LIFESTYLE

คลายเงื่อน Brokeback Mountain ภาพยนตร์รักที่ทำไมชาตินี้ต้องได้ดูก่อนตาย

การฉกเข้าถึงหัวใจคนดู ด้วยการนำเสนอความรู้สึกที่จริงที่สุด

*บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนจากภาพยนตร์*

นับเป็นเวลา 16 ปีแล้วตั้งแต่ภาพยนตร์รักบันลือโลกที่คอหนังจำต้องยกขึ้นหิ้งอย่าง Brokeback Mountain ออกฉาย หากเรื่องราวการบอกเล่าถึงความรักของคนคู่หนึ่งที่รับบทโดย Heath Ledger และ Jake Gyllenhaal ยังคงสดใหม่ไม่ต่างไปจากปัจจุบัน การคว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 3 ตัวในค่ำคืนนั้นทั้งสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม (โดย อัง ลี) บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นเครื่องการันตีชั้นดีว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางให้กับวงการภาพยนตร์จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของป๊อปคัลเจอร์ที่สำคัญ และยังถือเป็นรากฐานการสร้างหนังรักร่วมเพศของวงการภาพยนตร์ในยุคปัจจุบันอีกด้วย สูตรสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน ใครๆ ถึงได้พูดว่าชาตินี้อย่างไรก็ต้องได้ดูสักครั้งก่อนตาย วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนรอยไปชมการตีความภาพยนตร์ Brokeback Mountain กัน  

เครดิตภาพ: Pinterest

การเล่าเรื่องที่อ่อนไหว (Sensitive not Sexual)

“คงจริงที่เขาว่าคนเอเชียเป็นพวกมีอารมณ์อ่อนไหว” อาจด้วยการเลี้ยงดูในแบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของระบบครอบครัวยังเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันอยู่ในชาวเอเชีย อย่างเช่นว่าการอาศัยอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่แม้ว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากชาติตะวันตกอย่างสิ้นเชิงที่เลี้ยงลูกในลักษณะที่ให้โตเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบ จนอายุได้ 18 ปีแล้วจึงไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง สำหรับตัวผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง อัง ลี แม้ย่างเข้าวัยรุ่นแล้วเขาเองจะได้โอกาสมาศึกษาด้านการแสดงในประเทศสหรัฐฯ หากตัวเขายังคงเป็นคนไต้หวันที่มีวัฒนธรรมและความคิดหลายครั้งในแบบเอเชีย อาจด้วยการเลี้ยงดูที่เข้มงวดของครอบครัวไต้หวันหัวโบราณในตอนนั้น และอาจด้วยภรรยาที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามาตั้งแต่มื้ออาหารที่หรูที่สุดในชีวิตยังเป็นเพียงแค่ KFC เหตุการณ์และประสบการณ์เหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาเข้าใจชีวิตจริงๆ และละเอียดอ่อนกับทุกอารมณ์ในทุกสถานการณ์ก็เป็นได้

เครดิตภาพ: Variety

ประสบการณ์ในชีวิตหล่อหลอมให้ อัง ลี กลายมาเป็นผู้กำกับที่สามารถทั้งจับอารมณ์ ตะล่อมสถานการณ์ และปั้นแต่งตัวละครให้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ มู้ดแอนด์โทนของความรักในเรื่องจึงให้ภาพที่เอนเอียงไปในทางอารมณ์อันอ่อนไหวและรักใคร่มากกว่าคู่รักร้อนแรงในเชิงเพศ เพราะฉากภายในเรื่องที่ทำเอาคนดูต้องอึดอัดกลับไม่ใช่ตอนกำลังมีเซ็กส์กัน แต่เป็นฉากเข้าอารมณ์แลกเปลี่ยนบทสนทนาที่ผสมผสานทั้งภาษากายอันสับสน สายตาอันเข้มข้น น้ำเสียงระโหยแห้งที่ชวนคนดูรับรู้ถึงรสข่มปร่าในลำคอ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนสื่อสารไปถึงความรู้สึกที่เข้มข้นในรูปแบบของคนรักมากกว่าการเป็นเพียงแค่คู่นอนอย่างผิวเผินเท่านั้น

 

