FASHION

'Nerdy but Chic' เปิดโลกแฟชั่นแบบผสมผสานที่พร้อมทำลายชุดความคิดล้าสมัย

ทำลายชุดความคิดแบบเดิมๆ ที่ถูกผลิตซ้ำมาอย่างยาวนานด้วยการประกาศตัวตนผ่านศิลปะด้านแฟชั่น

     พอพูดถึงแฟชั่นแน่นอนว่าหลายคนต้องนึกถึงการผสมผสานสไตล์หลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน แต่ละคนมีคาแรกเตอร์ ตัวตน และความชื่นชอบไม่เหมือนกัน ลักษณะเฉพาะของหลายคนอาจเคยถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับคำว่า “แฟชั่น” แต่แท้จริงแล้วแฟชั่นเปิดกว้างให้กับความหลากหลายมากกว่านั้น วันนี้โว้กจะพาไปชมว่า “ความเนิร์ด” ที่เคยถูกตีตราว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับความจัดจ้านของแฟชั่นอย่างชัดเจนนั้นจะมาหลอมรวมกับสไตล์ที่น่าสนใจจนกลายเป็นลุคที่ทั้งสมดุลและลงตัวได้อย่างไร

ภาพ: @bellahadid

Nerdy but Sexy

     เริ่มแรกเราจะพูดถึงลุคที่นับว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันที่ในความคิดของใครหลายคนนั่นก็คือลุคสุดเนิร์ดกับความเซ็กซี่ ไอเท็มสำคัญที่คนทั่วโลกตีตราให้เป็นไอเท็มสะท้อนกลิ่นอายความเนิร์ดที่สุดคือแว่นตากรอบพลาสติกเลนส์หนาเตอะ ไอเท็มชิ้นนี้เป็นแว่นที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงยุคมิลลิเนียล ก่อนหน้านี้จะเป็นกรอบโลหะประเภทต่างๆ (และยังคงนิยมกันอยู่ในปัจจุบัน) แต่แว่นพลาสติกกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของนิยามบุคคลผู้ใฝ่เรียนหรือบ้าคลั่งอะไรอย่างมากหรือสามารถใช้คำว่า “Geek” ได้ในบริบทเดียวใกล้เคียงกัน ดังนั้นไอเท็มชิ้นแรกที่ขาดไม่ได้หากจะสร้างสรรค์ลุคผสมผสานกลิ่นอายความเหนียมอายเป็นหนอนหนังสือเข้ากับลุคสาวเร่าร้อน แว่นตาดังชิ้นนี้ถือว่าคีย์ไอเท็มที่ขาดไม่ได้

     Bella Hadid คือนางแบบสาวระดับโลกผู้หยิบเอาแว่นตาสไตล์ดังกล่าวมาสร้างสรรค์ลุคใหม่ให้ดูน่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งยังใช้จุดเด่นตรงนี้พาเราย้อนยุคกลับไป 2 ทศวรรษ และถ้าหากพูดถึงความเซ็กซี่ก็ต้องนึกถึงบิกินี่สีสดแสนเร่าร้อน นางแบบสาวคนดังเลือกบิกินีทูพีซสีแดงเข้ากับสีแว่นตาอ่านหนังสือ เสริมมิติให้ลุคด้วยแอ็กเซสเซอรี่ทองที่ขับความโดดเด่นของสีแดงให้พุ่งทะลุออกมาอีกระดับ พอเห็นตัวอย่างแบบนี้ทุกคนก็สามารถออกแบบลุคที่ผสมผสานแฟชั่นที่เคยถูกนิยามว่าเนิร์ดเข้ากับแนวการแต่งตัวฉบับสาวเซ็กซี่รับลมร้อนได้อย่างสมดุลพอดิบพอดี

