FASHION

#FreeBritney ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งบนทวิตเตอร์ หลังบริตนีย์แถลงความจริงต่อหน้าศาลครั้งล่าสุด!

คุณเคยรู้ไหมว่า บริตนีย์ถูกบังคับให้ทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2018, ถูกบังคับให้เสพยากล่อมประสาทชนิดรุนแรง, ถูกยึดทรัพย์สิน และไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ไปจนถึงถูกกักขังไม่ให้พบกับลูกของเธอ #FreeBritney

     และแล้ววันที่หลายคนรอคอยก็มาถึง เมื่อล่าสุดศิลปินหญิงชื่อดังอย่าง บริตนีย์ สเปียร์ส ได้มีโอกาสพูดต่อหน้าชั้นศาลลอสแองเจลิสเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ในคดีฟ้องร้องเพิกถอนสิทธิของพ่อของเธอจากการทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ชีวิต โดยคำให้การดังกล่าวมีความยาวทั้งสิ้นเกือบ 30 นาที ซึ่งไฮไลต์สำคัญที่ทำเอาสะเทือนไปทั้งวงการบันเทิง จนเพื่อนศิลปิน และเหล่าแฟนคลับออกมาทวีตผ่านทวิตเตอร์พ่วงแฮชแท็ก #FreeBritney จนพุ่งทะยานสู่อันดับหนึ่งบนโลกทวิตเตอร์นั้น ก็เห็นจะหนีไม่พ้นการเปิดเผยเรื่องราวในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต Britney: Piece of Me ในช่วงปี 2018 ที่ทำให้บริตนีย์รู้สึกว่าตัวเธอเองถูกกดขี่สารพัดจากทั้งพ่อของเธอ และทีมงานในเวลานั้น

     ครั้งนี้บริตนีย์ได้ให้การต่อหน้าชั้นศาลลอสแองเจลิสในประเด็นดังกล่าวไว้ว่า "เธอนั้นถูกบังคับให้ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั้งที่มีสภาพร่างกาย และสภาพจิตใจไม่พร้อมเท่าที่ควร หากว่าเธอไม่ยอมทำตาม เธอก็อาจจะโดนฟ้องได้ โดยมีทีมงานขึ่ว่าเธอจะต้องจ้างทนายเพื่อมาสู้คดีด้วยตัวเอง ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับข้อตกลงออกทัวร์คอนเสิร์ตดังกล่าวด้วยความจำใจ กระทั่งที่ครั้งหนึ่งเธอมีไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศา บริตนีย์ก็ยังต้องขึ้นแสดงภายใต้การดูแลของหมอ และพยาบาลที่ทีมงานจัดหามาให้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังจะถูกกล่าวหาอยู่เสมอว่าไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร หากว่าเธอมีท่าทางต่อต้านการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนั้น" ไม่เพียงเท่านั้นเพราะบริตนีย์ยังให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า "หมอเคยสั่งยากล่อมประสาทชนิดรุนแรงให้เธอกินอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นยาที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดอัมพาตทางสมองได้ หากกินติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อที่จะควบคุมให้เธอสามารถทำงานต่อได้ตามที่พวกเขาต้องการ บริตนีย์ถูกบังคับให้เสพยาดังกล่าวยาวนานกว่า 1 เดือน พร้อมทั้งถูกสั่งไม่ให้ออกจากบ้าน และอยู่ในการดูแลของพยาบาลถึง 6 คน ไม่มีพื้นที่ หรือเวลาส่วนตัวทั้งสิ้น โดยการกระทำดังกล่าวนั้นได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว และพ่อผู้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ชีวิตเธอเสมอมา นอกจากนี้บริตนีย์ยังถูกบังคับให้ทำงานถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน ตลอด 7 วันไม่มีวันหยุดพัก เพื่อแลกกับเงื่อนไขในการพบกับลูกทั้ง 2 คน และแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งถ้าหากว่าเธอไม่ปฏิบัติตามกฏกติกาดังกล่าว ทรัพย์สินของเธอ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต, เงินสด, หนังสือเดินทาง และโทรศัพท์มือถือ ก็จะถูกยึดทันทีด้วยเช่นกัน" ...

 

 

     ทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากคำให้การทั้งหมดที่บริตนีย์ได้ปลดปล่อยมันออกมาต่อหน้าชั้นศาล โดยเธอยอมรับว่าก่อนหน้านี้เธอต้องกลืนน้ำตาตัวเอง แล้วโกหกกับทุกคนว่าเธอสบายดี ทั้งที่มันไม่ใช่ความจริงเลยสักนิด เธอต้องนอนร้องไห้ทุกคืน จนต้องเผชิญกับสภาวะเครียดเรื้อรัง ซึ่งเธอได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า "คนเหล่านั้นที่มีส่วนร่วมในการทำลายอิสรภาพในชีวิตเธอควรเข้าคุก" ทั้งนี้สิ่งที่ผลักดันให้เธอออกมาเปิดโปงทุกอย่างแบบหมดเปลือกในครั้งนี้ก็เพราะว่า เธอรู้สึกว่าคำแถลงก่อนหน้านี้ของเธอไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างจริงจังเท่าที่ควร ดังนั้นการแถลงต่อหน้าชั้นศาลในครั้งนี้จึงสำคัญกับบริตนีย์เป็นอย่างมาก

     ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ต่อหน้าชั้นศาลของศิลปินในตำนาน บริตนีย์ยอมรับว่า "เธอไม่เคยคิดฝันว่าการต่อสู้ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิกถอนสิทธิการทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ชีวิตของพ่อของเธอจะจบลงแล้วในวันนี้ เพราะอิสรภาพของเธอถูกกักขังมานานมากพอแล้ว อีกทั้งเธอได้ให้อะไรต่อมิอะไรกับคนพวกนี้มากเกินพอแล้ว ทั้งทำให้พวกเขามีที่พักอาศัย ไปจนถึงเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่อยู่ทุกวันนี้ เธอแค่ต้องการชีวิตกลับคืนมา และเธออยากให้เรื่องราวทุกอย่างจบลงสักที ทุกคนควรมีสิทธิ์ในการใช้ชีวิตเป็นของตัวเองอย่างเท่าเทียม” ...ถ้อยแถลงของบริตนีย์จบลงแบบนั้น พร้อมสร้างมวลพลังบางอย่างขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียทันที ด้วยการออกมาเรียกร้องของชาวทวิตเตอร์ ที่ได้ตั้งคำถามโจมตีถึงกลุ่มคนที่ “กดขี่” มากกว่าจะ “พิทักษ์” ชีวิตบริตนีย์ ซึ่งก็ต้องตามกันว่าจะมีการออกมาแสดงความรับผิดชอบจากฝ่ายตรงข้ามอย่างไรต่อไป...

ข้อมูล : Variety, New York Times Fashion & Style

คีย์เวิร์ด: #BritneySpears #FreeBritney