LIFESTYLE

เจาะประเด็นสุดละเอียดอ่อนของบท James Bond เมื่อ Daniel Craig บอกว่าไม่ควรเป็นผู้หญิง

ความน่าสนใจไม่ใช่เรื่องการปฏิเสธนักแสดงหญิง แต่เรื่องนี้กำลังสร้างประเด็นถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมในระยะยาว

     ขณะที่โลกกำลังพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องเพศ ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่หลายคนมองว่ามีความเหลื่อมล้ำมาเป็นเวลานาน เพราะตามประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ระดับโลกมีข่าวกระฉ่อนเรื่องการปิดโอกาสของเพศหญิงมานานนับทศวรรษ และล่าสุดก็มีประเด็นให้ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อ Daniel Craig นักแสดงสัญชาติอังกฤษผู้รับบท James Bond คนปัจจุบันได้ออกมาเปิดใจว่า “บทบาทเจมส์ บอนด์ไม่ควรเป็นผู้หญิง”

     ข้อถกเถียงในปัจจุบันเกิดขึ้นจากแนวคิด 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าปิดโอกาสของนักแสดงหญิงและเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าตัวละครนี้ถูกเขียนมาเป็นผู้ชาย จะเปลี่ยนเป็นผู้หญิงอาจจะไม่สอดคล้องกับบทที่เขียนต่อกันมาอย่างยาวนานเท่าไรนัก โดยตัวแดเนียลเองก็แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ควรมีบทบาทที่ดีกว่าหรือเท่ากับเจมส์ บอนด์และเหมาะสมกับผู้หญิงหรือแม้กระทั่งนักแสดงผิวสี” สะท้อนให้เห็นว่าเขาผูกติดตัวละครเจมส์ บอนด์เป็นผู้ชาย หากอยากสร้างสรรค์สายลับหญิงก็เป็นตัวละครที่สร้างสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ แบบนั้นจะเป็นการให้เกียรติกับตัวนักแสดงหญิงเองด้วย

     เรื่องนี้แดเนียลไม่ได้คิดไปคนเดียว เพราะ Barbara Broccoli โปรดิวเซอร์หญิงชื่อดังเองก็มองว่าเจมส์ บอนด์จะเป็นชาติพันธุ์ไหน ผิวสีอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นผู้ชาย และเธอก็เชื่อว่าควรจะสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ให้กับผู้หญิงโดยเฉพาะ คาแรกเตอร์ที่แข็งแกร่งน่าจดจำ เพราะบาร์บาร่ามองว่าการที่เลือกผู้หญิงมาเล่นบทผู้ชายไม่มีความสมเหตุสมผลอะไร และเธอก็ไม่สนใจเลยเกี่ยวกับการเลือกสรรนักแสดงหญิงมารับบทเจมส์ บอนด์ แต่เธอไม่ได้ปิดกั้นผู้หญิง เธอกำลังบอกกับทุกคนว่า “ทำไมผู้หญิงต้องมารับบทเจมส์ บอนด์ ซึ่งเป็นบทผู้ชายล่ะ ในเมื่อแท้จริงแล้วผู้หญิงมีความน่าสนใจและมีความสามารถมากกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องมาสอดแทรกในบทบาทผู้ชายแบบนี้ สร้างคาแรกเตอร์ใหม่ให้แข็งแกร่งส่งเสริมผู้หญิงให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า”

     เรื่องนี้คล้ายกับประเด็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่หลายคนวิจารณ์เกี่ยวกับการยัดเยียดความหลากหลายในโลกปัจจุบันอย่างมาก เพราะอย่าลืมว่าภาพจำและเรื่องราวเบื้องหลังของตัวละครแต่ละตัวมีความจำเพาะเจาะจงอยู่ ดังนั้นการเปลี่ยนรูปแบบนักแสดงในเวอร์ชั่นคนแสดงจึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย เจมส์ บอนด์ก็เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรปูมหลังตัวละครก็ดูเหมือนจะเขียนอย่างชัดเจนในเรื่องความแมสคิวลีนในด้านต่างๆ และเรื่องราวเบื้องหลังที่หล่อหลอมให้ตัวละครนี้สมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่อะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันผลิตซ้ำเอกลักษณ์หลากหลายด้านมาแล้วนานหลายทศวรรษ

     สิ่งที่แสดงถึงการให้เกียรติและลดความเหลื่อมล้ำมากที่สุดคือการสร้างบทบาท เรื่องราวเบื้องหลัง การชี้ให้เห็นความสำคัญของคาแรกเตอร์ผู้หญิงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากกว่า เหมือนกับดิสนีย์ที่หลายฝ่ายมองว่าควรสร้างสรรค์เจ้าหญิงตัวใหม่ที่แสดงเอกลักษณ์ความหลากหลายได้ชัดเจนมากกว่าแค่เลือกคนรูปแบบหนึ่งไปทดแทนสัญลักษณ์จากอีกวัฒนธรรมหนึ่งโดยอาจจะคิดถึงองค์ประกอบที่หล่อหลอมตัวละครน้อยเกินไป ดังนั้นหาก “Jane” (ชื่อสมมติสำหรับเรียกเจมส์ บอนด์เวอร์ชั่นผู้หญิง)จะเกิดขึ้นจริง ก็ควรเป็นเรื่องราวปูมหลังของเจนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยเฉพาะ สิ่งนี้จะทำให้สายลับหญิงยืนหยัดได้อย่างยาวนานควบคู่ไปกับเจมส์ บอนด์อีกด้วย

     เรื่องนี้ไม่มีใครผิดใครถูก 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพียงมุมมองความคิดเห็นเท่านั้น บ้างก็อยากให้รักษาเอกลักษณ์สายลับ 007 ในแบบที่คุ้นเคย แม้แดเนียลจะทลายกรอบนั้นไปบ้างจนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย แต่เขาก็แสดงให้เห็นว่ามีองค์ประกอบการเป็นสายลับหน้าหยกที่ทุกคนรู้จักมักคุ้นได้อย่างมีเสน่ห์ บ้างก็อยากเห็นความแปลกใหม่และผลักดันความหลากหลาย บ้างก็ยังอยากเสพความคลาสสิกที่ถ่ายทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน คำถามคือ สุดท้ายความเท่าเทียมทางเพศที่แท้จริงเกิดขึ้นเพียงเพราะการทดแทนในบทบาทของเพศตรงข้ามหรือไม่ หรือการไม่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ตัวละครใหม่ที่มีคาแรกเตอร์และเบื้องหลังอันหลากหลายเหมาะกับเอกลักษณ์ของคนแต่ละกลุ่มอาจหมายถึงความไม่เท่าเทียมที่แท้จริง และคำถามสุดท้ายถ้าต้องการมอบสิ่งที่มีคุณค่าทั้งเชิงความสำเร็จและสัญลักษณ์ให้กับผู้หญิงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทำไมถึงไม่สร้างสรรค์ตัวละครผู้หญิงในรูปแบบที่เรียกร้องกันอยู่ขึ้นมาโดยเฉพาะ และผลักดันตัวละครนั้นไปพร้อมกับพลังการเรียกร้องอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและจะยิ่งใหญ่ขึ้นในอนาคต