เราไม่ได้เห็นการมีเซ็กส์แบบประเจิดประเจ้อ อร่าอร่าม เพราะการเล่าฉากนี้ของ อัง ลี ด้วยแสงเงา เสียง หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหวเบลอๆ เป็นเสมือนสิ่งปลุกเร้าที่ดีเยี่ยมยิ่งกว่าการเห็นแบบเต็มตา การกระทำและคำพูดของคาแรกเตอร์ที่ไม่ได้หวานหยดย้อยแต่จริงใจในแบบของมันเอง ความดิบและเนื้อแท้ของหนังคือการไม่พยายามปรุงรส ไม่พยายามยัดเยียดสีสันว่าความรักที่สุกงอมนั้นหวานหอมขนาดไหน เหล่านี้คงเป็นรสชาติขนานแท้ของเหล่าคาแรกเตอร์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับมันได้อย่างไม่ต้องสงสัย แม้การดำเนินเรื่องของหนังจะไม่ได้หวือหวาเลยก็ตาม แต่เรากลับกำลังดำดิ่งมันลึกลงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว

เครดิตภาพ: Variety

การแสดงที่ลึกซึ้งถึงแก่น

แม้จะไม่ได้รับรางวัลนักแสดงนำหรือนักแสดงสมทบจากเวทีไหนก็ตามจากภาพยนตร์เรื่องนี้ หากทุกคนลงเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึมลึกถึงคนดูคือการเข้าถึงคาแรกเตอร์ในแบบสุดตัวของคนทั้งคู่ บทวิจารณ์จากหนังสือเรื่อง Heath Ledger: His Beautiful Life and Mysterious Death โดย John Mcshane กล่าวไว้ทำนองว่า ฮีธ เลดเจอร์ เป็นบุคคลผู้ไม่กลัวการเข้าถึงตัวละคร เขาดำสุดลึกในทุกบทบาท และเลือกที่จะแตกต่างด้วยคาแรกเตอร์ที่เขาได้รับ เช่นเดียวกับคาแรกเตอร์สุดดาร์กอย่าง Joker ที่การทุ่มเทเพื่อตัวละครที่เพอร์เฟคที่สุดกลับส่งผลร้ายให้เขาไม่สามารถถอดมันออกจากชีวิตจริงได้ การไม่ได้หลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เนื่องมาจากตัวละครตัวหนึ่งในหัวเขาตื่นขึ้นเสมอทำให้เขาต้องหันไปพึ่งยานอนหลับที่มากเกินขนาด และในครั้งนั้นก็ไม่มีใครสามารถปลุกฮีธให้ตื่นขึ้นจากการหลับได้อีกเลย   

เครดิตภาพ: Golderby

ในขณะที่การแสดงของ เจค จิลเลินฮาล เองก็เป็นไปอย่างก้าวกระโดดและสามารถกระโจนเข้าสู่ห้วงอารมณ์ได้แบบถึงแก่น พัฒนาการที่เป็นไปอย่างสุดตัวของเขาถือเป็นการลบคำปรามาสจากภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขาได้รับช่วงนั้นด้วยกระแสตอบรับส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก จนมาถึงเรื่อง This Is Our Youth และ Brokeback Mountain ที่เหมือนเป็นการแก้เกมให้กับตัวเขาเองอีกครั้งได้กลับมาเป็นนักแสดงที่น่าจับตามองจนเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบมากมาย และถึงแม้จะชวดรางวัลไปแต่หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดแถวหน้าที่คนทั่วโลกจับจ้องเป็นต้นมา

 

ทั้งคู่ดัดแปลงตัวตน ขบคิด และใช้เวลาในการเข้าถึงตัวละครเพื่อที่สุดของการสวมบทในการแสดงเป็นคนที่หลงรักคนเพศเดียวกัน ความแตกต่างดั่งขั้วตรงข้ามของคาแรกเตอร์ทั้งคู่ คนหนึ่งเก็บตัว เงียบ พูดน้อย และเก็บอารมณ์ด้วยพื้นเพจากเบื้องหลังที่พ่อพร่ำสอนเรื่องการถูกลงโทษจากการเป็นคนรักร่วมเพศ หากอีกคนแสดงออกอย่างชัดแจ้ง เปิดเผย และไม่กลัวที่จะ “รัก” อารมณ์ความรู้สึกผูกพันธ์เกิดขึ้นในสถานที่ที่เป็นใจที่สุดแบบที่ไม่ทันตั้งตัว (หรือตั้งตัวแล้วแต่ตั้งใจไม่ทัน) ชวนให้คนดูตั้งคำถามเดียวกันว่า “มันดูไม่เหมือนการแสดงเลยสักนิด”

