FASHION

พระเจ้าโลกแฟชั่น! เจาะลึกชีวิตดีไซเนอร์อัจฉริยะ Alexander McQueen ผู้เลือกจบชีวิตด้วยการแขวนคอ

ถ้าผมเป็นพระเจ้านะ ผมจะหยุดแฟชั่นทั้งหมดบนโลกนี้สัก 5 ปี แล้วเซตทุกอย่างกลับไปที่จุดเริ่มต้น

โว้กเจาะลึกให้สัมผัสอีกแง่มุมฟุ้งฝันมหัศจรรย์และพลังซึ่งปลุกเราให้ตื่น ทั้งหมดทั้งปวงจากชายผู้สละลมหายใจเพื่อแฟชั่นนาม Alexander McQueen

 

คำอธิบายภาพ: ภาพสมมติจุดจบของ Joan of Arc บนรันเวย์ปี 1998

 

เป็นที่จดจำตั้งแต่นำสภาวะดำดิ่งในจิตใจของฆาตกรต่อเนื่องที่ไล่สังหารโสเภณี 5 รายในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1888 มาทำคอลเล็กชั่น Jack the Ripper Stalks His Victims ผลงานจบการศึกษาแฟชั่นดีไซน์จากรั้ววิทยาลัยแฟชั่น Central Saint Martins ในปี 1992 จนถึง Angels and Demons คอลเล็กชั่นที่ทำไม่เสร็จในฤดูหนาว 2010 ของ “ลี” ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ชื่อในวงการว่า อเล็กซานเดอร์ แม็กควีน “มีแต่ฉันที่เรียกเขาว่าอเล็กซานเดอร์ เขาทำให้ฉันนึกถึง Alexander the Great” Isabella Blow อดีตบรรณาธิการโว้กและเพื่อนรักผู้วายชนม์ของเขาเคยกล่าวไว้ แต่เจ้าของชื่อกลับให้เหตุผลถ่อมตนกว่านั้นว่า “กลัวประกันสังคมจับได้ว่ามีงานทำ”

 

คำอธิบายภาพ: คอลเล็กชั่นจบการศึกษาของดีไซเนอร์จากวิทยาลัยแฟชั่น Central Saint Martins

 

ลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 6 คนของครอบครัวคนขับแท็กซี่และครูผู้สมถะ คุณคิดว่าห่างไกลแค่ไหนกับการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยคำของแม่ Joyce McQueen ซึ่งบอกให้ลูกชายไปฝึกงานที่ห้องเสื้อสูทซาวิลโรว์ Anderson & Sheppard ทำให้เด็กหนุ่มจากชนชั้นแรงงานได้ตัดฉลองพระองค์ถวายรัชทายาทแห่งอังกฤษ จากนั้นไปซึมซับแฟชั่นอาว็อง-การ์ดกับ Koji Tatsuno และเบิกเนตรกับแฟชั่นวิจิตรของ Romeo Gigli ที่มิลาน ก่อนที่พื้นฐานช่างเทเลอร์กับวิสัยทัศน์ของดีไซเนอร์จะถูกเขย่าและขัดเกลาในรั้ววิทยาลัยแฟชั่นชั้นนำของโลก ซึ่งเสนอที่นั่งในชั้นเรียนปริญญาโทให้ยอดฝีมือวุฒิมัธยมรายนี้

 

 

คำอธิบายภาพ: ลี อเล็กซานเดอร์ แม็กควีน คือดีไซเนอร์ที่ลงมือทำงานเองเกือบทุกขั้นตอน

 

รุ่นเดียวกับเขาที่พรสวรรค์และฝีมือไม่ย่อหย่อนไปกว่ากันก็มี Hussein Chalayan และ Antonio Berardi แต่สิ่งที่ดาวรุ่งดวงไหนๆ ก็ไม่มีคือรัศมีซูเปอร์สตาร์ในระดับเดียวกับ John Galliano รุ่นพี่จากคลาสปี 1984 ซึ่งลีได้รับช่วงต่อเป็นดีไซเนอร์ให้ Givenchy ในปี 1997 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า 2 คนนี้คือดีไซเนอร์อังกฤษ 2 คนแรกที่ได้ครองอาเตลิเยร์โอตกูตูร์ในปารีส

