LIFESTYLE

ภาพยนตร์สงครามกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะการเล่าเรื่องแบบเจาะลึกที่ไม่ได้มีแค่ 'ฮีโร่'

แม้ภาพยนตร์สงครามอาจจะดูดุเดือดเลือดพล่าน แต่แท้จริงแล้วมันซ่อนการสะท้อนชีวิตมนุษย์ในสภาวะอันโหดร้ายได้อย่างลึกซึ้ง

     “ภาพยนตร์สงครามไม่ได้มีแค่ฉากสยดสยอง” เชื่อว่าหลายคนอาจปฏิเสธภาพยนตร์แนวสงครามที่มักเต็มไปด้วยบรรยากาศสมรภูมิรบอันดุเดือดเลือดพล่าน ความโหดร้าย สยดสยอง และแง่มุมความดำมืดที่เป็นแผลในใจของคนยุคก่อน ทว่าภาพยนตร์สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวระหว่างสงครามโลกได้ลึกซึ้งกว่านั้นมาก โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีบันทึกเรื่องราวครบถ้วนกว่าสงครามยุคก่อนหน้า อีกทั้งยังเป็นสงครามระยะเวลาร่วม 6 ปีที่มีอิทธิพลกับคนทั้งโลก ดังนั้นเรื่องราวจึงไม่ได้มีแค่การรบ และภาพยนตร์ยุคใหม่ก็กำลังเล่าเกร็ดความรู้ให้ทุกคนได้ทราบอย่างมีชั้นเชิงแตกต่างกันไป

The Longest Day ภาพยนตร์สงครามที่ถูกขนานนามว่าเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องได้ครบถ้วนในทุกแง่มุม / ภาพ: MovieFanFare

     ตอนนี้เทคนิคที่เริ่มเป็นที่นิยมและสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ถึงแก่นลึกของหัวใจคือการเล่าผ่านตัวละครแต่ละตัวในช่วงต่างเวลา ต่างสถานที่ และต่างบริบทของชีวิต แน่นอนว่าหลายคนคุ้นเคยกับการเล่าเหตุการณ์ภาพรวมอย่าง The Longest Day หรือ Saving Private Ryan ที่เรื่องแรกเจาะทุกภาพรวมของเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 บนภาคพื้นยุโรปได้ครบถ้วนที่สุด ส่วนอีกเรื่องก็นำเสนอภารกิจเสี่ยงตายอันน่าจดจำ ทว่าทั้ง 2 เรื่องมีการเล่าถึงภารกิจเบื้องหน้าเป็นหลัก แม้จะมีการสลับมุมมองบ้างแต่ก็ยังไม่ใช่เทคนิคการดำเนินเรื่องหลักเท่าไรนัก

Dunkirk ภาพยนตร์สงครามที่ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกจนได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลใหญ่ทั่วโลก / ภาพ: The New York Times

     ตอนนี้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัวแบบเจาะลึกกลายเป็นจุดเด่นของภาพยนตร์แนวสงคราม-ดราม่า ย้อนกลับไปไม่นานนักภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk มีการเล่าผ่านมุมมองที่แตกต่างกันของทหารฝ่ายสัมพันธมิตร เทคนิคการเล่าเรื่องแบบนี้ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกและกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภาพยนตร์แนวนี้กลายได้รับความสนใจอีกครั้งหลังโลกภาพยนตร์ขาดแคลนภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 คุณภาพเยี่ยมไปพักใหญ่

ฉากตัวละครหลักชาวโปแลนด์กับตัวละครหลักชาวอังกฤษที่พบรักกันในช่วงสงครามจากซีรีส์ World On Fire / ภาพ: Netflix