เครดิตภาพ: The Guardian

ปมเบื้องหลังสะเทือนใจ

ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการสร้างคนเป็นอย่างมาก ความกดดันและการถูกสอนในรูปแบบของการเป่าหูไม่ใช่สิ่งที่ดีนักไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม ในเรื่องนี้ปมหลังของตัวละครที่ฮีธได้รับคือการที่พ่อของเขาบังคับให้เขาต้องเห็นภาพน่ากลัวอย่างคนถูกทารุณจนอวัยวะเพศบุบสลายเมื่อถูกพบว่าเป็นหนึ่งในพวกรักร่วมเพศ ภาพฉากนี้เป็นหนามยอกอกที่ทำให้เกิดสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจนถึงกับหวาดกลัว เขากลายเป็นคนที่นิ่งเฉยและราบเรียบกับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น นี่คือปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คาแรกเตอร์นั้นต้องตั้งหน้าและตั้งใจปฏิเสธที่ว่าตัวเขามีความรักให้กับผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่ไม่รู้สึก เพียงแต่รู้สึกไม่ได้มากกว่า เพราะความกลัวที่จะลงเอยด้วยเหตุการณ์แบบนั้นยังคงเป็นภาพหลอนที่ติดตาเขาตั้งแต่เล็กจนโต

เครดิตภาพ: courtesy of brand

สังคมเองก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ผลักดันให้คาแรกเตอร์ของฮีธต้องเป็นคนเงียบและพูดน้อย ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดเผยอารมณ์เพราะกลัวที่จะถูกตัดสินจากคนภายนอก หลายครั้งที่คนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัวยัดเยียดความคิดอันปิดแคบใส่อีกคนโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่การถูกพร่ำสอนมาแต่อ้อนแต่ออกด้วยคำพูดที่ว่าเพราะหวังดี โดยไม่พยายามทำความเข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย กลับกลายเป็นมีดคมที่ย้อนกลับมาทำลายคนที่คุณหวังดีเสียเอง หนังเรื่องนี้จึงถือว่าเรียกคะแนนตรงนี้ไปได้มากโขในการสร้างภาพน่าเห็นใจ และสร้างดราม่าที่ชวนให้ผู้ชมได้โอกาสช่วยกันเชียร์คู่รักทั้งคู่ เมื่อทั้งสองต่างเป็นเหมือนแสงสว่างและทางออกของกันและกัน โดยมีปมของเรื่องที่ใหญ่กว่าคือสังคมที่ไม่เปิดกว้างในช่วงเวลานั้น

 

หากข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือการเปิดกว้างของกลุ่มพ่อแม่และสังคม ดั่งเช่นที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Call Me By Your Name ว่าครอบครัวยุคใหม่เปิดใจและพยายามที่จะเข้าใจลูกมากกว่าการตัดสินและด่าทอ ภาพลักษณ์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวคือหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเป็นพลังใจและพลังชีวิตให้กับลูกเลยทีเดียว

เครดิตภาพ: Variety

ความรักไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ

"You know I ain't queer" คือประโยคในเรื่องที่ทั้งคู่ออกปากหลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนอันร้อนแรงเกิดขึ้น การย้ำเตือนต่ออีกฝ่ายว่าพวกเขาเป็นชายแท้ที่ไม่ได้มีรสนิยมทางเพศแบบนั้นเป็นเหมือนการย้ำเตือนความรู้สึกตัวเองมากกว่าว่าเขาห้ามเป็น หากเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่พวกเขาต้องไปต้อนฝูงแกะที่ภูเขา Brokeback ทั้งสองยังแยกกันไปตามทางถึงขนาดแต่งงานมีครอบครัวกับผู้หญิงด้วยซ้ำ แต่เมื่อโอกาสได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งพวกเขาถึงได้รู้ว่าความรักที่มีให้กันมันไม่ได้หายไปไหนเลย หากหลบซ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งในหัวใจตลอดมา

