LIFESTYLE

เพราะอะไรเหล่าสวิฟตี้ถึงรออัลบั้ม Red เวอร์ชั่นรีเรคคอร์ดของ Taylor Swift มากที่สุด

Billboard ขนานนามว่าอัลบั้มนี้คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของเธอ

สำหรับอัลบั้มรีเรคคอร์ดที่เหล่าสวิฟตี้ตั้งหน้าตั้งตารอมากที่สุดต้องยกให้กับ Red (Taylor’s Version) ของศิลปินเจ้าแม่เพลงป๊อป Taylor Swift ด้วยอัลบั้มต้นฉบับนี้ทั้งแฟนเพลงและนักวิจารณ์เพลงต่างยกให้เป็น The Best Album จากศิลปินสาววัย 31 ปีเลยทีเดียว แฟนๆ จึงหวังเป็นอย่างสูงว่าเวอร์ชั่นรีเรคคอร์ดนั้นจะเล่าเรื่องราวที่เข้มข้นและครบถ้วนมากกว่าเดิม ด้วยเวอร์ชั่นเก่านั้นมีหลายเพลงที่ถูกหั่นส่วนให้สั้นลง และมีอีกหลายเพลงที่ไม่ได้ถูกปล่อยตามที่เทเลอร์ต้องการด้วยเหตุผลทางการค้า และเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเทเลอร์ก็ไม่ทำให้การรอคอยจากแฟนๆ นั้นผิดหวัง เพราะเธอปล่อยเพลงในอัลบั้มนี้ด้วยกันทั้งสิ้นถึง 30 เพลงอย่างจุใจ

อัลบั้ม Red (Taylor’s Version) / ภาพ: @taylorswift

อัลบั้ม Red (Taylor’s Version) นี้ผสมผสานตัวตนที่เติบโตขึ้น บวกกับเสียงร้องที่แข็งแกร่ง และมุมมองด้านดนตรีที่มั่นคงในอารมณ์มากขึ้นกว่าเก่า ถ้าจะบอกว่า Red เวอร์ชั่นแรกคือสาววัย 20 ต้นกับเสียงใสๆ และขั้วอารมณ์ที่อ่อนไหว เพราะเธอเลือกที่จะเอาความรู้สึกไปผูกกับคนอื่นเสียหมด งั้นเวอร์ชั่นนี้คงเป็นสาววัย 30 กับเนื้อเสียงที่หนาขึ้นพร้อมความมั่นคงในอารมณ์ ความเข้าใจในความรัก และการเปลี่ยนแปลงของชีวิตมากขึ้น วันนี้เราจะพามาดูกันว่ายังมีเหตุผลอะไรอีกบ้างที่ทำให้อัลบั้ม Red ที่เปลี่ยนเธอจากนักร้องป๊อปคันทรี่วัยใสสู่นักแต่งเพลงยอดเยี่ยมที่คนในวงการต้องปรบมือให้

Taylor Swift ในคอนเสิร์ต The Red Tour / ภาพ: Reddit

ขอเริ่มต้นก่อนว่า Red เป็นอัลบั้มที่กรุยเส้นทางเริ่มต้นของการก้าวสู่ความเป็นป๊อปของเธอ แม้ทาง Big Machine Records ค่ายเก่าจะโปรโมตเพลงนี้ในฐานะแนวเพลงคันทรี่ก็ตาม แต่นักวิจารณ์เพลงหลายสำนักกลับยืนกรานว่านี่มันเป็นเพลงป๊อปมากกว่าจะเป็นคันทรี่ พร้อมกล่าวชื่นชมด้วยซ้ำว่าอัลบั้มนี้เป็นงานคราฟต์สมบูรณ์แบบที่เชื่อมระหว่างความเป็นคันทรี่บ้านๆ ซื่อๆ สู่ความเป็นป๊อปติดหูได้อย่างงดงาม ในขณะเดียวกันก็เห็นถึงความหลากหลายของแนวเพลงในอัลบั้มที่ไม่ได้ยึดติดอยู่ที่แนวใดแนวหนึ่ง แต่เทเลอร์ทดลองผสมผสานดนตรีในแบบของเธอเองราวกับกำลังสร้างงานแพตช์เวิร์ค เรื่องราวของอัลบั้มนี้เป็นดั่งตัวแทนวัยรุ่นที่เริ่มมีความรักแบบจริงจังที่ไม่ใช่แค่ Puppy Love ช่วงเวลาของ Red จึงเป็นช่วงชีวิตวัยเริ่มสุกงอม ครบทุกรสชาติทั้งสนุกสนานเฮฮา อารมณ์โกรธโมโห รักหวานปานน้ำผึ้ง และเศร้าสร้อยแบบขาดใจ บางสิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นในช่วงนี้ และสิ่งที่แย่ที่สุดก็ดันเกิดขึ้นที่ช่วงเวลานี้อีกเช่นกัน ดั่งท่อนหนึ่งในเพลง "State of Grace" กับเนื้อร้องที่ว่า “This is the golden age of something good and right and real” นั่นเอง