     แม้เหตุการณ์ดันเคิร์กจะถูกตีแผ่ออกมาอย่างละเอียดและมาพร้อมโปรดักชั่นระดับโลก ทว่ามีซีรีส์ที่เน้นเรื่องดราม่าและเล่าย้อนไปถึงปูมหลังตัวละครที่เราจะพูดถึงก่อนเลยคือ World On Fire ซีรีส์บนเน็ตฟลิกซ์เมื่อปี 2019 ที่ตอนนี้มีคนเฝ้ารอซีซั่น 2 กันแบบอดใจแทบไม่ไหว เรื่องนี้มีจุดเด่นที่ตัวละครหลักทั้งหลายมีปูมหลังที่แตกต่างกัน มีความโรแมนติกปนน้ำเน่าปนอยู่พอสมควร ทุกคนมีมุมมองในชีวิตต่างกัน มีวิถีการดำเนินชีวิตต่างกัน และที่สำคัญพวกเขาอยู่คนละพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส โปแลนด์ หรือแม้แต่ในดินแดนนาซีเยอรมัน เรียกว่าความหลากหลายดังกล่าวเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนปัจเจกบุคคลในยุคนั้นที่ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ไม่สามารถนำเสนอได้ครบถ้วน เพราะซีรีส์สามารถอธิบายเรื่องราวขยายความได้มากกว่าเนื่องจากมีกรอบเวลาจำกัดที่ยาวกว่ามาก

ตัวละครหลักที่สะท้อนถึงชนชั้นรองในประเทศอังกฤษจากซีรีส์ World On Fire / ภาพ: Netflix

     ความแตกต่างของชนชั้น มุมมองทางการเมือง ความรักชาติ การเอาตัวรอด และอื่นๆ อีกมากมายล้วนปรากฏในซีรีส์ World On Fire ความแตกต่างในเรื่องอาชีพและมุมมองของคนชนชั้นสูงจากครอบครัวพระเอกซึ่งเป็นผู้มีการศึกษาสูง ทำงานในราชการถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเข้มข้น หรือแม้กระทั่งการเล่าเรื่องความโดดเดี่ยวของตัวละครบางตัวที่คว้านลึกไปจนทำให้ผู้ชมอาจรู้สึกร่วมราวกับอยู่ในสภาวะสงครามร่วมกับพวกเขา การเป็นปฏิปักษ์ต่อนาซี คนผิวสี เกย์ และประเด็นต่างๆ ก็ถูกหยิบยกมาเล่าผ่านตัวละครหลายตัวแบบเป็นเหตุเป็นผล เรียกว่าฉากรบย่อยๆ ภายในเรื่องเป็นเหมือนองค์ประกอบกระตุ้นความสมจริงและความกดดันให้กับผู้ชมมากกว่าเป็นแกนหลักของเรื่อง แต่เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งโดยใช้ข้อมูลบางส่วนมาตีความเป็นแรงบันดาลใจเท่านั้น เพราะฉะนั้นแม้จะเล่าเรื่องได้ลึกล้ำและสร้างความรู้สึกร่วมได้มากเพียงใด เราก็มิอาจพูดได้ว่านี่คือผลงานที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างครบถ้วนแต่อย่างใด ทว่าถ้าถามหาเรื่องคุณภาพและเทคนิคการเล่าเรื่องสงครามกึ่งดราม่าแบบนี้ เราก็แนะนำว่าไม่ควรพลาดซีรีส์เรื่องนี้เป็นอันขาด

ใบหน้าของหนุ่มดัตช์ที่เข้าร่วมกองทัพนาซีเยอรมันและพบกับความโหดร้ายของสงครามในภาพยนตร์เรื่อง The Forgotten Battle / ภาพ: Netflix

     ภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ดีแบบ low-key สุดๆ ก็คือ The Forgotten Battle ภาพยนตร์สัญชาติดัตช์จากเน็ตฟลิกซ์ ฝีมือผู้กำกับ Matthijs van Heijningen Jr. โดยเรื่องนี้ย้อนประวัติศาสตร์จริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ Battle of the Scheldt ในช่วงปี 1944 ช่วงเวลาพลิกผันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกุมความได้เปรียบเหนือกองทัพนาซีเยอรมัน เส้นเรื่องหลักพูดถึงความพยายามในการปลดแอกเนเธอแลนด์จากการปกครองของฮิตเลอร์ สมรภูมินี้อาจไม่ได้สำคัญในเชิงแทคติกสงคราม แต่มันสอดแทรกประเด็นชีวิตของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

