LIFESTYLE

'ดอกชบา' สัญญะเชิงชู้สาวในอดีต ที่กลับมาทำหน้าที่อย่างทันสมัยอีกครั้งในซีรีส์ Y ยุค 2020

ผ่านมา 16 ปี "ดอกชบา" ยังกลายเป็นสัญญะที่ถูกหยิบยกมาใช้ในวงการภาพยนตร์ ซีรีส์ แต่ทันสมัยขึ้น เพราะตอนนี้ดอกชบาเข้าไปอยู่ในซีรีส์ Y แล้วเรียบร้อย

     ในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คนคงจะคุ้นชินกับ “ดอกชบา” เป็นอย่างดี ดอกชบานับเป็นดอกไม้อีกหนึ่งชนิดที่แพร่พันธุ์ในไทยไปทุกหนแห่ง ไม่ใช่แค่ในชีวิตจริงเท่านั้น แต่ยังแฝงกายซ่อนเร้นอยู่ในมิติคู่ขนานอย่างวรรณกรรม และโลกภาพยนตร์มาช้านาน บทบาทของ “ดอกชบา” ทั้งในวรรณกรรม และภาพยนตร์นั้นถูกเทียมให้กลายเป็นสัญญะบางประการ เพื่อซ่อนนัยยะแห่งความหมายที่วรรณกรรม หรือภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ต้องการจะสื่อสาร ทว่าเมื่อย้อนกลับมาเริ่มต้นมอง “ดอกชบา” ในประวัติศาสตร์ชีวิตจริงกลับพบว่า ดอกชบามีสถานะถูกรังเกียจไม่แพ้ “ดอกลั่นทม” หรือที่เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วว่า ลีลาวดี แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเดียวกันที่ว่าชื่อฟังไม่เป็นมงคล หากเพราะว่าก่อนหน้านี้ในกฎหมายตราสามดวงยังเคยใช้ดอกชบาเดียวกันนี้เป็น “เครื่องประจาน” หญิงชั่วที่บังอาจคบชู้สู่ชาย ด้วยการโกนศีรษะ แล้วเอาดอกชบาทัดหูทั้งสองข้าง ประจานหญิงชั่วผู้นั้นเสีย นั่นจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่คนต่างพากันรังเกียจดอกชบาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อีกทั้งในวรรณกรรมหลายเรื่อง ดอกชบายังกลายเป็นเครื่องประดับสุดโปรดปรานของเหล่าเงาะป่า ที่เป็นตัวแทนของ "ชนชายขอบ” เป็นตัวละครถูกรังเกียจ และไม่เป็นที่ยอมรับในวรรณคดีหลายเรื่อง จนกลายเป็นภาพจำว่า เงาะป่าต้องคู่กับดอกชบาสีแดงสด ราวกับเป็นผีเน่ากับโลงผุก็ไม่ปาน...

     กระนั้นแล้วดอกชบาจึงกลายเป็นสิ่งที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องชู้สาว และเรื่องของชนชายขอบที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่มาเป็นเวลานานนับศตวรรษ แม้แต่ย้อนกลับไปในปี 2547 ในวงการภาพยนตร์ไทยยังได้ทำให้สัญญะแห่งดอกชบานั้นชัดเจนขึ้นอีกครั้ง กับภาพยนตร์ที่ถูกโจทก์ขานไปทั่วอย่าง “ไอ้ฟัก” ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเลื่องชื่อ “คำพิพากษา” ของ ชาติ กอบจิตติ บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวไอ้ฟัก นายภารโรงหนุ่มที่ต้องรับภาระดูแลหญิงสติไม่สมประกอบนามว่า สมทรง เมียของพ่อตัวเองที่ชิงเสียชีวิตไปก่อน ซึ่งนำไปสู่คำพิพากษาที่แสนอาดูรจากสายตาของคนรอบข้างในตอนสุดท้าย ทว่าสิ่งหนึ่งที่นับเป็นจุดสังเกตน่าสนใจในเวอร์ชั่นภาพยนตร์คือ เราจะได้เห็นตัวละครสมทรงนั้นทัดดอกชบาอยู่ที่หูเสมอ ซึ่งเมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว สิ่งนี้เองคือสัญญะสำคัญที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อให้เห็นว่า ตัวละครนี้กำลังตกอยู่ภาวะเชิงชู้สาว ที่โดนคนรอบข้างปักปรำเธอกับไอ้ฟัก อีกทั้งดอกชบาเดียวกันนั้นยังสื่อถึงตัวแทนของคนบ้า ที่เป็นคนชายขอบ และไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ดังที่เส้นเรื่องของภาพยนตร์นี้ได้ดำเนินไป (ไม่ต่างจากเงาะป่าในวรรณกรรม หรือวรรณคดีที่กล่าวไว้ข้างต้น) นั่นเองจึงเป็นการตอกย้ำความหมายในเชิงสัญญะของดอกชบาที่มีมาตลอดในวงการภาพยนตร์ให้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