 

คำพูดที่ว่าความรักไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกที่สุด รักไม่ได้เกี่ยวกับสถานะทางเพศ ไม่เกี่ยวกับ Sexual Orientation ว่าคุณรู้สึกสนใจทางเพศแบบไหน เพราะเมื่อเราตัดทุกอย่างออกไปความรักคือเรื่องของความรู้สึกแบบหนึ่ง ตราบใดที่เรามีหัวใจเราย่อมต้องมีความรู้สึกเกิดขึ้นอยู่แล้ว ความรักคือภาษาสากลที่มนุษย์ทุกคนเข้าใจ รับรู้มันได้แม้จะพูดกันคนละภาษา หรือแม้แต่เกิดและเติบโตกันคนละวัฒนธรรม และถูกเลี้ยงดูกันคนละวิธีการใช้ชีวิต หากว่าสังคมยกเอาบรรทัดฐานที่ “ต้องเป็น” ไม่ใช่ “แบบที่เป็น” มาบังคับให้อยู่ร่วมกันและวัดว่าคนที่แปลกไปจากคนอื่นคือสิ่งที่ผิด ก็ดูจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไหร่นัก

เครดิตภาพ: The Streit Time

เมื่อสังคมเข้ามามีบทบาทในการแสดงตัวตนของคนทั้งคู่ ภูเขา Brokeback จึงเป็นเพียงคำตอบและเป็นสถานที่เดียวเท่านั้นที่ทั้งคู่จะได้โอกาสในการเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ความรักที่ถูกห้ามจะงอกเงย งดงาม และปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

 

ถ้าเปรียบเทียบกันตามความจริงจะเห็นว่าสังคมเรามีพฤติกรรมคล้ายการอุปทานหมู่อยู่เหมือนกัน ถูกชักจูงและปักใจให้เชื่อในความเชื่อรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เมื่อเกิดสิ่งที่แปลกไปจากที่เป็นอยู่กลับยกนิ้วชี้ว่าคือสิ่งผิด ทั้งๆ ที่เราควรเปิดใจ ทำความเข้าใจ และช่วยกันให้สิ่งนั้นหรือคนๆ นั้นสามารถอยู่ร่วมกับคนส่วนใหญ่ได้อย่างไม่แปลกแยก เพราะสังคมคือการที่มนุษย์อยู่รวมกันเพื่อสร้างและพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ และมันอาจเป็นไปไม่ได้เลยถ้าต้องทำสิ่งนั้นโดยลำพัง ดังนั้นสิ่งที่กลุ่มเพศทางเลือกต้องการมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างปกติสุขและไม่รู้สึกแปลกแยกหรือถูกปฏิบัติแปลกไป ในที่นี้ทั้งฮีธและเจคเองก็คงหวังเพียงว่าสังคมจะเปิดใจให้กับความรักของทั้งคู่ ความรักที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศเพียงเท่านั้น

เครดิตภาพ: Shot on what

การใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อ

ภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี คุณค่าของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งส่งผลต่อความรู้สึกคนชมและมีอิทธิพลมากกว่าที่คิด บ้างได้แรงบันดาลใจออกตามหารักแท้ ได้ไปผจญภัยในแบบที่ไม่เคยทำ ได้ก้าวออกจากความกลัว หรือแม้แต่เปิดโลกใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เห็น ภาพยนตร์ช่วยสร้างความเข้าใจ ความสุข และส่งเสริมการเป็นตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ และภาพยนตร์เองก็ยังช่วยส่งเสียงและสร้างความเข้าใจให้กับคนหมู่มากอีกด้วยเช่นกัน

 

