LIFESTYLE

ไปไม่รอด! เพราะอะไร He's all That เวอร์ชั่นรีเมกถึงสู้ภาคเก่าไม่ได้สักกระผีก

แม้จะได้นางเอกจากภาคต้นฉบับมาร่วมแสดง ก็ไม่ช่วยเรียกคะแนนสักเท่าไหร่

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์บางส่วน และเนื้อหานี้เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม*

หากคุณเป็นคอภาพยนตร์รอมคอมยุคปลาย 90 และต้น 2000 ก็จะต้องรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเห็นรายชื่อภาพยนตร์ที่เพิ่งลง Netflix ไปอย่างเรื่อง He's all That ที่มีคิวฉายไปแล้วไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่นรีเมกจาก She's all That แบบฉบับสลับเพศ และแม้จะติดภาพยนตร์น่าดู Top10 ของ Netflix Thailand เนื่องจากได้แฟนคลับจากเวอร์ชั่นเก่าที่ตั้งความหวังไว้เข้าไปดูกันอย่างล้นหลาม หรือแม้แต่ด้วยชื่อของผู้กำกับคนเก่ง Mark Waters ที่ฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์ทีนคอมเมดี้อย่าง Mean Girls มาช่วยดึงคนไว้ก็ตาม หากเสียงวิจารณ์กลับสวนกระแสติดลบกันสนั่นโซเชียล สื่อหลายสำนักทั้ง The Washington Post, The New York Times, USA Today ต่างสับแหลกว่าไม่ได้ครึ่งของเวอร์ชั่นต้นแบบเลยสักนิด

ภาพ: Courtesy of Netflix

การดำเนินเรื่องที่ง่ายเกินไป

แม้เส้นเรื่องจะเรียกว่าคงต้นฉบับเอาไว้ค่อนข้างเยอะ หากก็มีการปรับรูปแบบการเดินเรื่องและวิธีนำเสนอให้ทันสมัยมากขึ้น อย่างการดึงเอาเรื่องราวการใช้สื่อโซเชียลมิเดียมาเป็นตัวกลางในการนำเสนอคาแรกเตอร์ตัวเอก ที่เป็นเน็ตไอดอลสาวอย่าง Padgett Sawyer รับบทโดยดาวติ๊กต๊อก Addison Rae ว่าเธอกุเรื่องพื้นเพครอบครัวและการใช้ชีวิตหรูหราเพื่อให้คนยอมรับในตัวตน ถือเป็นการตีแผ่ยุคปัจจุบันที่คนจำนวนมากให้ความสำคัญกับชีวิตในอินเทอร์เน็ตมากกว่าชีวิตจริง ซึ่งก็ทำได้พอโอเคเท่านั้น เพราะการเล่าเรื่องจุดนี้ดูตื้นเขินและเบาบางจนเกินไป และยังต้องพ่ายให้กับความไม่ปะติดปะต่อในการผูกโยงเรื่อง และอุปสรรคที่ดู “ง่าย” ไปหมดเสียทุกอย่าง ทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่มีอะไรน่าดึงดูด ขาดไดนามิกแม้กระทั่งเข้าสู่ตอนพีคของเรื่องอย่างช่วงที่ตัวละคร Cameron Kweller ที่รับบทโดย Tanner Buchanan จับได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือการหลอกลวงก็ตาม

ภาพ: Courtesy of Netflix

การแสดงที่ขาดสีสัน

นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของดาวติ๊กต๊อกอย่างแอดดิสัน ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเธอเป็นนักแสดงหน้าใหม่ (มาก) เราจึงได้เห็นทักษะการแสดงที่ดูจะจับต้นและชนปลายไม่ค่อยถูกจังหวะเท่าไหร่นัก หากการแสดงของพระเอกในเรื่องที่รับบทโดยแทนเนอร์ เองก็ไม่ได้ช่วยให้การส่งอารมณ์เป็นไปได้อย่างราบรื่นเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่หนุ่มคนนี้ผ่านการแสดงมาแล้วจำนวนมาก ทั้งจากทีวีซีรีส์จำนวนหลายตอน หรือภาพยนตร์อีกหลายเรื่องเลยก็ตาม ในขณะที่ตัวละครอื่นๆ อย่างนักแสดง Madison Pettis และนักแสดงลูกครึ่งไทย-อเมริกันอย่าง Myra Molloy เองก็ไม่ได้ช่วยดึงให้สีสันในเรื่องฉูดฉาดเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อารมณ์ไม่มีที่มาที่ไป การแสดงที่โอเวอร์จนเกินงาม หรือน้อยจนไม่เข้าใจอารมณ์ที่จะสื่อ ตกลงปลงใจให้เลยว่าภาพยนตร์เกรดบีทุนไม่เยอะเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้สักเท่าไหร่