ภาพ: Coveteur

Geek chic

     อีกหนึ่งภาพจำของสาวเนิร์ดหรือกีกคือการจมปลักอยู่ในห้องสมุด ชุดความคิดเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำไปทั่วโลกมาเป็นเวลานาน ใครที่มุ่งมั่นอยู่กับหนังสือมักจะเป็นคนใฝ่เรียน หรือถ้าหมกหมุ่นกับเกม การ์ตูน แอนิเมะ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่สังคมตีกรอบให้คุณค่าเป็นเรื่องเหมาะสำหรับคนบางกลุ่มก็จะถูกมองว่าไม่สามารถเป็นสาวสวยสะพรั่งได้ หากยังไม่เห็นภาพลองนึกถึงภาพยนตร์แนว Chic Flick ยุคมิลลิเนียลที่เต็มไปด้วยตัวละคร 2 แนวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็นสาวสวยแซ่บพร้อมสู้ทุกสถานการณ์ กับอีกฝั่งมักเป็นสาวน้อยที่มุ่งเน้นการเก็บตัว ไม่สู้คน เฉิ่มเบ๊อะอยู่ตลอดเวลา แต่ชีวิตจริงมันคนทั่วไปไม่ได้ถูกจำกัดความอยู่แค่การมองโลกออกเป็น 2 ฝั่งแบบนี้

     เซนส์ด้านแฟชั่นสะท้อนความชื่นชอบ แต่ความชื่นชอบบางอย่างไม่จำเป็นต้องสอดคล้องไปตามที่คนส่วนใหญ่ในสังคมตีกรอบขึ้น สาวเนิร์ดอ่านหนังสือก็มีมุมแฟชั่นได้เช่นกัน ชุดบางชุดไม่ได้เป็นชุดที่มีดีไซน์ล้ำหน้าจนตามไม่ทัน แต่เป็นชุดสุดเรียบง่ายที่ออกแบบมาอย่างดีมากกว่า ในความคิดของคนบางคนการแมตช์กระโปรงความยาวระดับเข่าเข้ากับแจ๊กเก็ตทรงตรงอาจเป็นลุคที่ดูเรียบเฉยธรรมดา แต่หากเลือกสรรอย่างดีไม่ว่าจะเรื่องสีหรือการสไตลิ่งเติมแต่งด้วยเครื่องประดับชิ้นเล็ก ปิดท้ายด้วยเลือกรองเท้าให้เหมาะกับลุค เท่านี้ก็จะได้ลุคสาวเนิร์ดในห้องสมุดที่มีสไตล์ได้เหมือนกัน แน่นอนว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพแคมเปญโฆษณาที่จำลองสถานการณ์เหล่านี้ผ่านช่างภาพแฟชั่นและนางแบบมืออาชีพจะดูเปรี้ยวซ่ากว่าความเป็นจริง ทว่าในการใช้ชีวิตพร้อมกับการสร้างสรรค์สไตล์ก็ไม่จำเป็นต้องจัดจ้านขนาดนั้น เพียงแค่รู้จักเบสิกพื้นฐาน สาวเนิร์ดก็สามารถแต่งกายอย่างที่ตัวเองชอบได้ อีกทั้งยังดูดีอีกด้วย หรือถ้าไม่ต้องการแบบนี้จะแต่งอย่างไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องแคร์เส้นแบ่งจากสังคมที่มันช่างเป็นนามธรรมเสียเหลือเกิน

ภาพ: @goodmorninggoodnightnyc

She’s not sl*t!

