FASHION

โว้กถอด 5 บทเรียนสอนโลก! จากเหตุประท้วงเดือด #BlackLivesMatter เพื่อต่อต้านการเหยียดคน

ตลอดกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเราทุกภาคส่วนก็ต่างได้บทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนตัวเองไม่น้อยด้วยเช่นกัน

     นับเป็นเหตุการณ์การประท้วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้ หลังจากการเสียชีวิตของ George Floyd ชายชาวแอฟริกัน-อเมริกัน วัย 46 ปี ถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับแจ้งว่าเขาได้ใช้ธนบัตรปลอมในการซื้อของในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ทว่าระหว่างการควบคุมตัวโดยตำรวจ 4 นายได้ใช้เข่าในการกดลงไปตามลำตัว และที่บริเวณคอนานกว่า 8 นาที จนทำให้ผู้ต้องหาเสียชีวิตในเวลาต่อมานั้น ถูกประณามทันทีว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ จนกลายเป็นชนวนให้เกิดเหตุจราจล และการประท้วงตามมาอีกมากมาย เพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิว พร้อมทั้งเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ตาย

     ทว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้เพียงสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอเมริกาเท่านั้น เพราะยังกระจายเป็นไฟลามทุ่งไปทั่วโลกที่พร้อมกันติดแฮชแท็ก #BlackLivesMatter แสดงจุดยืนต่อสู้เคียงข้างสังคม ทั้งในหมู่ของประชาชนคนธรรมดา ไปจนถึงวงการกีฬา วงการสื่อสารมวลชน และวงการบันเทิง ที่เหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังได้ออกมาร่วมแสดงจุดยืนในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน (โดยยังมีการคาดการณ์เอาไว้อีกว่า การปะทุในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ด้วยส่วนหนึ่ง) และตลอดกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเราทุกภาคส่วนก็ต่างได้บทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนตัวเองไม่น้อยด้วยเช่นกัน

 

#AllLivesMatter but #BlackLivesMatter is now

     การกำเนิดขึ้นของแฮชแท็ก #BlackLivesMatter ในสถานการณ์เช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามบริบทที่ควรจะเป็น และนับเป็นประเด็นที่สังคมโลกไม่ควรมองข้าม ทว่าในอีกมิติหนึ่งเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปแล้ว เราต่างต้องไม่ลืมว่า ไม่เพียงชีวิตคนผิวสีเท่านั้นที่สำคัญ ทว่าทุกชีวิตในสังคมโลกใบนี้ต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกัน “วัฒนธรรมการกดขี่ข่มเหง และการเหยียดเพื่อนมนุษย์” ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม และแน่นอนว่าไม่ควรเป็นที่ยอมรับได้ในสังคมอีกต่อไป เพราะการเหยียดเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าจะในมิติ หรือวิถีทางใดก็ตาม ก็ไม่ต่างจาก “อาชญากรรม" อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่กระนั้นในเวลานี้ปัญหาของคนผิวสีควรถูกโฟกัส และแก้ไขก่อนโดยเร็วเป็นลำดับแรก

 

ปี 2020 ยุคของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์คนดัง

     ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ไม่เพียงการเคลื่อนไหวของคนธรรมดาเท่านั้น ที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนี้ เพราะเหล่าคนดังที่มีอิทธิพลในสังคม ไม่ว่าจะเป็นวงการกีฬา วงการสื่อสารมวลชน วงการเมือง และวงการบันเทิงระดับโลกต่างออกมาแสดงจุดยืน ร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างการคาดการณ์ของสื่อหลายเจ้าที่ให้ข้อมูลว่า การออกมาเคลื่อนไหวของศิลปินสาวอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ นั้นจะสามารถเป็นชนวนสำคัญที่ส่งผลให้แฟนคลับของเธอที่เป็นคนรุ่นใหม่กว่า 80 ล้านคนทั่วโลกลุกขึ้นมาร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนี้ด้วย ซึ่งรวมไปถึงการออกมาเคลื่อนไหวของคนดังคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นั่นจึงเป็นสิ่งที่จะสามารถการันตีได้อย่างดีว่า เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และเซเลบริตี้ นั้น ยังคงมีอิทธิพลต่อสังคม โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้

