FASHION

แนท-อนิพรณ์ จากนางงามผู้เปิดประตู 'มงสาม' สู่การทุ่มเทช่วยเหลือเด็กผู้ขาดแคลน

นอกเหนือไปจากความสวยและความเก่ง น้อยคนจะทราบว่าเจ้าของมงกุฎ Miss Universe Thailand 2015 ที่มากรุยทางให้กับกระแสมงกุฎนางงามจักรวาล #มงสาม ของประเทศไทยเป็นคนแรกในยุคใหม่นี้ ได้ใช้โอกาสที่เธอเคยได้รับจากคนไทยทั้งประเทศมาส่งต่อโอกาสดีๆ เพื่อสานฝันและสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นๆ ต่อไป

     “แนทเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง One31 ผลงานตอนนี้มีเรื่อง สงครามนักปั้น ซีซั่น 2 ที่ผ่านมามีเรื่อง หน้ากากแก้ว สายลับจับกลิ่น ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง รักสิบล้อ เป็นละครตอนเย็นสะท้อนชีวิตของคนต่างจังหวัด ปีที่แล้วตารางงานแน่นมาก มีวันว่างเดือนละ 2 วันเอง” อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ หรือแนท นางงามคนแรกในรุ่นพิชิตมงกุฎที่ 3 ของการประกวดนางงามจักรวาล (แม้ว่าเธอจะชวดรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย) เล่าถึงชีวิตช่วงนี้ให้เราฟัง ชื่อเสียงและผลงานของเธอที่มีมาอย่างต่อเนื่อง (รวมถึงการปรากฏตัวเรื่อยๆ ในโว้กประเทศไทย) ทำให้เรารู้จักนิสัยและตัวตน รวมถึงสิ่งที่เธอทำอยู่ว่าเป็นนางงามไม่ใช่แค่รักสัตว์ เอ็นดูเด็ก สงสารคนชรา และห่วงใยโลกเท่านั้น เพราะสิ่งที่เธอตั้งใจทำอยู่อย่างเงียบๆ คือการเป็นผู้ให้โอกาสแก่เด็กผู้ขาดแคลน

 

     “เริ่มมาจากมีพี่คนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับติดต่อแม่แนทมาว่าอยากขอรองเท้านักเรียนให้เด็กต่างจังหวัด 1 คู่ แม่เลยมาถามว่าอยากซื้อรองเท้านักเรียนให้เด็กสักคู่ไหม ด้วยความที่เรามีหน้าที่ดูแลครอบครัว เวลาจะบริจาคหรือช่วยเหลือใครแม่จะมาถามความสมัครใจก่อนทุกครั้ง ซึ่งตัวแนทก็ตอบรับทันทีเสมอ แต่ครั้งนี้งงเหมือนกันว่าทำไมซื้อแค่คู่เดียว เพราะโรงเรียนนี้มีเด็กเกือบ 90 คน อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ชื่อโรงเรียนวนาประชารัตน์บำรุง เป็นโรงเรียนของรัฐบาลซึ่งขาดแคลนมากๆ อาคารเรียนก็เก่ามาก ยิ่งชีวิตของนักเรียนยิ่งขาดแคลนทั้งเรื่องส่วนตัวและอุปกรณ์การเรียน เราเลยรู้สึกว่ายิ่งต้องช่วยเหลือ อยากซื้อของให้เด็กทุกคน

     “ตอนแรกแนทเปิดรับบริจาคบอกบุญกับคนที่รู้จักจนได้เงินมาประมาณ 30,000 กว่าบาทเพื่อไปซื้อรองเท้าเด็กและเอาขนมไปให้ด้วย นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ไปที่นั่น” เธอเล่าถึงครั้งแรกที่ได้รู้จักและพบเจอกับสิ่งที่ต่อมาเธอนิยามว่าเป็นความสุขในทุกครั้งที่ระลึกถึง “แนทเป็นคนไม่คิดล่วงหน้าว่าต้องเจออะไรบ้าง เพราะพร้อมเจอทุกอย่าง พอไปถึงที่นั่น เด็กๆ น่ารักมาก เขาขาดแคลนกันจริงๆ ของที่เราให้อาจจะน้อย แต่เขาดีใจกันมากๆ มันทำให้เราคิดว่าทำไมการศึกษาในบ้านเราถึงไม่เท่าเทียมกัน เลยอยากทำอะไรสักอย่างให้โรงเรียนนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ @potternat_gift” บัญชีอินสตาแกรมที่เธอใช้บอกเล่า ส่งต่อ และขอบคุณสิ่งที่กำลังทำอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตอบแทนสังคม

     “เราอยากหาเงินสบทบทุนสร้างอาคารเรียนใหม่และจ้างบุคลากรไปสอนที่นั่น แนทคุยกับอาจารย์ในโรงเรียนซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นแรก ได้รับทราบปัญหา อย่างตอนนี้ผู้อำนวยการลาออก ไม่มีใครอยู่ดูแลน้องๆ เพราะโรงเรียนนี้ค่อนข้างกันดาร แนทเลยตัดสินใจว่าอยากจะหาเงินมาช่วยตรงนี้” นางแบบสาวเจ้าประจำของโว้กเล่า “พอเราจะไปเรี่ยไรเงินช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ก็คิดว่าน่าจะมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็นการตอบแทนคนที่สมัครใจมาช่วยเรา ทีนี้ตัวเราเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมาก จะไปแจกรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นคงไม่มีใครอยากได้เท่าไร และต้องไม่ใช่ของที่ซื้อสำเร็จด้วย แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำขึ้นมาเอง เผอิญแนทรู้จักกับคุณวี (สุภาวดี ศิริรัตนพล) ที่เคยทำแบรนด์เสื้อผ้า Wee และเปิดร้านขายลูกปัดอยู่ที่สำเพ็ง เราเห็นว่าลูกปัดที่ร้านสวยมากเลยคิดว่าจะร้อยสร้อยลูกปัดนี่แหละ ร้อยเป็นกำไลข้อมือและยางรัดผมโดยอาศัยช่วงว่างจากการทำงาน ที่เราเลือกแบบนี้เพราะคิดว่าคนได้รับคงรับรู้ได้ว่าเราตั้งใจทำ ไม่มีขายที่ไหน ของมันอาจจะไม่ได้มีค่ามาก แต่เราใส่ใจทำขึ้นมา นั่งร้อยมาตลอดจนถึงช่วงสิ้นปี มีพี่ๆ แฟนคลับมาช่วยด้วยบางครั้ง จนพอที่จะส่งไปขอบคุณคนที่บริจาคช่วยเหลือเข้ามา แนทตั้งใจเขียนการ์ดขอบคุณด้วยตัวเองทุกใบ เงินที่ได้เรานำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ เลย ได้เงินประมาณ 4 หมื่นกว่าก็นำไปบริจาคเพิ่มให้เด็กๆ ทั้งหมด พอไปเจอครูเขาดีใจมาก ช่วงนั้นตรงกับทำบุญกฐินพอดีเพราะต้องการนำเงินที่ได้มาจ้างครูเพิ่มเช่นกัน ตอนนี้คุณครูคนเดียวต้องสอนเด็กทั้ง 4 ชั้น 90 กว่าคน แนทเลยถามว่าโรงเรียนจะถูกยุบไหม คำตอบคือไม่ แต่ก็ขาดแคลนติดต่อกันมา 30-40 ปีแล้ว เขาพยายามของบจากรัฐบาลมาตลอด แต่ก็ไม่พอเพราะงบมีจำกัด”

     นี่ไม่ใช่งานการกุศลงานแรกที่เธอเข้าไปมีส่วนร่วมและลงมือทำอย่างจริงจัง ย้อนหลังไปสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอก็ทำงานสร้างความสุขให้คนยากไร้ หนึ่งในนั้นคือการเป็นทูต Habitat for Humanity Thailand

     “ตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รุ่นพี่มาชวนไปต่างจังหวัดเพื่อสร้างอาคารเรียนและทาสีอาคาร เราว่างพอดีเลยไปซึ่งก็สนุกมาก พอดีทีมงานขององค์กรมาเจอแนทตอนกำลังทำงาน คงแปลกใจที่เห็นเราตั้งใจระบายสีอาคารให้เด็กๆ มาก เลยเข้ามาติดต่อว่าสนใจอยากจะเป็นแบรนด์แอมแบสซาเดอร์ให้องค์กรไหม ตอนแรกแนทปฏิเสธไปเพราะมีภาระหน้าที่ทั้งเรื่องงานและครอบครัว แต่เขาก็ยังอยากให้มาลองคุยดูก่อน ในที่สุดก็มีโอกาสมาทำจริงๆ” นางแบบสาวเจ้าของมงกุฎนางงามย้อนอดีตให้ฟัง

