robert-pattinson
LIFESTYLE

ลงทุนทุกอย่างเพื่อสลัดภาพลักษณ์ Robert Pattinson นักแสดงผู้หลุดจากแสงเงาของ Twilight

เพื่อสลัดภาพลักษณ์แวมไพร์หนุ่มดั่งเงาตามตัว โรเบิร์ตลงทุนเล่นหลายบทบาท ตั้งแต่คนคลั่งลัทธิ ไปจนถึงคนเฝ้าประภาคาร

     ทั้งๆ ที่ Twilight Saga เป็นภาพยนตร์สร้างชื่อให้กับ Robert Pattinson แต่ในขณะเดียวกันก็คงไม่มีใครเกลียดตัวละคร Edward Cullen ไปมากกว่าเจ้าของบทบาทอย่างเขาอีกแล้ว แพตตินสันดูไม่ได้ภูมิใจเท่าไหร่นัก เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพาดพิงถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาก็จะให้ความเห็นและคำวิจารณ์ที่ล้วนแต่เป็นเชิงลบด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งการที่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มันดูเป็นการวาดฝันของผู้แต่งอย่าง Stephenie Meyer เกินไปโดยไม่ได้อิงกับความเป็นจริง หรือไม่ก็พูดว่าภาพยนตร์ชุดนี้ไม่ควรถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ด้วยซ้ำ เลยเถิดไปถึงการไม่ได้เข้าร่วมชมรอบพรีเมียร์ของภาพยนตร์เพราะว่ารับไม่ได้ จนท้ายที่สุดถึงขั้นบอกว่าหลังการถ่ายทำภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้จบสิ่งที่เขาได้กลับคืนมาคือ “ศักดิ์ศรี” 

ภาพ: Teen Vogue

เกลียด Twilight เข้าไส้

     แพตตินสันตั้งท่าปฏิเสธและไม่ชอบ Twilight Saga ถึงเพียงนี้คงเป็นเพราะความซ้ำซากที่เดาทางออกตั้งแต่ต้นเรื่องของบทสคริปต์ ความน้ำเน่าของคู่รักที่เขามองว่ามันค่อนข้างจะ Toxic แล้วไหนจะเรื่องดราม่าที่อีรุงตุงนังกันจริงระหว่างเขากับแฟนสาวทั้งในและนอกจอภาพยนตร์อย่าง Kristen Stewart มัดรวมเป็นเหตุผลให้เขาเกลียดภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเข้ากระดูกดำ และกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลกว่าคนดูอีกหลายจำนวนเองก็ต้องไม่ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ตามไปด้วย ถึงขนาดมีวลีที่ว่า “Still better a lover story than Twilight” เมื่อมีภาพยนตร์รักเรื่องไหนที่ดูน้ำเน่าไม่ต่่างกันก็จะถูกนำมาเปรียบเทียบกันเอง เพียงแต่อย่างน้อยคนดูก็ยังเหมาว่าเรื่องนั้นดูให้ตายอย่างไรก็ดีกว่า Twilight Saga แหละนะ

     ส่วนสำคัญนอกจากนั้นเราว่าเป็นเพราะภาพยนตร์ชุดนี้ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการพยายามแสดงอะไรมากมาย บทไม่ได้ลึกซึ้งและไม่ได้มีมิติขนาดนั้น แพตตินสันจึงอาจคิดไปได้ว่าคนส่วนมากมองว่าเขามีดีแค่หน้าตามากกว่าฝีมือหรือเปล่า เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน ชื่อของเขาที่ถูกพาดพิงถึงก็มักจะพ่วงตำแหน่งต่อท้ายว่าพ่อหนุ่มแวมไพร์ด้วยเสมอๆ นั่นแหละที่ทำให้เขาดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อลบภาพจำนั้น แพตตินสันจึงฉีกตัวออกไปเล่นภาพยนตร์นอกกระแส เป็นทั้งนักแสดงสมทบที่ออกมาเพียงน้อยนิด หรือแม้แต่รับเล่นบทแปลกๆ ที่ใครก็คาดไม่ถึง

ภาพ: Refinery29

หลบหายไปเล่นหนังนอกกระแส

     หลังบทบาทของเอ็ดเวิร์ด คัลเลน จบลงแล้ว แพตตินสันโผล่ไปเล่นภาพยนตร์สัญชาติออสเตรเลียอย่าง The Rover ในปี 2014 ของผู้กำกับ David Michôd กับบทบาทสมาชิกในแก๊งอาชญากรที่เหล่าผู้วิจารณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเล่นได้ดีจนน่าตกใจ ทั้งการเลียนสำเนียงการพูดและการแสดงที่มีชั้นเชิง แพตตินสันเก็บคำชมไปอีกรอบในช่วงต่อมาปี 2015 ที่เขารับเล่นเป็นช่างภาพ Dennis Stock ให้กับนิตยสาร Life ที่บอกเล่าสายสัมพันธ์ของเพื่อนระหว่างเขากับนักแสดง James Dean แม้คำวิจารณ์จะแตกออกเป็นสองเสียงสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ในด้านการแสดงของแพตตินสันทุกคนต่างบอกว่ามันสดใหม่ และคมกริบแบบสุดๆ 

     กระโดดมาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตกับภาพยนตร์ในปี 2017 เรื่อง Good Time ที่นักวิจารณ์ต่างบอกว่านี่คือการแสดงที่ดีที่สุดจากแพตตินสัน เขาว่ากันว่าเพราะบทบาทโจรปล้นธนาคารกับชีวิตที่ค่อนข้างเข้มข้นในเรื่อง ส่งให้เขาได้รับบทบาทใหญ่ๆ อย่างภาพยนตร์เรื่อง Tenet และ The Batman หากก่อนจะไปถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในปัจจุบัน นักแสดงวัย 35 ปีแวะเล่นบทบาทคนเฝ้าประภาคารในภาพยนตร์ขาวดำเรื่อง The Lighthouse ปี 2019 ที่เก็บคำชมไปอีกเป็นกระบุง ในขณะที่ตัวหนังเองก็แอบมีความดูยากและสามารถตีความได้หลากหลายแบบ บ้างก็ว่าเป็นหนังประเภทเล่นกับจิตใจมนุษย์ที่ติดจะโรคจิตหน่อยๆ บางคนก็ตีความไปว่าเกี่ยวข้องกับความเป็นพระเจ้าและมนุษย์เสียด้วยซ้ำ

ภาพ: Vogue UK

กลับสู่อ้อมอกเมนสตรีม

     ต่อด้วยภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ The King ในปี 2019 เขารับเล่นเป็น Louis The Dauphin ที่เลียนสำเนียงฝรั่งเศสได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งการแสดงและสีหน้าทำเอาทุกคนเชยชมว่าเขาขโมยสปอตไลต์ในเรื่องได้อยู่หมัดเลยทีเดียว แพตตินสันกลับคืนสู่อ้อมอกภาพยนตร์กระแสหลักได้อย่างงดงามกับเรื่อง Tenet ปี 2020 ของผู้กำกับแสนเทพ Christopher Nolan เขารับบทเป็น Neil สายลับที่เข้าช่วยเหลือตัวละครหลักเพื่อทำภารกิจแม้จะยอมเสียสละชีวิตของตัวเอง ถือเป็นบทบาทการกลับมาลงจอใหญ่อีกครั้งที่ทำรายได้มหาศาล แพตตินสันเองโดดเด่นและฉายแสงอย่างมาก หลายคนถึงได้รู้ว่าพอเขาหันมาเล่นบทบู๊แบบจริงจังก็นับว่าแพรวพราวไม่ใช่น้อย ก่อนจะตามมาด้วยบทบาทคนคลั่งลัทธิในภาพยนตร์เรื่อง The Devil All the Time ในปีเดียวกันที่ก็กวาดคำชมไปอีกมากโขเช่นกัน

ภาพ: IMDB

     ล่าสุดกับอีกหนึ่งภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ The Batman ในบทบาทของเศรษฐี Bruce Wayne หรือ Batman ที่เวอร์ชั่นนี้ได้ผู้กำกับ Matt Reeves พาบทให้ดำดิ่งสู่การเป็นแบทแมนฉบับที่คนไม่เคยได้เห็นมาก่อน ทั้งการชูเอกลักษณ์ไปที่การสืบสวน ในขณะเดียวกันก็เป็นแบตแมนที่มีปมในใจและขับเคลื่อนชีวิตด้วยความโกรธและความแค้นสุมอก เวอร์ชั่นแบตแมนของแพตตินสันพยายามยึดเหนี่ยวหน้ากากและตัวตนการเป็นแบตแมนอย่างจริงจัง มากกว่าการทำตัวเป็นเศรษฐีคนดังแห่งเกาะ Gotham และการแสดงของแพตตินสันก็เรียกว่าเข้มข้น โฉด ดาร์ก และเถื่อนดิบที่สุดที่เคยมีมา สมใจผู้กำกับที่ต้องการจะให้เป็น ซึ่งเราก็เชื่อว่าทุกคนกำลังติดภาพจำว่าเขาจะเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทบรูซ เวยน์ ได้ดีเยี่ยมแบบที่ไม่แพ้เวอร์ชั่นไหนๆ 

     การรับเล่นบทมากมายสะท้อนให้เห็นว่าในหัวของแพตตินสันเอง ก็ต้องการตัวละครที่ฉีกกรอบออกไปแบบสุดขั้วในทุกครั้งที่เขาแสดง ไม่ใช่แค่ความต้องการที่จะหลุดออกจากแสงเงาของบทบาทแวมไพร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ฝีมือการแสดงด้วยว่าตัวเขาเองมีความสามารถดั่งน้ำที่ลื่นไหลไปตามบทบาท และยังกัดเซาะเข้าถึงหัวใจคนดูได้ด้วยฝีมือการแสดงที่เฉียบคม มากกว่าการใช้ใบหน้าหล่อๆ และทักษะอันน้อยนิดในการเล่นภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากมายอย่าง Twilight และเราเชื่อว่าในตอนนี้แพตตินสันเองก็ส่องแสงในแบบที่เขาต้องการ โดยปราศจากเงาของเอ็ดเวิร์ด คัลเลน ตามตัวเขาอีกแล้ว

ข้อมูล : IMDB, Polygon