ตัวละครหญิงจากครอบครัวชาวดัตช์ในเรื่อง The Forgotten Battle ที่มีปูมหลังอันซับซ้อน / ภาพ: Netflix

     เส้นเรื่องหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 มุมมองหลักจาก 3 เรื่องราว ทั้งหมดเล่าสอดคล้องตามไทม์ไลน์กันไปเกือบตลอด มีนักบินเครื่องร่อนชาวอังกฤษที่เป็นลูกของนายทหารยศใหญ่ที่อยากรบเพื่อชาติ แต่ถูกห้ามไว้โดยพ่อที่ต้องการให้ลูกไม่ต้องไปเสี่ยงตายในต่างแดน สะท้อนความรู้สึกนึกคิดเรื่องการมีอำนาจควบคุมและรู้ดีว่าการส่งใครไปรบก็เหมือนส่งคนไปเผชิญกับความตาย ในขณะที่ครอบครัวชาวดัตช์ก็สะท้อนมุมมองชีวิตในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะการต่อต้านแบบรุนแรง การเป็นปฏิปักษ์แบบเงียบๆ สงบเสงี่ยม ไปจนถึงการทำงานอย่างประนีประนอมเพื่อความอยู่รอด และสุดท้ายคือมุมมองหนุ่มชาวดัตช์ผู้มองว่าสงครามเป็นเกมที่จะเปลี่ยนโลก แนวคิดนาซีอาจสร้างโลกที่สวยงาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโฆษณาชวนชื่อจากพรรคนาซี ฝีมือการล้างสมองของ Joseph Goebbels

กลุ่มทหารอังกฤษบนเครื่องร่อนจากภาพยนตร์เรื่อง The Forgotten Battle / ภาพ: Netflix

     เรื่องนี้มีหลายฉากที่แสดงถึงการสู้รบอันสมจริงสมจังก็จริง ทว่ามันไม่ได้เป็นแกนหลักของเรื่องเสียทีเดียว เส้นเรื่องแต่ละเส้นผูกโยงกันอย่างหลวมๆ ก่อนจะค่อยๆ ผูกปมให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ มีการพลิกความคิด เปลี่ยนมุมมองระหว่างเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทั่วไป “ตาสว่าง” คำนี้อาจนิยามรูปแบบความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม ผู้กำกับต้องการสื่อถึงความโหดร้ายของสงคราม สร้างชั้นเชิงในการเล่าไปถึงความรู้สึกและความเป็นอยู่ของตัวละคร ในเมื่อสงครามโลกไม่ได้เป็นเรื่องของแค่เหล่าทหารกล้า แต่เป็นเรื่องของทุกคนไล่ตั้งแต่นายพล ทหารแกร่ง ทหารขลาด เรื่อยไปจนถึงประชาชนคนทั่วไป และสุดท้ายมันก็แสดงให้เห็นว่าทุกคนก็ล้วนเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างกัน แต่เรากำลังเข่นฆ่ากันเพราะเหตุผลอะไรบางอย่างที่ถูกกรอกใส่สมองแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าจะจริงหรือสร้างภาพล้วนมีผลต่อสภาพจิตใจและการกลั่นกรองของมนุษย์อยู่เสมอ การเล่าเรื่องราวแบบเจาะลึกเช่นนี้คือแนวทางการทำภาพยนตร์สงครามที่สามารถถ่ายทอดแง่มุมของมนุษย์ออกมาได้อย่างครบถ้วน สงครามจึงไม่ใช่แค่ภารกิจหน้าฉากที่เต็มไปด้วยเลือดหลั่งนอง แต่หมายถึงกลิ่นคาวเลือดภายในจิตใจของผู้เผชิญประสบการณ์ในช่วงสงครามทุกรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีฮีโร่ เพราะเกือบทุกคนล้วนเป็นผู้รับผลกระทบอันหนักหน่วงของสงคราม ไม่เว้นแม้แต่ทหารผู้สวมเครื่องแบบนาซีหลายนายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายของโลกตลอดกาลแม้จะไม่กล้าจับปืนเลยด้วยซ้ำก็ตาม