Taylor Swift ระหว่างถ่ายทำเพลง Begin Again / ภาพ: Pinterest

สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้ต้องถูกยกไว้ขึ้นหิ้งแบบสุดๆ คือการเล่าอารมณ์ที่ลึกซึ้งถึงแก่น เนื้อเพลงไม่ได้บอกเล่าแค่ความรู้สึกอย่างเดียว แต่เทเลอร์พาคุณเดินทางไปพบกับเหตุการณ์มากมายในช่วงชีวิต และเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาพจำมากมายนับไม่ถ้วน เพราะสำหรับเทเลอร์แล้ว ลมพัดผ่านใบหน้า ถนนหน้าบ้าน เงาสะท้อนของคนคู่หนึ่ง รอยยิ้มของคนรัก ทุกรายละเอียดเล็กน้อยคือสิ่งสำคัญที่มอบความรู้สึกพิเศษและส่วนตัวสุดๆ ในการไล่เรียงความรู้สึกให้ออกมาเป็นบทเพลง เหมือนท่อนที่ว่า “You pull my chair out and help me in, And you don't know how nice that is, but I do” ในเพลง "Begin Again"

Taylor Swift แสดงสดเพลง All Too Well ในงาน Grammy Award / ภาพ: Billboard

การเล่าฉากต่างๆ ผ่านการร้อยเป็นเพลง พร้อมเติมรสชาติด้วยไดนามิกในการแต่งเนื้อร้อง เทเลอร์มีไดนามิกในการเขียนเพลงที่เจนจัด เธอมักเริ่มต้นด้วยวันธรรมดาๆ เรียบง่าย สู่คำพูดแสนหวานให้หัวใจเต้นระรัว พุ่งทะยานสู่ความรักร้อนแรง ก่อนสัญญาณบางอย่างจะโผล่มาเป็นรูปรอยให้เกิดความกังวลเด่นชัด แล้วจึงหักดิบความรักด้วยความโหดร้ายแต่จริงที่สุด เหมือนเพลง "All Too Well" ที่เหล่าสวิฟตี้ยกให้เป็นเพลงที่เศร้าที่สุดและสวยงามที่สุดที่เธอเคยแต่งมา “And you call me up again just to break me like a promise, So casually cruel in the name of being honest” นี่คือรสชาติการแต่งเพลงของเธอ มันทำให้เราตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อเทเลอร์ปล่อยเพลงใหม่ออกมา เพราะเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าเธอจะเลือกเล่ามันด้วยซีนแบบไหน อารมณ์แบบไหน หรือตัวละครอะไรก็ตาม

ภาพยนตร์สั้น All Too Well แสดงนำโดย Dylan O’Brien และ Sadie Sink / ภาพ: @taylorswift

มากไปกว่านั้นเธอยังผสมผสานรสชาติกลมกล่อมของเนื้อเพลงให้มากขึ้นไปอีก ด้วยการแต่งสัมผัสคล้องจองที่สวยงาม “This is the last time I'm asking you why, You break my heart in the blink of an eye” จากเพลง "The Last Time" เทเลอร์เป็นคนอ่อนไหวที่สามารถถ่ายทอดทุกความรู้สึกให้ออกมาเป็นบทเพลงได้อย่างหมดเปลือก และหากจะสรุปให้ง่ายๆ เลยว่าทำไมอัลบั้มนี้แฟนเพลงและนักวิจารณ์เพลงถึงยกให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุด (แม้จะชวดรางวัล Best Album จาก Grammy ไปก็ตาม) คือฝีมือในการแต่งเพลงที่สื่อความหมายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบนั่นเอง

และสำหรับใครที่ยังไม่ได้ฟังอัลบั้ม Red (Taylor’s Version) เราคัดบางส่วนมาให้ได้ฟังกันแล้วที่นี่ และอย่าลืมตั้งตารอหนังสั้น All Too Well ที่จะปล่อยในวันพรุ่งนี้ (13 พฤศจิกายน) โดยมีนักแสดงชื่อดังอย่าง Dylan O’Brien และ Sadie Sink มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวกันอีกด้วย