     ค่านิยมที่เป็นผลผลิตมาจากการผลิตซ้ำผ่านสื่อบันเทิงสร้างบรรทัดฐานในการด่วนตัดสินผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าถามว่าแฟชั่นอันเฉิ่มเชยกับความจัดจ้านด้านสไตล์ถูกแบ่งและตีกรอบชัดเจนตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ย้อนกลับไปถึงช่วงปลายยุค ‘90s ถึงยุคมิลลิเนียลที่ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ ซีรีส์ และอื่นๆ อีกมากมายนำเสนอการแบ่งขั้วรูปแบบดังกล่าวไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นใครที่กระโดดออกจากกรอบทั้ง 2 ข้างจะกลายเป็นตัวประหลาดของสังคมหรือในเชิงสังคมวิทยาเรียกว่าเป็น “เอเลี่ยน” และเอเลี่ยนกลุ่มดังกล่าวก็มีส่วนหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นเด็กเนิร์ดกลับทำตัวเปรี้ยวซ่า จนเกิดเป็นวลีเด็ด “หรือว่าพวกเธอเป็นอีตัวแบบหลบซ่อน”

     แม้เรื่องนี้จะเกิดขึ้นแบบหนักข้อที่สุดเพียงในโลกของสิ่งบันเทิง แต่ความจริงรูปแบบการตีค่าของคนยังคงผูกติดกับอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย การเผยเนื้อหนังในหลายสังคมยังเป็นเรื่องผิดแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีภาพจำเป็นสาวเนิร์ดขลุกตัวอ่านหนังสือ หลายครั้งเราจะได้ยินเรื่องกอสซิปว่า “คนใสๆ” ตามที่คนเขาเรียกกันสลัดลุคออกมาแต่งตัวหรือเพิ่มความร้อนแรงให้ตัวเองด้วยแฟชั่น หรือการกล้าจะแต่งตัวเผยเรือนร่างเช่นชุดว่ายน้ำเป็นต้น พวกเธอกลับถูกนินทาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากบุคคลภายนอกอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่การแต่งตัวสะท้อนจิตวิญญาณส่วนตัวที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับความดีหรือไม่ดีแต่อย่างใด

ภาพ: @thelinenyc

Be yourself

     สุดท้ายไม่ว่ารูปแบบแฟชั่นหรือกระแสสังคมจะผันเปลี่ยนไปตามทิศทางลมแค่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็นตัวเราเอง โลกยุคใหม่ต้องลดการด่วนตัดสินผู้อื่นได้แล้ว คำจำกัดความของเนิร์ดหรือเสื้อผ้าของเด็กเนิร์ดนั้นไม่ควรมีอีกต่อไป หากใครเป็นผู้ชอบขลุกตัวอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ เป็นพวกต้องการความสันโดษ หรือจะเป็นแม้แต่ผู้ไม่มีความไม่มั่นใจในตัวเอง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล การแสดงออกของใครก็แล้วแต่ถ้าไม่ได้ทำให้เกิดภัยอันตรายต่อผู้อื่นก็ไม่ควรมีใครถือค้อนความยุติธรมและชีหน้าว่าใครถูกใครผิด ในเรื่องนี้ความเนิร์ดถูกนิยามสะท้อนประมาณว่ามันช่างเฉิ่มเชยเลียนล้อไปแฟชั่นได้ยาก แต่ในเมื่อแฟชั่นยุคใหม่(ในความจริงคือทุกยุค)คือการแสดงตัวตนของทุกคนอย่างแท้จริง การจะสวมเสื้อยืด กางเกงขา 5 ส่วน รองเท้าเบสิกสักคู่ มาพร้อมแว่นตาหนาเตอะก็ไม่ใช่เรื่องผิด ในอีกแง่หนึ่งถ้าเริ่มรู้สึกอยากเปลี่ยนตัวให้สนุกกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นก็ไม่ควรถูกยัดเยียดความผิดแปลกให้ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าหากย้อนมองกลับเราจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนที่ติดกับดักคำที่คอยตีกรอบเหล่านี้ไม่สามารถอยู่ได้อย่างไร้ซึ่งการตีค่าจากสังคม มีลุคเนิร์ดก็ผิด อยากสลัดภาพลุคเนิร์ดก็ยังผิดอีก เรื่องเหล่านี้ทุกคนควรจะช่วยกันกำจัดให้หายตายไปจากสารบบได้แล้ว