LIFESTYLE

ถอดรหัสจับทางการแสดงของ Meryl Streep นักแสดงหญิงผู้มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในโลก

อะไรที่ทำให้เจ้าแม่แห่งวงการการแสดงอย่าง Meryl Streep กลายเป็นนักแสดงหญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุค

Meryl Streep ผู้ที่ได้รับฉายาว่าเป็นนักแสดงหญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุค ผู้หญิงที่กวาดรางวัลมาไว้ในอ้อมแขนจำนวนนับไม่ถ้วน โดยมี 3 รางวัลจากออสการ์ 8 รางวัลจากลูกโลกทองคำ และเวทีอื่นๆ ทั้งบาฟตา เอมมี่ และซีซาร์ บทบาทมากมายผ่านมือเมอรีลมาแล้วกว่า 85 เรื่อง หากการแสดงของนักแสดงวัย 72 คนนี้ก็ยังคงน่าตื่นเต้นและสดใหม่ทุกครั้ง ความเชี่ยวชาญในการแสดงของเมอรีลเริ่มต้นที่เธอมีใจรักในการทำกิจกรรมแต่เด็ก เธอเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ Bernards High School ในปี 1966 และเล่นละครเวทีทั้งในโรงเรียนมัธยมปลายไปจนถึงที่วิทยาลัย Vassar College อีกหลายเรื่อง

หลังเรียนจบเมอรีลหอบเอาความฝันและการเป็นนักแสดงละครเวทีมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์กเพื่อเริ่มต้นเส้นทางชีวิตของตัวเอง และด้วยฝีไม้ลายมือของเมอรีลเธอจึงกลายเป็นดาวรุ่งของคณะไปอย่างช่วยไม่ได้ และแม้เธอไม่ได้มีความฝันจะเป็นนักแสดงภาพยนตร์ แต่ก็อดปลาบปลื้มไปกับวิถีการแสดงของ Robert De Niro ในภาพยนตร์เรื่อง Taxi Driver ไม่ได้ จนคิดว่า “นี่แหละ โตขึ้นไปฉันอยากเป็นนักแสดงแบบนี้” และเมื่อโอกาสทางภาพยนตร์มาถึง เมอรีลตัดสินใจไปแคสติ้งบทบาท Dwan นางเอกสาวในภาพยนตร์เรื่อง King Kong เมื่อปี 1976 แต่ก็ถูกปฏิเสธเข้าทันควันเพียงเพราะหน้าตาไม่ได้มาตรฐานตามที่ผู้กำกับบอก กระทั่งไม่นานเธอจึงเรียนรู้ได้ว่า “หยุดเสียเวลาไปกับการกังวลเรื่องสีผิวหรือน้ำหนัก แล้วไปพัฒนาในสิ่งที่คุณทำได้” คือสิ่งที่ดีกว่า

Meryl Streep ในภาพยนตร์ The Deer Hunter / Simple Streep

1 ปีให้หลังเธอได้รับโอกาสอีกครั้งกับการเล่นเป็นตัวประกอบที่มีบทน้อยนิด และฉากของเธอเองถูกหั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี คำถามมากมายผุดขึ้นกลางใจ อาการยอมแพ้เริ่มคืบคลานเข้ามา พร้อมเสียงที่ดังขึ้นในหัวว่า “ไม่เอาอีกแล้ว พอกันทีกับงานนี้” เหมือนฟ้าได้ยินเสียง เหมือนโชคชะตากำหนด โรเบิร์ตนักแสดงที่เธอชื่นชอบได้เห็นทักษะการแสดงอันน่าเหลือเชื่อบนละครเวทีเรื่อง The Cherry Orchard ที่เธอแสดงอยู่ พร้อมเสนอให้เธอมาเล่นบทบาทเป็นภรรยาของเขาที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งในภาพยนตร์แนวสงครามเรื่อง The Deer Hunter ซึ่งหารู้ไม่ว่านั่นแหละเป็นจุดที่พลิกผันชีวิตของเธอไปตลอดกาล เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งเธอสู่การเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม กราฟชีวิตของเมอรีลต่อจากนั้นจึงพุ่งสูงขึ้นแบบไม่มีหยุด 