 

คำอธิบายภาพ: เดรสหอยนางรมจากปี 2003 ยืมเทคนิคความบางเบามาจากช่วงปีที่เขาทำงานให้ Givenchy

 

“ตั้งแต่ลีไปจีวองชี่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ความสนใจพุ่งตรงมาที่ตัวเขา พวกเราออกไปเดินถนนกันเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้วเพราะมีแต่ช่างภาพคอยตาม” Simon Costin เพื่อนสนิทและผู้ออกแบบเซตติ้งคนแรกในโชว์ของลีเล่า ทุกคนกระหายอยากเสพความดิบในตัวเขา ซึ่งแปรผันเป็นวัตถุดิบรสจัดจ้านให้สื่อหยิบไปปรุงสถานะใหม่ สร้างดีไซเนอร์ให้เป็นเซเลบริตี้ ทั้งชีวิตที่ก้าวกระโดดจากอีสต์เอนด์สู่โอตกูตูร์ของซินเดอเรลล่าลี เป็นที่มาของฉายา “Cabbie couture” ทั้งการเสกสรรแฟชั่นโชว์กึ่งศิลปะการแสดงสุดดราม่า ซึ่งภาพ Shalom Harlow โดนแขนยนต์พ่นสีใส่จนได้ชุดเปรอะอย่างมีศิลปะใน No. 13 คอลเล็กชั่นฤดูร้อน 1998 ติดอันดับท็อป 5 แฟชั่นโมเมนต์ตลอดกาล ไหนจะนิสัยพูดจาไม่มีก้นกรอง เช่น คอลเล็กชั่นอื้อฉาว Highland Rape ประจำฤดูหนาว 1995 ซึ่งโดนครหาว่าล้ำเส้นความท้าทายไปเป็นความสามานย์ ลีซึ่งสืบเชื้อสายสกอตจากฝั่งบิดาตอบโต้นักวิจารณ์แฟชั่นอย่างเผ็ดร้อนว่ามิได้ทำให้ภาพหญิงถูกย่ำยีกลายเป็นแฟชั่นแกลม แต่เขาใช้คำว่า Rape ในความหมายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเป็นการต่อต้าน Vivienne Westwood ที่ “เอาลายทาร์ทันมาทำเสียหวานแหววโรแมนติก ทั้งๆ ที่สกอตแลนด์ในศตวรรษที่ 18 ไม่มีผู้หญิงใส่ชุดผ้าชีฟองมาวิ่งเล่นในทุ่งหญ้ากันหรอกนะ” (ซึ่งครานั้นคุณหญิงวิเวียนตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่า “Zero talent”)

 

 

คำอธิบายภาพ: เครื่องศีรษะซึ่งสร้างสรรค์จากขนนกเขียนสีด้วยมือโดย Philip Treacy ในโชว์ Alexander McQueen

 

ต่อมาภาพนางแบบผิวดำใส่โครงเหล็กยึดแขนขาเดินทุลักทุเลใน Bellmer la Poupée ในคอลเล็กชั่นฤดูร้อน 1997 ก็ทำให้เขาโดนสังคมไต่สวนว่ายัดเยียดสภาพทาสให้ผู้หญิงผิวสี-อีกครั้งแล้วหรือ “มันคือการตีความตุ๊กตาที่โดนแยกชิ้นส่วนแล้วประกอบใหม่จากผลงานของศิลปินเยอรมัน Hans Bellmer ที่ต่อต้านทฤษฎีนาซีเรื่องการปรับปรุงพันธุกรรมให้ได้ความงามสมบูรณ์แบบของชาวอารยันต่างหาก” และในฤดูร้อน 2010 คอลเล็กชั่น Plato’s Atlantis ลำดับสุดท้ายที่ลีออกมาโค้งคำนับผู้ชม เขาจัดกรีธาทัพสิ่งมีชีวิตใต้สมุทรมาสวนสนามบนรองเท้าบู๊ตสูง 1 ฟุตคลอไปกับเพลง Bad Romance ของ Lady Gaga ในโชว์ Livestream ยุคแรกเริ่มของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ลีตอบสื่อซึ่งถามว่าแรงบันดาลใจนี้ได้แต่ใดมาว่า “จากวิกิพีเดีย!”