     ผ่านเวลามา 16 ปี ปรากฏการณ์ดอกชบาในภาพยนตร์ได้กลับมาทำหน้าที่ของตัวมันเองอีกครั้งอย่างทันสมัยในซีรีส์ Y ชื่อว่า “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “I Told Sunset About You” ที่แม้ว่าจะออกอากาศไปได้แค่ 3 ตอนเท่านั้น ก็ยังเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลเสมอ ให้เหล่าสาวกแฟนคลับได้คาดเดา และถอดรหัส “สัญญะ” ที่ผู้กำกับขยันใส่ลงมาในซีรีส์ไม่เว้นวาย ตั้งแต่ “มะพร้าว” , “ทะเล” ลากมาจนถึง “ดอกชบา” ในตอนล่าสุด...

     ฉากสารภาพความในใจของ 2 ตัวละครหลักอย่าง เต๋ และโอ้เอ๋ว บนเปลริมชายหาดนั้น นับเป็นอีกหนึ่งฉากที่ได้รับการพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะจุดโฟกัสที่ดอกชบาที่ตัวละครทั้ง 2 หยิบยื่นให้กัน ที่ตัวของดอกชบาเองก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีในฐานะของสัญญะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชู้สาว และชนชายขอบ เนื่องจากฉากนี้เป็นฉากที่เต๋ และโอ้เอ๋ว ได้เริ่มต้นพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของทั้งคู่เป็นครั้งแรก การที่ดอกชบาได้มาปรากฏตัวอยู่ในฉากนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อีกทั้งในมิติที่ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึง "ความรักแบบชายชาย" ดอกชบาดอกเดียวกันนั้นจึงกลายเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงประเด็นของชนชายขอบ หรือกลุ่มคนที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไปด้วยในตัว แต่ก็ใช่ว่าการตีความดอกชบาเพียง 2 ดอกในฉากนี้จะจบลงเท่านั้น เพราะหากมองในระนาบของศาสตร์ด้านชีววิทยาแล้วนั้น ดอกชบานับเป็นดอกไม้ประเภทดอกสมบูรณ์เพศ คือมีสองเพศในดอกเดียวกัน และไม่ต้องอาศัยลมช่วยพัดพาให้ละอองเรณูลอยมาผสมพันธุ์กับเกสรตัวเมียแต่อย่างใด จึงยังอาจอนุมานได้อีกว่าดอกชบา ดอกไม้สมบูรณ์เพศดอกนี้ได้ถูกเทียมเป็นเพศสภาวะของตัวละครทั้งสองไปแล้วเรียบร้อยในฉากนี้ นั่นยังทำให้ผู้เขียนนึกย้อนกลับไปถึงภาพยนตร์ชายรักชายคัมมิ่งออฟเอจแบบเดียวกันนี้ เมื่อหลายปีก่อนอย่าง “รักแห่งสยาม” ที่ในภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ยังได้ใส่สัญญะสำคัญอย่างส่วนจมูกของตุ๊กตาไม้ที่หายไปลงมา เพื่อจะสื่อถึงการกลับมาเติมเต็มกันและกันอีกครั้งในตอนท้าย หรือแม้แต่ในภาพยนตร์สุดโด่งดังอย่าง Call Me By Your Name ที่เลือกใช้ลูกพีชเป็นสัญญะสำคัญของเรื่องก็เช่นกัน



     ถึงแม้จะเป็นสัญญะเล็กๆ น้อยๆ แต่ผู้เขียนก็คิดว่าผู้อ่านรู้นะ หรือผู้อ่านไม่รู้ แต่ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านรู้นะ...

ข้อมูล : Nadao Bangkok