FASHION

ร่วมชมกระเป๋าชิ้นประวัติศาสตร์ พร้อมสัมผัสเสน่ห์แห่งแฟชั่นเหนือกาลเวลาของแบรนด์ 'GUCCI'

กุชชี่ขนขบวนไอเท็มแฟชั่นที่หาชมได้ยาก ส่งตรงจากเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี มาให้สาวกกุชชี่ชาวไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดกับนิทรรศการ ‘Installation of Archive Pieces’

หลังจากงานเปิดตัวกุชชี่แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ล่าสุดที่ ดิ เอ็มโพเรียม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา นอกจากจะพบกับบรรยากาศที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเองตามแบบฉบับของกุชชี่เเล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือโซน ‘Installation of Archive Pieces’ ที่ทางแบรนด์ได้นำไอเท็มแฟชั่นชิ้นประวัติศาสตร์ออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี มาจัดแสดงให้เหล่าสาวกกุชชี่ชาวไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับการเปิดตัวกุชชี่แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่นี้

เริ่มต้นด้วยความประทับใจจากการก้าวเดินบนแคตวอล์กขนาดย่อมที่ตกแต่งด้วยซุ้มโค้งประดับไฟซึ่งกำลังส่องนำทางทุกคนเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยาก ท่ามกลางลวดลายพรรณไม้ผลิบานตามฉบับกุชชี่ตัดกับพื้นสีทึบ ร่วมกับการตกแต่งทางเดินและแท่นจัดแสดงที่ช่วยให้ผู้เยี่ยมชมได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศกันอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าในส่วนพื้นที่จัดแสดงจะไม่ได้ใหญ่มากนักแต่นั่นไม่อาจลดทอนความสง่างามของไอเท็มชิ้นคีย์พีซที่ตั้งโชว์ได้เลยแม้แต่น้อย

ภายในพื้นที่จัดแสดงสิ่งแรกที่โดดเด่นสะดุดตาคงต้องพูดถึงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างรุ่น ‘Gucci Rinascimento Print Hemp and Brown Pigskin Luggage Set’ กระเป๋าเดินทางที่ทำมาจากหนังหมูพร้อมลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเเบบเรเนซองส์ วางคู่กับกระเป๋าเครื่องสำอาง ‘Gucci Leonardo Print Hemp and Brown Pigskin Beauty Case’ (ด้านซ้าย) กระเป๋าเครื่องสำอางที่ทำมาจากหนังหมู ผลิตในช่วงปีเดียวกันคือตั้งแต่ท้ายปีทศวรรษ 1950 – ช่วงต้นปีทศวรรษ 1960 และ ‘Beige Ebony 'GG' Canvas, Brown Pigskin and Green-Red-Green Web Beauty Case’ (ด้านขวา) กระเป๋าที่ผลิตจากหนังสัตว์ชนิดเดียวกันพิมพ์ลายโมโนแกรม ‘GG’ มาพร้อมกับเอกลักษณ์แห่งแบรนด์อย่างแถบสี ‘เขียว-แดง-เขียว’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกีฬาแข่งม้า จนกลายมาเป็นไอคอนิกของกุชชี่ในปัจจุบัน

นอกจากกระเป๋าทั้ง 3 ใบที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางพื้นที่จัดแสดงเเล้ว เรายังถูกรายล้อมไปด้วยเหล่ากระเป๋าใบงามที่กุชชี่ยกขบวนมาจากพิพิธภัณฑ์เดียวกัน คอยดึงดูดสายตาให้เหล่าสาวกของแบรนด์ก้าวเข้ามาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า ‘Horsebit 1955 in Natural Canvas and Blue Calfskin’ กระเป๋าผ้าแคนวาสตัดเข้ากับหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้มสุดคลาสสิกมาพร้อมด้วยสัญลักษณ์ ‘Horsebit’ สีทองที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของเกือกม้า ซึ่งกระเป๋าใบนี้ถูกผลิตขึ้นในปี 1955 เป็นกระเป๋าสุดหายากที่ปัจจุบันไม่ได้มีวางจำหน่ายและสามารถเยี่ยมชมได้ที่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น! นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าใบอื่นที่ยังคงความคลาสสิกและวินเทจไว้ รวมถึงกระเป๋าที่ได้รับการนำมาออกแบบใหม่อย่างรุ่น Jackie และ Bamboo โดยอเลสซานโดร มิเคเล่ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งกุชชี่คนปัจจุบัน

กระเป๋ารุ่น 'Jackie 1961 in Brown Suede and Calfskin' ผลิตจากหนังวัวสีน้ำตาลเข้มตัดกับตัวล็อกเหล็กสีทอง

กระเป๋ารุ่น 'Jackie 1961 in Light Brown Horsebit Devorè Velvet and Calfskin' กระเป๋าเนื้อผ้ากำมะหยี่ตัดเย็บเข้ากับหนังลูกวัว ในโทนสีน้ำตาลอ่อน ผลิตช่วงต้นปีทศวรรษ 1970