 

คำอธิบายภาพ: Björk สวมผลงานของ Alexander McQueen เพื่ออุทิศบทเพลงสั่งลาในงานศพของเขา

 

ลีเสี้ยมสอนให้เราเปลี่ยนการรับรู้ใหม่ว่าแฟชั่นคือวิสัยทัศน์ หาใช่เพียงเสื้อผ้าที่เป็นปัจจัย 4 จนกระทั่งคนที่ไม่อินังขังขอบกับแฟชั่นและคนที่แคร์มันมากยืนอยู่ฝั่งเดียวกันได้ด้วยความประทับใจต่อแง่งามอันแตกต่างที่เขาเนรมิตขึ้น ยืนยันได้ด้วยจำนวนผู้เข้าชมนิทรรศการ Savage Beauty ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Metropolitan ในนิวยอร์ก ซึ่งต่อแถวเข้าสดุดีคลังผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขามากถึง 661,509 คนในปี 2011 และอีก 493,043 คนในนิทรรศการเดียวกันที่พิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert ที่ลอนดอนเมื่อปี 2015 “ผมจะพาคุณไปสู่การเดินทางที่คุณไม่เคยนึกฝันว่าจะเป็นไปได้จริง” ลีประกาศปรัชญาในการทำโชว์ของตัวเอง

 

 

คำอธิบายภาพ: สัตว์ปีกมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่องในผลงานของดีไซเนอร์รายนี้

 

เขาสร้างชีวิตและแฟชั่นขึ้นมาจากการปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นบรรทัดฐาน มาตรฐาน กฎเกณฑ์ ขนบ ข้อบังคับ ฯลฯ แม้แต่การปฏิเสธที่จะเจริญรอยตามวิถีชนชั้นแรงงานของครอบครัว และตระหนักว่าความเป็นเกย์อาจเป็นตะปูตอกฝาโลงให้ติดตรึงอยู่กับสถานะคนนอกและคนใต้ถุนสังคมตลอดไป “เพราะไม่อยากเป็นช่างประปาน่ะสิ!” เขาให้เหตุผลในปี 2002 เมื่อนิตยสาร GQ ถามว่าทำไมดีไซเนอร์เกย์จึงทำแฟชั่นเก่งกันนัก และนักเรียนที่ครูเขียนในสมุดพกว่าหน่ายจะเรียนรายนี้ก็ทำแฟชั่นขึ้นด้วยคลังความรู้มหาศาล เขาไล่เล็มอ่านตั้งแต่ 120 Days of Sodom ผลงานปี 1785 ของ Marquis de Sade เรื่อยไปจนถึง Harry Potter and the Philosopher’s Stone ซึ่งจุดไอเดียรันเวย์หมากรุกที่ใช้นางแบบเป็นตัวเดินหมากในคอลเล็กชั่นฤดูร้อน 2005 ชื่อ It’s Only a Game และยิ่งเมื่อเจอหนังสือโบราณ Tailor's Pattern Book ของ Juan de Alcega จากปี 1589 (ซึ่งคล้ายกับได้เจอบ่อน้ำที่เขาใช้ดื่มกินตลอดอาชีพ) เสื้อผ้าจากอเล็กซานเดอร์ แม็กควีนก็ยิ่งมีเค้าโครงจากแพตเทิร์นในยุคดังกล่าวเกือบทั้งสิ้น

 

 คำอธิบายภาพ: นาทีประวัติศาสตร์ของโลกแฟชั่น เมื่อแขนยนต์พ่นสีใส่นางแบบสาว Shalom Harlow

 

