาดรายได้โหษณาไปกว่า 230 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นประเด็นให้ตกใจเล็กน้อย เมื่อเทียบกับประเด็นคำถาม และคำตอบจากปากของดยุก และดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ที่สร้างเสียงฮือฮา และกระเพื่อมความศรัทธาแห่งราชบัลลังก์อังกฤษอีกครั้งในรอบทศวรรษ ให้เหล่าสมาชิกราชวงศ์นั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว และนี่คือประเด็นทั้งหมดจากรายการสัมภาษณ์ดังกล่าวที่โว้กประเทศไทยสรุปมาให้อ่านแล้วที่นี่

 

ทายาทคนที่ 2 ของดยุก และดัชเชส แห่งซัสเซกซ์เป็นลูกสาว

     หลังจากที่เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้ออกมาประกาศว่ากำลังจะมีทายาทคนที่ 2 อย่างเป็นทางการนั้น ก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า ทายาทคนนี้เป็นเพศอะไร และก็ถึงบางอ้อกันเสียทีเมื่อทั้งคู่เปิดปากบอกกลางรายการว่า เมแกน มาร์เคิล กำลังจะให้กำเนิดทายาทผู้หญิงในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะถึงนี้ และอาร์ชี่ เมาต์แบตเทิน ก็กำลังจะกลายเป็นพี่ชายเต็มตัวด้วยเช่นกัน

 

เคต มิดเดิลตัน เคยทำให้ เมแกน มาร์เคิล ต้องร้องไห้ก่อนวันแต่งงาน

      ถ้าหากใครยังจำกันได้ หลังจากที่ทั้งคู่เข้าพิธีเสกสมรสกันแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018 หนังสือพิมพ์ในสหราชอาณาจักรก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องราวว่า ในช่วงหลายวันก่อนที่เมแกนจะเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี่ เธอได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เคต มิดเดิลตันร้องไห้ ซึ่งเมื่อโอปราห์ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เมแกนก็ได้ตอบไปทันทีว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นตรงข้ามกับสิ่งที่หนังสือพิมพ์เขียน” โดยเธอยังได้อธิบายต่อไปว่า “ไม่กี่วันก่อนงานพิธีเสกสมรส เคต มิดเดิลตัน ได้ทำร้ายน้ำใจของฉันเกี่ยวกับเรื่องช่อดอกไม้ และชุดแต่งงาน จนทำให้ฉันร้องไห้” ก่อนที่เมแกนจะเล่าต่อไปว่า “แต่หลังจากนั้นเคตก็ยอมรับความผิดพลาดนั้น โดยเคตได้ส่งดอกไม้ และกระดาษโน๊ตมาขอโทษเธอในที่สุด” ซึ่งเมแกนได้ทำความเข้าใจว่าการเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา มันเป็นแค่การแบ่งปันเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้ฟัง ไม่ได้มุ่งโจมตีดัชเชสแห่งเคมบริดจ์แต่อย่างใด และยืนยันว่าเคต มิดเดิลตัน เป็นคนที่ดีอีกด้วย

 

เมแกน มาร์เคิล คิดฆ่าตัวตายตอนที่ตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน

     หลังจากที่หลายคนได้เห็นตัวอย่างที่ออกมาก่อนหน้านี้ กับประโยค “เกือบเอาชีวิตไม่รอด” ที่สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับผู้ชมได้มากจากปากของ โอปราห์ วินฟรีย์ ก็ได้ถูกเปิดเผยแล้วในสัมภาษณ์เต็มตัวนี้ว่า เป็นวลีที่เมแกนเคยใช้เพื่ออธิบายถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผ่านทางออนไลน์ที่เธอต้องทนทุกข์ทรมานนานนับปี โดยเธอได้ยอมรับว่า “ฉันเคยคิดฆ่าตัวตาย มันชัดเจนมากและเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ในตอนนั้นฉันไร้ทางออก และรู้สึกอับอายมากที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับสามีของฉันที่เคยผ่านการสูญเสียมาแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้อยากมีชีวิตต่อไปอีกแล้วในนั้น” ซึ่งเมแกนยังเสริมต่อไปว่าเธอพยายามร้องขอให้หน่วยงานของสำนักพระราชวังช่วยเหลือเธอ แต่กลับโดนปฏิเสธอย่างไม่ไยดี เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แห่งราชวงศ์ ซึ่งเมแกนยังได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เธอจำได้ดี นั่นคือเมื่อครั้งที่ต้องเดินทางไปดูการแสดงที่ Royal Albert Hall ในกรุงลอนดอน ในขณะนั้นจิตใจของเมแกนย่ำแย่อย่างมาก แต่เธอก็ยืนยันที่จะไปกับเจ้าชายแฮร์รี่ เพราะเธอมองว่าถ้าต้องอยู่คนเดียวอาจจะมีอาการที่แย่ลงไปกว่านี้  และในค่ำคืนนั้นเองที่เราเห็นทั้งคู่ได้มีความสุขต่อหน้ากล้อง ทว่าภายในช่างขมขื่น และแตกสลายไม่มีชิ้นดี เมแกนยังยอมรับอีกว่า หลังจากงานเปิดตัวการแสดงดังกล่าว เธอก็กลับมาร้องไห้ไม่หยุดเช่นเคย นั่นแสดงให้เห็นถึงความกดดันที่เธอต้องได้รับในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูงแห่งราชวงศ์อังกฤษ

 