กระเป๋า 'Jackie 1961 in GG Supreme and Brown Pigskin' ผลิตจากหนังหมูที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น พร้อมลายพิมพ์ 'GG' เอกลักษณ์แห่งกุชชี่ ผลิตในช่วงท้ายปียุค 70s

กระเป๋า 'Jackie 1961 in Brown Calfskin and Green-Red-Green Web Bag' กระเป๋าหนังวัวมาพร้อมเอกลักษณ์อันโดดเด่นของกุชชี่อย่างเเถบสี 'เขียว-แดง-เขียว' ที่ได้เเรงบันดาลใจจากกีฬาเเข่งม้า ผลิตในช่วงปียุค 60s

กระเป๋ารุ่น 'Bamboo Bag in Brown Pigskin' ถูกผลิตขึ้นในช่วงยุค 60s วัสดุหลักทำมาจากหนังหมู ตัดเย็บเข้ากับหูกระเป๋าทำจากไม้ไผ่ธรรมชาติที่หาได้ง่ายเเละราคาไม่สูงมากนัก ถูกนำมาดัดด้วยความร้อนให้เข้ารูป ทำให้เเต่ละชิ้นมีลวดลายที่โดดเด่นไม่ซ้ำกัน เเละตัวล็อกกระเป๋าเเบบหมุนที่ทำจากไม้ไผ่เช่นเดียวกัน

กระเป๋า 'Bamboo Bag in Gucci Baiadera Print Hemp and Brown Brindle Pigskin' กระเป๋าลาย Baiadera 4 สี คือสีเขียว, สีเหลือง, สีแดงและสีขาว ตัดเย็บเข้ากับหนังหมู ที่จับเเละตัวล็อกทำจากไม้ไผ่ตามฉบับของ Bamboo Collection

กระเป๋า 'Bamboo Bag in Brown Raffia and Pigskin' กระเป๋าสีน้ำตาลหญ้าราฟเฟีย ตัดเย็บเข้ากับหนังหมู มาพร้อมที่จับเเละตัวล็อกไม้ไผ่ ผลิตในปีทศวรรษที่ 1960

กระเป๋ารุ่น 'Bamboo Bag in Blue Calfskin' กระเป๋าทำจากหนังวัวในโทนสีน้ำเงินเข้มตัดเย็บเข้ากับที่จับเเละตัวล็อกจากไม้ไผ่ธรรมชาติ

กระเป๋ารุ่น 'Gucci Diana in Light Brown Calfskin' ผลิตจากหนังวัวสีน้ำตาลอ่อนทั้งใบ ประกอบเข้ากับที่จับในสไตล์ Bamboo Collection ผลิตในช่วงต้นปีทศวรรษ 1990 

กระเป๋ารุ่น 'Black Calfskin and Green-Red-Green Web Bag' สร้างจากหนังวัวสีดำ ประดับด้วยเอกลักษณ์แห่งเเบรนด์อย่างเเถบสี เขียว-แดง-เขียว พร้อมด้วยด้ามจับจากไม้ไผ่ เเละตัวล็อกสีทอง ผลิตเมื่อช่วงปียุค 60s

กระเป๋าหนังวัวสีน้ำตาลรุ่น 'Brown Calfskin Bag' มาพร้อมกับที่จับเเละตัวล็อกกระเป๋าทำจากไม้ไผ่ ผลิตในช่วงปียุค 60s

กระเป๋า 'Red Calfskin Bag' กระเป๋าหนังวัวสีแดงสด มาพร้อมกับที่จับเเบบหนังเสริมด้วยรายละเอียดจากไม้ไผ่บริเวณส่วนที่เชื่อมต่อกับตัวกระเป๋า เเละตัวล็อกกระเป๋า ผลิตเมื่อช่วงปียุค 60s

กระเป๋า 'Black Calfskin Bag Tiger Head Clousure in Golden Enameled Metal' กระเป๋าหนังวัวสีดำโดดเด่นด้วยการตัดเย็บเเละบริเวณตัวล็อกกระเป๋าสีทองที่ดีไซน์เป็นรูปหัวเสือ สัญลักษณ์ที่กลายเป็นที่นิยมของเหล่าราชวงศ์เเละกลุ่มชนชั้นสูง ผลิตช่วงต้นปีทศวรรษ 1970

กระเป๋า 'Red Suede Bag Tiger Heads Closure in Silvery Enameled Metal' กระเป๋าผ้ากำมะหยี่ตัดเย็บเข้ากับวัสดุหนัง เเละสายคล้องทำจากหนัง เสริมรายละเอียดด้วยหัวเสือบริเวณตัวล็อกกระเป๋า ผลิตในช่วงต้นปียุค 70s