ยกตัวอย่างเหมือนเวลาที่เราดูซีรีส์เกาหลีแล้วนึกอยากกินซุปกิมจิกับจาจังมยอนที่พระนางในเรื่องกิน สื่อเหล่านี้สอดแทรกวิถีการใช้ชีวิตและอาหารการกินลงไประหว่างการเล่าเรื่อง ภาพสะท้อนในภาพยนตร์เพียงฉากเดียวส่งผลถึงระบบความเชื่อแขนงใหญ่ เช่นว่าฝรั่งส่วนมากที่ไม่เคยมาประเทศไทยยังคิดว่าเราขี่ช้างไปทำงาน อาจด้วยภาพจำที่ว่าฝรั่งมาไทยต้องไปขี่ช้าง หรือแม้แต่ภาพจากภาพยนตร์เรื่องต้มยำกุ้งที่มีเนื้อเรื่องหลักในการตามหาช้างก็ตาม กระทั่งเห็นได้ชัดสุดๆ ในภาพยนตร์ภาคต่อชื่อดังอย่าง The Hunger Games เองที่ภายในเรื่องก็มีการถ่ายทำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชักจูงให้คนออกมาร่วมกันปฏิวัติประเทศ

เครดิตภาพ: Doony

แม้ Brokeback Mountain จะยังคงบอกเล่าสภาพสังคมที่ไม่เปิดรับเรื่องคู่รักเพศสภาพเดียวกัน หากอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เรื่องนี้ได้ทำแล้ว คือการได้เป็นกระบอกเสียงเพื่อก้าวออกจากที่มืดสู่แสงสว่าง ก้าวออกจากการหลบซ่อนสู่พื้นที่กว้าง และได้ช่วยสังคมเปิดโลกใบใหม่แล้วว่าความรักมันมีหลากหลายรูปแบบ (มาก) ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศตรงข้ามก็รักกันได้ แล้วเมื่อไหร่ที่สังคมเปิดใจมากพอที่จะได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะเข้าใจมากขึ้นว่าคนกลุ่มนี้ก็ไม่ต่างกันกับเรา หลายครั้งเรามีสิ่งที่เหมือนกัน และหลายครั้งเราเองก็แตกต่างจากคนอื่น แต่นั้นไม่ได้ทำให้คุณค่าความเป็นคนน้อยลงแต่อย่างใด ไม่ใช่เพื่อยอมรับ แต่เพื่อเปิดใจและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก และเข้าใจว่ามันสามารถพัฒนาไปสู่สิ่งที่แตกต่างอย่างเท่าเทียมได้ในอนาคต

 

“ดูละครแล้วมองย้อนดูตัว” คำนี้ยังคงใช้ได้เสมอ ทุกครั้งที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจบเราได้อะไรจากมันบ้าง สำหรับผู้เขียนเราเห็นถึงความรักที่ขมขื่นแต่สวยงาม ได้เห็นความกล้าหาญของแจ๊ค (รับบทโดยเจค) ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสังคม และความหวาดกลัวในใจของเอนนิส (รับบทโดยฮีธ) ที่ต้องต่อสู้กับตัวเอง และได้เห็นว่าระหว่างที่เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขยังมีใครหลายคนบนโลกนี้ที่ถูกพรากความสุขและความเท่าเทียมเหล่านั้นทิ้งไป แม้ในวันนั้นทั้งเอนนิสและแจ๊คจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว (เพราะแจ๊คตายจากอุบัติเหตุ) หรือตัวเอนนิสเองที่กล้ามากพอที่จะ Come Out เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในสังคม หากความรักของทั้งคู่ได้กลายเป็นแรงสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งในการปูทางให้กับกลุ่มเพศทางเลือกได้ออกมาใช้ชีวิตในแสงสว่าง ได้ช่วยเปิดสังคมและความหลากหลายให้กับโลกใบนี้

 

ผู้เขียนอยากให้ใครก็ตามที่ไม่เคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เลยลองหยิบมันขึ้นมาชมสักครั้ง ไม่ใช่เพราะเป็นหนังรักร่วมเพศที่อยู่ในกระแส แต่เพราะเป็น “หนังรัก” เรื่องหนึ่งที่คลาสสิกผ่านกาลเวลาและคุ้มค่าต่อการรับชม แล้วคุณจะรู้ว่าภาพยนตร์ที่ใครๆ ต่างชื่นชมและยกย่องให้เป็นหนังรักยอดเยี่ยมนั้น มันยอดเยี่ยมจริงๆ…

ข้อมูล : The Guardian, Roger Ebert, Our Movie Life