FASHION

คุยกับ "Adrian Cheng" กับนิทรรศการแฟชั่นครั้งใหญ่ในเอเชียที่คนทั้งโลกต้องตะลึง

ครั้งแรกของนิทรรศการ “Savoir-Faire: The Mastery of Craft in Fashion” จาก Adrian Cheng และ Carine Roitfeld ที่วงการแฟชั่นต้องจดจำ

       Adrian Cheng

         ปลายปีที่ผ่านมา K11 MUSEA มีการเฉลิมฉลองด้วยการจัดนิทรรศการ “Savoir-Faire: The Mastery of Craft in Fashion” แฟชั่นและศิลปะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเอเชียซึ่งเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างสองผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นอย่าง Adrian Cheng และ Carine Roitfeld เพื่อจัดแสดงผลงานหัตถศิลป์จากหลากหลายแบรนด์ดังและดีไซเนอร์ระดับโลก ซึ่งโว้กประเทศไทยได้โอกาสดีลงนั่งคุยกับ Adrian Cheng ผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการในครั้งนี้

โซน Takes From The Runway

Vogue: เริ่มต้นการทำงานกับ Carine Roitfeld ได้อย่างไร

Adrian: ผมกับ Carine เป็นพาร์ทเนอร์กันและร่วมงานกันได้ดี เพราะเราทั้งคู่มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์เดียวกันเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูแฟชั่นที่ถ่ายทอดผ่านงานหัตถศิลป์ให้กับคนยุคใหม่ สิ่งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันของเรา ผมเริ่มทำงานกับแครีนในปี 2020 เราก่อตั้ง K11 Craft & Foundation ขึ้นมาเพื่อแสดงถึงแฟชั่นยุคเก่าสู่ผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งในด้านของผม ผมต้องการสร้างรากฐานที่ดีของงานหัตถศิลป์ ส่วนในด้านของแครีน เธอมีความรู้ด้านงานฝีมือทั้งหมดสำหรับแฟชั่น ผมเห็นว่ามันคงดีมากถ้าเราทั้งคู่ได้ร่วมงานกันเพื่อสืบสานงานฝีมือส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป และผมก็มั่นใจว่าคนรุ่นใหม่ ๆ จะต้องประทับใจในผลงานเหล่านั้นที่บ่งบอกถึงความสวยงามประณีตและเล่าเรื่องราวถึงประวัติศาสตร์ผ่านชิ้นงานนั้นได้

โซน Action Room

โซน Bridal Couture Wide

V: แนวคิดของนิทรรศการนี้คืออะไร

A: ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เรานำเทคนิคแฟชั่นต่าง ๆ ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกมาประยุกต์พร้อมกับจัดแสดงร่วมกัน คอนเซ็ปต์ของงานนี้คือความสำคัญของการแสดงงานฝีมือหรือหัตถศิลป์ สำหรับการจัดแสดงของเราในครั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่างานฝีมือเหล่านี้จะไม่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ผลงานจะได้รับการเห็นคุณค่าและสามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้ครับ

โซน Extreme Craft

โซน Atelier Tailleur

V: ไฮไลท์ของนิทรรศการนี้ที่ผู้ชมต้องจับตามอง

A: ผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากในมุมมองของแฟชั่นในเอเชีย ซึ่งแครีนเองก็ทำได้ดีมากในการเลือกสรรผลงานจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Balenciaga, Chanel หรือ Dior สิ่งที่พิเศษที่สุดในนิทรรศการนี้คือผลงานที่แตกต่างแต่กลับเชื่อมโยงถึงกันในงานฝีมือที่ละเมียดและซับซ้อน เช่น ผลงานจากเหล่าดีไซเนอร์ อาทิ Tom Van Der Borght หรือ Richard Quin ผมคิดว่านั่นเป็นอะไรที่พิเศษอย่างมาก และมันยิ่งพิเศษเมื่อถูกจัดแสดงไว้ใกล้กัน นอกจากนี้ K11 Craft & Guild foundation ยังได้จัดแสดงงานฝีมือทั้งสิบสองชิ้นที่หายากซึ่งส่วนมากได้เลือนหายในช่วงราชวงศ์ฉิงและหมิงไปแล้ว ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ผลงานเหล่านี้จะถูกจัดแสดงร่วมกันกับผลงานแฟชั่นที่ได้ถูกคัดเลือกมาด้วยเช่นกันครับ

 Dior Bag จากโซน Auction Room

Baibaoqian Box จากโซน Artefact

โซน Modern Reinvention

V: อะไรคือเป้าหมายความสำเร็จของนิทรรศการนี้

A: ผมหวังว่านิทรรศการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและการผสมผสานระหว่างงานฝีมือของศิลปะจีนและตะวันตก ซึ่งอาจทำให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชมศิลปะผ่านชิ้นงานที่สามารถเล่าเรื่องราวและบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ของช่างฝีมือได้ นิทรรศการนี้จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีที่จะสร้างแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจในการสืบสานวัฒนธรรมของงานหัตถศิลป์ให้คนรุ่นต่อไปให้คุณค่าและชื่นชมของงานฝีมือเหล่านี้ ผมต้องการให้นิทรรศการนี้ฟื้นฟูภูมิทัศน์วัฒนธรรมโดยรวมของฮ่องกง รวมถึงในแง่มุมของความสำคัญทางด้านวัฒนธรรม ดังนั้นนิทรรศการนี้จะไม่ใช่แค่งานปาร์ตี้ หรืองานเลี้ยงกาล่า แต่เป็นการแสดงถึงความสำคัญในแง่มุมทางวัฒนธรรมอีกด้วย

โซน Auction Room

โซน Extreme Craft

V: ทำไมถึงคิดว่าการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์หรืองานฝีมือถึงสำคัญในวงการแฟชั่น

A: สิ่งที่ผมต้องการคือทำให้งานฝีมือและงานหัตถศิลป์ยังคงอยู่และยั่งยืนอยู่ได้ในยุคดิจิทัล เพราะการที่เราสามารถทำให้งานฝีมือนั้นมีเอกลักษณ์ในตัวมันเองถือเป็นสิ่งที่ดีในวงการแฟชั่น ยกตัวอย่างเช่น ในงานแฟชั่นโชว์ครั้งล่าสุดของชาเนล จะเห็นได้ว่างานฝีมือล้วนรังสรรค์ขึ้นอย่างสวยงามละเมียดละไม การจัดโชว์ในรูปแบบของรองเท้า Hatch shoes และผ้าทวีตใน K11 Craft & Guild Foundation เราค้นพบความเป็นไปได้ที่จะอนุรักษ์เทคนิคเย็บปักถักร้อยร่วมกับแบรนด์แฟชั่นบางแบรนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการเย็บปักที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นศิลปะในรูปแบบที่เป็นตัวแทนของงานปักเย็บของวัฒนธรรมจีน ดังนั้นเป้าหมายของเราในฐานะ K11 Craft & Guild Foundation คือการเสนองานฝีมือเหล่านี้สู่ยุคต่อไป วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวจะไม่ได้เพียงแค่รักษาไว้เท่านั้น แต่เราจะพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อรักษางานหัตถศิลป์นี้ให้คงอยู่ในวงการแฟชั่นต่อไปได้ครับ