Meryl Streep ขึ้นรับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง Kramer vs. Kramer / ShowBiz

Pauline Kael นักวิจารณ์ภาพยนตร์กล่าวถึงเมอรีลในตอนนั้นว่า “เมอรีลคือความงามที่แท้จริง เธอนำความสดใหม่มาให้กับวงการภาพยนตร์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ” และเมอรีลก็แสดงให้เห็นว่าเธอคือตัวเต็งคนใหม่ของวงการภาพยนตร์ เมื่อเธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Kramer vs. Kramer ในปี 1979 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จนทุกวันนี้เธอขึ้นชื่อเป็นนักแสดงหญิงที่มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในโลกถึง 21 ครั้ง และเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีก 32 ครั้ง และมากกว่า 15 รางวัลที่เธอได้มาจากการชนะในหลากหลายบทบาท เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าทำไมเธอถึงสมกับฉายานักแสดงหญิงที่เก่งที่สุดแห่งยุค 

การแสดงของเมอรีลไม่ได้หวือหวาโลดโผน หากเป็นธรรมชาติราวกับเธอเป็นบุคคลนั้น เธอมองภาพคาแรกเตอร์ของตัวละครนั้นๆ ด้วยมุมมองหลากหลายด้านเหมือนกับกระจก เธอเข้าใจ ศึกษา ไม่ตัดสิน หรือมีฐิถิกับตัวละคร เพื่อสามารถที่จะมองหาเหตุและผลที่ทำให้ตัวละครที่เธอเล่นตัดสินใจที่จะทำแบบนั้น บวกกับความมีวินัย มุมานะ ศึกษาการบ้าน รวยอารมณ์ขัน และเข้าถึงง่าย จิ๊กซอว์เหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาต่อเติมภาพการเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมของเมอรีลให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น หากจะถามหาเคล็ดลับการแสดงของเมอรีลแล้ว นี่คือใจความหลักๆ ที่เมอรีลถ่ายทอดไว้ให้กับบทสัมภาษณ์หลายสื่อถึงทางการแสดงของตัวเธอเอง

Meryl Streep ในบท Miranda Priestly จากภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wear Prada / Zimbio

การเข้าใจคาแรกเตอร์

เมอรีลศึกษาถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครที่ได้รับ เพื่อเรียนรู้ที่จะหาวิธีคิดและแก้ไขปัญหาในแบบตัวละครนั้นๆ อย่างในบทบาท Miranda Priestly บรรณาธิการสุดโหดของนิตยสาร Runway ที่ได้รับนั้น เธอตีความนิสัยถึงบอสสุดเนี๊ยบคนนี้ว่าเป็นคนที่มีอำนาจ ไม่ใช่คนพูดเยอะ ทำอะไรรวดเร็ว เมอรีลจึงดึงเอา Clint Eastwood มาเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของจังหวะและน้ำเสียงการพูด เธอบอกว่า “เขาไม่เคยเลยสักครั้งที่จะขึ้นเสียงใส่คนอื่น ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะฟังเขา และนั่นแหละจุดนั้นมันทำให้เขากลายเป็นคนที่มีอำนาจที่สุดในห้องไปโดยปริยาย” ในขณะที่ท่าทางการเดินและการแสดงออก เธอหยิบยืมคาแรกเตอร์มาจากนางแบบ Carmen Dell’Orefice และ Christine Lagarde อดีตกรรมการผู้จัดการองค์กร IMF ที่สง่าผ่าเผยและองอาจ

Meryl Streep ในบท Margaret Tatcher จากภาพยนตร์เรื่อง Iron Lady / BBC

มองหาจุดที่เชื่อมโยงกัน

“การแสดงไม่ใช่การจะเป็นคนที่แตกต่าง แต่มันคือการได้พบเห็นความเหมือนในสิ่งที่ต่างออกไป แล้วพบว่าตัวเองก็มีส่วนเสี้ยวอยู่ในนั้นเช่นกัน” เมอรีลให้สัมภาษณ์กับ StageMilk ว่าเธอมองหาจุดที่เชื่อมโยงตัวเองกับตัวละครนั้นๆ โดยมองหาปูมหลังที่เธอสามารถแชร์กับตัวละครนั้นได้แล้วหยิบมันขึ้นมาใช้เป็นธงหลัก แล้วจึงสวมใส่จิตวิญญาณของคนคนนั้นลงไป เพิ่มพูนด้วยศาสตร์ ศิลป์ และทักษะแห่งการแสดงเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ 