“คุณต้องเข้าใจกฎเสียก่อนจะแหกมัน” ประโยคเฝือๆ นี้คือรากฐานความเป็นอเล็กซานเดอร์ แม็กควีนในสมัยวัยรุ่นที่ยังไม่รู้จักตัวเอง ลีสู้ทนทำงานแบบ “ถูกเห็นแต่ไม่ถูกได้ยิน” อยู่ในห้องตัดเย็บเล็กๆ หลังห้างสูทซาวิลโรว์ ก่อนที่ในเวลาต่อมาได้ใช้ฝีมือเชิงช่างรื้อถอนโครงสร้างของงานเทเลอร์จนสร้างสิ่งใหม่ที่เป็นลายเซ็นเฉพาะตนได้ในที่สุด แม้งานของเขาจะได้รับอิทธิพลจาก Charles Frederick Worth ในจริตความชอบขยายซิลูเอตใหญ่เกินจริง เช่น เดรสสะโพกฟักทองเสริมไหล่สูงเท่าคางใน Sarabande คอลเล็กชั่นฤดูร้อน 2007 หรือการพลิกแพลงเทคนิคดั้งเดิมให้เป็นของตัวเองแบบมาสเตอร์ Cristóbal Balenciaga ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลงานชิ้นเอกในปี 1993 ลีช็อกโลกและทำให้พ่อลุกออกไปจากโชว์ของลูกชายหลังจากแนะนำ “Bumster” กางเกงเทเลอร์ขอบเอวต่ำเตี้ยเสียจนเผยร่องก้นซึ่งลีชมชอบว่าเป็นส่วนเร้าราคะที่สุดของร่างกายมนุษย์ ทว่า Andrew Bolton ภัณฑารักษ์นิทรรศการ Savage Beauty ที่เดอะเมตกล่าวว่า “แฟชั่นของแม็กควีนก็เหมือนวิสัยทัศน์ของเขา คือเป็นของเขาเองอย่างที่ใครก็ทำซ้ำไม่ได้”

 

 

คำอธิบายภาพ:  John Galliano, Alexander McQueen และ Annabelle Rothschild ยามตะลุยปาร์ตี้ในปี 2000

 

ในช่วงเวลาที่ความงามได้รับการบัญญัติด้วยคำว่า “โรแมนติก” แบบจอห์น กัลลิอาโน่ “ยั่วสวาท” แบบ Versace หรือ “โก้หร่าน” อย่าง Armani แต่ลีไม่เคยมองว่าผู้หญิงควรจะเป็นแบบนั้น “ผมรักผู้หญิง...ผมอยากทำให้พวกเธอดูแกร่งและเข้มแข็ง” สเปกสาวในดวงใจน่ะหรือ เขาตอบอย่างชายผู้ตกหลุมรักว่า “Marie Antoinette หรือ Joan of Arc ผู้หญิงพังภินท์แต่เป็นไอคอน” ในคอลเล็กชั่น No. 13 เขารัก Aimee Mullins นักกีฬาพาราลิมปิก แม้เธอไม่มีขาและได้หล่อขาเทียมงามหรูคู่ใหม่ให้แด่เธอผู้เดียว เขาใส่เกราะนักรบให้เธอใน Joan คอลเล็กชั่นฤดูหนาว 1998 และเกร่เก็บเปลือกหอยจากชายหาดในนอร์ฟอล์กมาทำชุดกระโปรงหอยตลับแสนสวยที่ Erin O’Connor ดึงทึ้งร่วงกราวใน Voss คอลเล็กชั่นที่มีฉากหลังเป็นโรงพยาบาลบ้าในฤดูร้อน 2001

 

 

คำอธิบายภาพ: โชว์ฤดูใบไม้ผลิ 2001 จำลองโรงพยาบาลบ้ามาให้ผู้ชมศึกษาชิ้นงาน

 

ด้วยว่าเป็นชาวราศีมีนที่ชอบนกเหยี่ยว เราจึงพบเห็นสัตว์น้ำและสัตว์ปีกได้ทั่วไปในคอลเล็กชั่นของลี Simon Ungless เพื่อนสนิทเล่าความหลังสมัยลียังเป็นดีไซเนอร์จนๆ ว่าเขาจะกลับบ้านที่ชนบท จับไก่ฟ้ามากินแล้วเก็บขนไว้ให้ลีทำคอลเล็กชั่น แต่เมื่อได้ทำสิ่งที่รักนานวันเข้า ลีมักบ่นออกสื่อว่า “รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในตู้กระจก” หรือ “เงินซื้อได้แต่ความสบาย” และบอกกับ Charlie Rose พิธีกรทอล์กโชว์ชื่อดังในอเมริกาสมัยเข้ากรงทองของจีวองชี่ใหม่ๆ ว่า “ถ้าย้อนเวลาได้จะไม่ทำแบบนี้เลย”