 

หน้าที่ และจรรยาบรรณของสื่อมวลชนคืออะไร

     ความน่าสนใจอย่างหนึ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ขึ้นในสังคม คือการกลับมาทบทวนหน้าที่ของกลุ่มสื่อมวลชนกันเอง ซึ่งจากเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิวในครั้งนี้ หลายคนก็ยังคงได้เห็นการนำเสนอข่าวของสื่อหลายสำนักที่ยังคงนำเสนอข่าวในด้านเดียว ดังที่มีการออกมาเรียกร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวให้ครบทุกมิติ ด้วยการนำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวอย่างสันติ อย่าเพียงแต่ประโคมข่าวความรุนแรงเพียงด้านเดียวเท่านั้น จริงอยู่ที่หน้าที่สำคัญของสื่อคือการ “นำเสนอเหตุการณ์ และความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม” ทว่าเหตุประท้วงในครั้งนี้ก็สามารถตีแสกหน้าจรรยาบรรณสื่อหลายสำนัก พร้อมใส่เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ให้สื่อกระหายข่าวต้องกลับไปทบทวนตัวเองว่า เราได้นำเสนอความจริงที่เกิดขึ้นครบทุกมุมมองแล้วหรือไม่...

 

ประวัติศาสตร์ฝันร้ายยังคงฉายซ้ำ ไม่ใช่แค่ที่อเมริกา แต่เป็นทั่วโลก

     เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างตำรวจอเมริกัน และคนผิวสี ในสังคมอเมริกานั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมีคดีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมแนวนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ หรือกระทั่งเมื่อย้อนกลับไปมองในช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราก็ยังคงเห็นแรงกระเพื่อมแห่งการเคลื่อนไหวการต่อต้านการเหยียดผิวที่ยังคงดำเนินมาเสมออย่างเข้มข้น ทว่าเหตุการณ์นี้คือการฉายภาพซ้ำประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดให้ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ  ที่แม้ฉากหน้าจะถูกอ้างว่าได้ถูกถอนรากถอนโคนออกไปอย่างสิ้นซากแล้วก็ตาม ทว่าในความจริงความฝันอันโหดร้ายนี้ยังคงเกิดขึ้น และแทรกซึมไปทั่วทุกภาคส่วนของสังคม ไม่เพียงอเมริกา แต่เป็นทั่วโลกเสมอมา ที่ถึงเวลาแล้วที่ควรได้รับการปลูกฝังให้เป็นสำนึกร่วมของประชากรในโลกใบนี้อย่างจริงจังเสียที

 

คุณได้กลับมามอง “ความอยุติธรรม” ที่เกิดขึ้นในสังคมที่คุณอยู่แล้วหรือยัง...

     “ดูละครแล้วมองย้อนดูตัวเอง” นี่ไม่ใช่เรื่องของอเมริกา แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ทั่วโลก ในขณะที่คุณกำลังพิมพ์แฮชแท็ก #BlackLivesMatter, #Blackouttuesday, #JusticeForGeorgeFloyd หรืออะไรต่อมิอะไรสารพัดที่จะนึกได้ ก็จงอย่าลืมที่จะหันมามอง “ความอยุติธรรม” ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมที่ตัวเองอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในเวลานี้ ที่แต่ละสังคม และแต่ละประเทศจะได้ออกมาแสดงจุดยืนเป็นปรปักษ์ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะต่อให้คุณอุทิศตนให้กับการประท้วงที่อเมริกาจนสิ้นซาก แต่เพิกเฉย และละเลยต่อความรุนแรง และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นใกล้ตัว ก็คงไม่ได้ช่วยให้ “ความอยุติธรรม” หมดไปจากโลกใบนี้เหมือนกัน...

คีย์เวิร์ด: #VogueOpinion #BlackLivesMatter