     หลายคนอาจมองว่าในฐานะนางงามก็ต้องมาพร้อมกับเรื่องราวดีๆ แบบนี้เพื่อสร้างภาพจำให้แฟนๆ ซึ่งอณิพรณ์ ชี้แจงประเด็นนี้ว่า “แนทไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร แนทสนใจแต่สิ่งที่เราทำอยู่ว่ามีผลดีอย่างไรมากกว่า อย่างแรกเลยคือทำแล้วตัวแนทมีความสุข เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งทักว่า ‘ทำไปก็เหมือนทำแทนรัฐบาล เพราะเดี๋ยวนี้พอมีคนมาช่วยมากเข้า ก็เหมือนไปหัดให้เขาไม่ทำอะไรเอง’ พอได้ฟังแบบนี้เราใจหายนะ แล้วก็เศร้าจนร้องไห้ออกมาเลย แต่แนทก็บอกเขากลับไปว่าแนทไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะมองอย่างไร แนทสนอยู่อย่างเดียวคือช่วยเหลือเด็กๆ แนทตั้งใจให้พวกเขาเองจริงๆ แนทมอบให้ทีละคน แนทได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ทุกคน

     “มีประโยคหนึ่งในหลักสังคมสงเคราะห์ที่ว่า ‘เราจับปลาให้เขา แต่ไม่สอนเขาจับปลา’ แต่ตัวแนทเองเชื่อว่าการเอาของไปให้เขา ไปพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจให้เขา มันจะทำให้เด็กทุกคนที่มีจิตใต้สำนึกกับความรู้สึกดีๆ แบบนี้กักเก็บไว้ในใจ สิ่งนี้จะส่งผลให้พวกเขาเป็นผู้ให้ต่อไปในอนาคต ตัวแนทเองก็เคยได้รับตอนเป็นเด็กนักเรียนต่างจังหวัด ความรู้สึกนี้ก็เก็บอยู่ในใจเรามาตลอด เลยอยากส่งต่อความรู้สึกนั้นให้เด็กๆ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งพวกเขาจะส่งต่อความรู้สึกนี้เหมือนกัน” เธอเล่าด้วยความรู้สึกที่ทำให้เราทั้งชื่นชม ตื้นตัน และได้รับแรงบันดาลใจดีๆ ด้วยเช่นกัน “การที่แนทมาอยู่ตรงนี้ ได้เป็น Miss Universe Thailand ได้รับโอกาสจากกองประกวด จากแฟนนางงาม จากทุกคน มันทำให้แนทอยากให้โอกาสคนอื่นๆ บ้าง ถึงแม้มันจะเล็กน้อยก็ตาม ดีกว่าแนทอยู่เฉยๆ แนทรู้สึกว่าโอกาสที่มีอยู่ตอนนี้มันเต็มมาก แนทยังอยากพัฒนาตัวเองให้โตขึ้นในสายงานต่างๆ เพื่อจะได้ส่งมอบโอกาสให้คนอื่นๆ ได้อีก รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ตั้งใจเรียนหนังสือต่อไปด้วย”

     ก่อนหน้านี้อณิพรณ์เคยมีโอกาสฝึกงานที่ศูนย์พัฒนาการและจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ปทุมธานี ทำให้เธอสนิทกับคุณตาคุณยายที่นั่น ได้นั่งคุยนั่งเล่นตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ฝึกงาน “มันทำให้เราเข้าใจปัญหาชีวิตมากขึ้น ทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรในชีวิต” เธอเล่าถึงอีกหนึ่งความประทับใจที่เคยมีและยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนอาจเรียกได้ว่านี่คือมุม Happy life ส่วนตัวของเธอซึ่งเกิดขึ้นทุกวันและเวลา

     “แนทมีความสุขดีนะ บางวันออกกำลังกายเสร็จ หรือทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็มานั่งร้อยลูกปัดใส่แขนทำโน่นนี่ต่อ ในใจคิดแค่ว่ามีความสุขแล้ว พอเราเอาไปให้ เขาต้องดีใจแน่เลย” เธอเล่าอย่างปลาบปลื้ม “อยากบอกทุกคนว่าเวลาที่คิดจะทำอะไร เราทำได้เลย ไม่ต้องรอวันสำคัญถึงค่อยทำ แค่ทุกวันที่เราเดินไป เจอใครก็ยิ้มให้ แค่นี้ก็เป็นการให้ที่ทำให้มีความสุขแล้ว”

     Habitat for Humanity Thailand  มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการสร้างบ้านและพัฒนาชุมชน โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั่วประเทศเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน เพราะเชื่อว่าการให้เป็นการสร้างโอกาสให้สังคม และบ้านเป็นปัจจัยพื้นฐานแรกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในครอบครัว เช่น เพิ่มรายได้ เอื้อต่อการศึกษา รวมถึงการเสริมสร้างสุขอนามัย การฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อให้เกิดทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดคุณภาพชีวิตได้ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

คีย์เวิร์ด: #VogueValues #Sustainability