 

ภาพ: Courtesy of Netflix

พระ-นางที่ขาดเคมีแบบสิ้นเชิง

ถ้าคุณหวังจะได้กลับไปรู้สึกถึงเสน่ห์วัยทีนใสๆ หัวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ของเคมีพระนางในเรื่องก็คงหมดประโยชน์ เพราะตัวละครพระนางไม่ได้มีเคมีที่เข้ากันถึงขนาดชวนให้คนดูรู้สึกถึงความสปาร์กของกันและกันแต่อย่างใด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสกิลการแสดงที่ยังพัฒนาไม่มากนักด้วย หรือหวังอย่างน้อยว่าสาวๆ เองจะได้ตกหลุมรักพระเอกเหมือนตอนดูภาพยนตร์ To All The Boys I’ve loved Before ที่คาแรกเตอร์ Peter Kavinsky ชวนให้เรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่พักหนึ่ง หากพระเอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกว่าหมดโอกาสในการโชว์เสน่ห์ขี้เล่นมัดใจ แม้เราจะได้เห็นช่วงที่เขาโชว์สกิลถ่ายภาพและร้องเพลงอยู่ 2-3 ท่อนก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะได้โอกาสโชว์มันมากกว่านี้ ถ้าเนื้อเรื่องดันไม่ได้ทุ่มไปกับการโฟกัสที่นางเอกจนขาดการเติมเสน่ห์ของตัวพระเอกไป

ภาพ: Courtesy of Netflix

นักแสดงจากภาคเก่าก็ไม่ช่วยอะไร

แม้ในเรื่องจะมีการสมทบด้วยนักแสดงจากภาคต้นฉบับ ทั้งจาการดึงเอานางเอกอย่าง Rachael Leigh Cook มาร่วมแสดงเป็นแม่ของแพตเจตต์ที่มาแบบงงๆ และดูไม่ได้มีความสัมพันธ์แม่ลูกที่แน่นแฟ้นอะไรขนาดนั้น รวมถึงได้ตัวแสดงแฟนเก่าที่รับบทโดย Matthew Lillard มาเล่นเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน เพื่อหวังจะดึงกลุ่มแฟนคลับจากภาคต้นฉบับมา หากก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิดเดียว

 

ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะกลมกล่อมได้ต้องอาศัยทั้งนักแสดง เนื้อเรื่อง และการดำเนินเรื่องที่เกาะกลุ่มกันไปพาให้เรือไม่จมก่อนถึงฝั่ง He's all That จึงเป็นภาพยนตร์ที่เรือมารั่วเอากลางทะเล ด้วยขาดเวลาในการพัฒนาและปั้นบท ขาดไดนามิกในการเล่าเรื่อง และขาดเสน่ห์ของตัวละครที่จะมาดึงกลุ่มคนดูเอาไว้ได้ในเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ที่ไม่ได้มากเกินจะปั้นเรื่องให้สนุกเลยก็ตาม แต่ก็อย่าเพิ่งส่ายหน้าหนี เพราะถ้าคุณอยากฆ่าเวลาหาอะไรดูเล่นๆ ก็นับว่าไม่แย่ อย่างน้อยก็มาเอาใจช่วยแอดดิสันกับการจับงานแสดงครั้งแรก รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ที่หยิบมาจากต้นฉบับอย่าง Kiss Me ที่นำมารีมิกซ์ใหม่ แม้จะไม่ชวนให้หวนนึกถึงเวลาเก่าๆ ในตอนนั้นแต่ก็ยังนับว่าพอถูไถ



ข้อมูล : The Washington Post, The New York Times, USA Today, People