สมาชิกราชวงศ์กลัวอาร์ชี่มีสีผิวที่คล้ำเกินไป และเรื่องราวเบื้องหลังการไม่ได้รับพระราชทานยศ “เจ้าชาย”

     เป็นอีกหนึ่งคำตอบจากปากของดยุก และดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ที่ทำเอาผู้ชมต้องอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อเมแกน มาร์เคิลเผยว่า “ก่อนที่เธอจะให้กำเนิด อาร์ชี่ เมาต์แบตเทิน ทายาทคนแรกของครอบครัวซัสเซกซ์นั้น ในหมู่ของสมาชิกราชวงศ์มีการพูดคุยกันถึงความกังวลที่ว่า ทายาทคนนี้จะออกมามีสีผิวคล้ำเกินไป” กระทั่งที่พิธีกรชื่อดังยังต้องอุทานขึ้นมาทันควัน ซึ่งเธอก็ไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นใคร เพราะกลัวว่าสถาบันประมุขจะเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ ไม่เพียงเท่านั้นเมแกนยังยอมรับว่า เธอเป็นห่วงความปลอดภัยของอาร์ชี่อย่างมาก เนื่องจากอาร์ชี่จะไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ เป็นของตนเองจากทางสำนักพระราชวังเพราะไม่มียศ ‘เจ้าชาย’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามกฎระเบียบของราชวงศ์อังกฤษ ที่เหลนของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2  จะไม่ได้รับยศดังกล่าว ยกเว้นแต่ลูกๆ ของลูกชายคนโตของเจ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งนั่นหมายถึงเจ้าชายจอร์จ, เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ ทว่าในอนาคต เมื่อเข้าชายชาร์ลส์ได้ขึ้นเป็นประมุข อาร์ชี่ก็จะได้รับยศ “เจ้าชาย” ทันที ในฐานะหลานของกษัตริย์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ดยุก และดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ด้วยว่าจะรับ หรือไม่รับก็ได้

 

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงรับทราบเป็นอย่างดีในประเด็นเรื่องการสละฐานันดรศักดิ์เจ้าฟ้าชั้นสูงของทั้งคู่

     แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวลืออกมาว่า การบอกลาราชวงศ์ของดยุก และดัชเชสแห่งซัสเซกซ์นั้นสร้างความตกใจ และประหลาดใจให้กับองค์ราชินีอย่างที่ไม่เคยทราบมาก่อน ทว่าล่าสุดเจ้าชายแฮร์รี่ก็ได้ยอมปริปากเผยความจริงให้ได้ฟังกันแล้วว่า ก่อนที่พวกเขาจะก้าวลงจากตำแหน่ง พวกเขาทั้งคู่ได้หารือกับสมเด็จพระราชินีนาถฯ ก่อนแล้วเป็นเวลาถึงสองปีก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และยังได้พูดคุยกับองค์ราชินีในตอนเย็นของวันก่อนที่พวกเขาจะประกาศแถลงการณ์นั้นด้วยซ้ำไป ซึ่งเจ้าแฮร์รี่ได้พูดว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยปิดบังท่านเลย และข้าพเจ้าก็เคารพท่านมาก” ก่อนจะทิ้งท้ายว่า มูลเหตุของข่าวลือดังกล่าว ก็อาจจะมาภายในสถาบันนั่นเอง โดยเจ้าแฮร์รี่ยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ปีนี้เขายังคงได้พูดคุยกับองค์ราชินีอยู่เช่นเคย และมากขึ้นกว่าในปีก่อนๆ อีกด้วย

 

เจ้าชายชาร์ลส์ ไม่รับสายเจ้าชายแฮร์รี่ อีกเลยหลังจากเหตุการณ์บอกลาราชวงศ์

     นับได้ว่าเป็นความสัมพันธ์อันตึงเครียดไม่น้อย ระหว่างฝั่งของราชวงศ์ และเจ้าชายแฮร์รี่ โดยมีการเปิดเผยว่า ทางสำนักพระราชวังตัดได้ตัดส่วนเกี่ยวข้องทางการเงินของเจ้าชายแฮร์รี่ออกไปในไตรมาสแรกของปี 2020 หลังจากที่ทั้งคู่ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งเจ้าฟ้าชั้นสูง ซึ่งเจ้าชายแฮร์รี่ยอมรับว่ามรดกที่ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้นั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาอยู่รอดนอกจากนี้เจ้าชายแฮร์รี่ยังตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่เขาและเมแกน ลดบทบาทตัวเองลงนั้น เจ้าชายชาร์ลส์ผู้เป็นพระบิดาของเขาก็หยุดรับสายของเขานับแต่นั้น ซึ่งเจ้าชายแฮร์รี่เผยว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกท้อแท้มาก เพราะท่านก็เคยผ่านอะไรมาคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าท่านจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างไร แต่อาร์ชี่ก็นับเป็นหลานชายของท่าน และแม้จะบอกว่าข้าพเจ้าจะรักท่านตลอดไป แต่มันก็มีความเจ็บปวดมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างเราเช่นกัน” อีกทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแฮร์รี่ก็ได้ตอบชัดเจนว่า "ข้าเจ้ารักพี่ชายของข้าพเจ้า แต่ตอนนี้เราเลือกเดินกันคนละทาง"

     นับเป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ต้องถูกจารึกเอาไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษไปอีกแสนนาน และถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการตอบโต้กลับจากฝั่งราชวงศ์อังกฤษในเวลานี้ แต่ก็คงจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร...

 

 

ข้อมูล : The Cut
ข้อมูล : Telegraph.com
ข้อมูล : Vogue US