Meryl Streep ในบท Joanna Kramer จากภาพยนตร์เรื่อง kramer vs kramer

ความอยากรู้อยากเห็น

เมอรีลเล่าให้กับ StageMilk ว่าเธอเป็นพวกอยากรู้อยากเห็นไปหมด “ฉันเป็นพวกอยากรู้จนจุก ประเภทว่าต้องการจะกลืนกินชีวิตเลยแหละ เพราะฉันอยากที่จะสวมรองเท้า สวมเสื้อผ้า เป็นส่วนหนึ่งของตัวละครนั้นๆ นี่หน่า ทุกคนล้วนมีความลึกลับต่างกัน และฉันเองต้องการที่จะเจาะความลึกลับนั้นจนกว่าจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนนั้น นั่นคือแก่นแท้ในการแสดงของฉัน ฉันสนใจในสิ่งที่มันจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฉันเอง” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมอรีลชอบออกไปนั่งดูผู้คนในสวนสาธารณะ เพื่อศึกษาถึงอิริยาบทต่างๆ เช่นเดียวกับตอนที่รับบทเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Kramer vs. Kramer 

Meryl Streep รับรางวัลออสการ์ในปี 2017 / Tapis Lounge

นับศูนย์ใหม่ทุกครั้งในการแสดง

เมอรีลเริ่มต้นการแสดงใหม่หมดทุกครั้งเมื่อได้รับบทบาทใหม่ เธอทุบทุกอย่างที่เรียนรู้จากคาแรกเตอร์อื่นๆ ให้แตกละเอียด แล้วเริ่มเรียบเรียงมันอีกครั้งตั้งแต่ต้นพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้มา ด้วยการแสดงหลายครั้งไม่สามารถหยิบเทคนิคจากเรื่องเก่ามาใช้ได้ การจะเดินไปข้างหน้าได้บางครั้งอาจต้องละทิ้งบางอย่างไว้หรือเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น “การเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ โดยมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ในหัวแล้วมันเป็นสิ่งที่ยากและท้าทาย ดังนั้นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจากความว่างเปล่าเป็นอะไรที่ดีกว่า” เธอเล่าให้กับ Vincent Andriano ไดเรกเตอร์และคนเขียนบทฟัง 

นี่คือเสี้ยวหนึ่งของทางการแสดงที่เมอรีลได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากกว่า 45 ปีบ่มเพาะความคิด ทักษะ และการแสดงของเธอจนคมกริบ เธอแสดงให้เห็นว่ารางวัลอาจไม่ใช่เครื่องการันตีความเก่งทั้งหมด แม้เธอจะเก็บเกี่ยวมันได้จำนวนมากก็ตาม หากแท้จริงแล้วมันคือหน่วยวัดขีดการพัฒนาและทักษะอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเธอคู่ควรกับมันมากน้อยแค่ไหน การได้มาซึ่ง 1 รางวัลอาจไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณก็แค่ทำให้เต็มที่ เล่นให้หมดไม่มีกั๊กราวกับจะไม่ได้เล่นอีกแล้ว แต่การได้รางวัลมาเป็นตัวที่ 2 ที่ 3 และต่อๆ ไปคือเรื่องที่โคตรยาก เพราะนั่นแปลว่าเธอต้องไปให้ได้ไกลกว่าลิมิตที่ตัวเองเคยขีดไว้ และทะยานความสามารถให้สูงไปกว่านั้นอีกจงได้ และในวันนี้เมอรีล สตรีป พิสูจน์ให้คนทั่วโลกเห็นแล้วว่าเส้นความสามารถของเธออยู่ที่ตรงไหน และคำตอบอยู่ตรงเส้นที่ว่า “ไม่จำกัด” นั่นเอง

ข้อมูล : Self, Reddit