 

 

คำอธิบายภาพ: ช่องลมกับเสื้อคลุมสไตล์กิโมโนในฟินาเล่คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2003

 

Dr.Stephen Pereira จิตแพทย์ประจำตัวลีกล่าวว่า 3 คอลเล็กชั่นสุดท้ายคือการส่งสัญญาณความหดหู่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ลีวิพากษ์ความละโมบของมนุษย์ใน The Horn of Plenty คอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2009 ซึ่งระบบทุนนิยมทำให้ตัวเขาต้องทำ 14 คอลเล็กชั่นต่อปี จนอยากหนีไปอยู่โลกใต้น้ำที่สาบสูญใน Plato’s Atlantis คอลเล็กชั่นฤดูร้อน 2010 และเขาแสดงความคร้านจะต่อสู้กับความดีชั่วในใจตนเต็มทีใน Angels and Demons คอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2010 ช่วงนี้เองคือฟางเส้นสุดท้ายที่เขาหมดความอดทน ลีเคยบอกว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุดในชีวิตคือ “ผมกลัวตายก่อนแม่” ฉะนั้นในวันที่ Joyce McQueen ผู้เคยเป็นกำแพงหินผาให้เขามาตลอดชีวิตได้ลาจากโลกไป ลีซึ่งปกติไม่ใช่คนช่างเขียน ได้เขียนจดหมายน้อยทิ้งไว้ก่อนวันทำพิธีศพของมารดาว่า “ฝากดูแลหมาของผมด้วย...”

 

 

คำอธิบายภาพ: Angels and Demons คือ คอลเล็กชั่นสุดท้ายที่หยุดชะงักกลางคันหลังจากดีไซเนอร์เสียชีวิตกะทันหัน

 

จากเด็กชายที่วาดรูปซินเดอเรลล่าบนผนังบ้านตั้งแต่ 3 ขวบ เป็นข่าวพาดหัวในฐานะดีไซเนอร์ดาวรุ่งของอังกฤษตอนอายุ 24 ปี ใครต่อใครก็อยากเป็นเพื่อนด้วยเมื่อขึ้นนั่งบัลลังก์โอตกูตูร์ที่จีวองชี่ในวัยเพียง 27 ปี และสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 ทรงประดับเข็มเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นนายพลให้ตอนอายุ 34 ปี ชีวิตที่ขึ้นสูงลิ่วภายในระยะเวลาอันสั้นกับความข้นหม่นของแฟชั่นที่เจ้าตัวพูดเสมอว่า “เป็นอัตชีวประวัติของผม” ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง เราต่างรู้ตอนจบของเรื่องกันดีอยู่แล้ว แม้น่าตกตะลึงแต่ไม่ผิดคาดเมื่อรับรู้ข่าวในเช้าวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2010 ว่าลี อเล็กซานเดอร์ แม็กควีนเขียนฉากจบให้ตัวเองในวัย 40 ปี

 

 

คำอธิบายภาพ: ความสัมพันธ์แม่-ลูกอันแน่นแฟ้นส่งผลต่อการตัดสินใจฆ่าตัวตายของดีไซเนอร์

 

“ผมว่าผมทำแฟชั่นต่อไปไม่ได้แล้วแหละ” ลีบ่นกับ Nick Knight ช่างภาพคู่บุญในฟุตเทจที่สตูดิโอของนิกบันทึกการคุยกันเล่นๆ ไว้ในปี 2000 “ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์สิ แฟชั่นคือเรื่องของวิสัยทัศน์ แต่แฟชั่นยุคนี้ไม่มีแก่นสารอะไรเลย...ถ้าผมเป็นพระเจ้านะ ผมจะหยุดแฟชั่นทั้งหมดบนโลกนี้สัก 5 ปี แล้วเซตทุกอย่างกลับไปที่จุดเริ่มต้น” เราขอปุ่มรีเซตนั้นได้ไหม แต่ไม่ขอบทลงท้ายแบบเดิม

คีย์เวิร์ด: McQueen