กระเป๋า 'Dionysus in Emerald Bloom Print Leather Tiger Heads Closure in Silvery Metal' กระเป๋าหนังพิมพ์ลายฟลอร่าตามฉบับของกุชชี่ มาพร้อมสายคล้องเเบบโซ่สีเงิน ประดับด้วยหัวเสือคู่บริเวณตัวล็อกกระเป๋าจากคอลเล็กชั่น Cruise 2016

กระเป๋าดัฟเฟิลรุ่น 'Light Brown Calfskin and Green-Red-Green Web Duffle Bag' กระเป๋าหนังวัวสีน้ำตาลอ่อน ตัดเย็บเข้ากับเเถบคาดสี 'เขียว-แดง-เขียว' เอกลักษณ์แห่งกุชชี่ ผลิตขึ้นในปีทศวรรษ 1970

กระเป๋ารุ่น 'Brown Calfskin Luggage' กระเป๋าลักเกจสีน้ำตาล ทำจากหนังวัว เสริมเสน่ห์ด้วยตัวล็อกดีไซน์เกือกม้าเหล็กสีทอง ผลิตขึ้นมาในปีทศวรรษ 1960

นอกจากบรรดากระเป๋าชิ้นสำคัญแล้ว ยังมีไอเท็มแฟชั่นชิ้นอื่นที่ถูกนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน อย่างรองเท้า ‘Black Calfskin Gucci Loafer’ รองเท้าทรงโลฟเฟอร์หนังวัวสีดำมาพร้อมกับสัญลักษณ์ ‘Horsebit’ แห่งกุชชี่ ผลิตขึ้นในปีทศวรรษ 1970 ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูและคงความเป็นกุชชี่ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ทำให้รองเท้ารุ่นนี้กลายมาเป็นต้นแบบของรองเท้ารุ่นหลังที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ก่อนจะปิดท้ายด้วยหนึ่งผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของแบรนด์กุชชี่อย่างผ้าพันคอไหมเนื้อนุ่มแสนประณีตตกแต่งด้วยลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์ของกุชชี่ ที่คอยอวดโฉมความงามอยู่ในงานอย่าง ‘Silk Scarf with Multicolour "Flora" Print’ ผ้าพันคอผืนแรกของแบรนด์กุชชี่ พร้อมลายพิมพ์ที่ได้ความสามารถของจิตรกรชื่อดังอย่าง ‘Vittorio Accornero’ มาเป็นผู้ร่วมในการออกแบบ โดยผ้าพันคอผืนนี้ Rodolfo Gucci ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นของขวัญสำหรับเจ้าหญิงเกรซ เคลลี่ แห่งโมนาโก ครั้งเมื่อเสด็จเยือนร้าน Via Montenapoleone เมืองกุชชี่ ในปี 1996 เนื่องจากในอดีตไอเท็มของกุชชี่แต่ละชิ้นยังคงความเป็นแฟชั่นแบบมัสคิวลินอยู่ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะสร้างไอเท็มแฟชั่นขึ้นมาใหม่ให้มีสีสันและความสดใสมากขึ้น โดยในผ้าพันคอผืนนี้เต็มไปด้วยความหรูหราจากเหล่าผีเสื้อ แมลง และดอกไม้ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ในขณะนั้น

จนภายหลังความนิยมในผ้าพันคอของกุชชี่เพิ่มสูงขึ้น เกิดเป็นผ้าพันคออีกหนึ่งลวดลายอย่าง ‘Silk Scarf with Multicolour "Safari" Print’ ขึ้นมาในช่วงปีทศวรรษที่ 1980 ผ้าพันคอไหมพิมพ์ลายสัตว์ต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตในผืนป่า โดยความพิเศษที่ต้องกล่าวถึงคือ ‘เสือ’ จากผ้าพันคอผืนนี้ที่ถูกส่งต่อเสน่ห์แห่งงานดีไซน์จากอดีต สู่การสร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชั่น ‘Gucci Tiger: Year of The Tiger’ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเทศกาลตรุษจีนในปี 2022 ซึ่งตรงกับปีเสือนั่นเอง

โดยนิทรรศการ ‘Installation of Archive Pieces’ ของกุชชี่ได้จัดขึ้นในวันที่ 22 – 23 พฤษภาคม 2565 ณ ดิ เอ็มโพเรียม ซึ่งหากใครพลาดก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะโว้กได้รวบรวมทุกชิ้นจากนิทรรศการมาไว้ให้แล้วในบทความนี้! พร้อมทั้งพาแฟนๆ ย้อนกลับไปสัมผัสประสบการณ์ในวันเปิดตัวกุชชี่แฟล็กชิปสโตร์กันได้ที่นี่ ซึ่งหากใครสนใจที่จะเข้าไปเยี่ยมชมและสัมผัสบรรยากาศตามแบบฉบับกุชชี่ขนานแท้ก็สามารถเดินทางไปที่ GUCCI at The Emporium หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @gucciTH  กันได้เลย

คีย์เวิร์ด: #Gucci
more