FASHION

จับเข่าคุยกับ ‘Anchilee Scott-Kemmis’ หญิงสาวผู้ลุกขึ้นท้าทายนิยามความสวยบนเวทีนางงาม MUT 2021

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่เวทีนางงามควรโอบรับความงามอันหลากหลายอย่างแท้จริง #RealSizeBeauty

     ย้อนกลับไปบนเวที Miss Universe ประจำปี 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างที่แฟนนางงามไทยต่างร้องตะโกนเพื่อส่งแรงใจไปให้กับตัวแทนสาวไทยในปีนั้นอย่าง “น้ำตาล-ชลิตา สวนเสน่ห์” ข้างๆ เธอบนเวทีปรากฏหญิงสาวพลัสไซส์หน้าตาสะสวยอย่าง Siera Bearchell ในชุดราตรีสีขาวสะอาดตา ตัวแทนจากประเทศแคนาดา ที่กำลังส่งยิ้มท้าทายบรรทัดฐานความงามบนเวทีนางงามระดับโลก สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสาวนับล้านคนที่กำลังชมการถ่ายทอดสดครั้งนั้นได้ลูกขึ้นมากล้ามองตัวเองในกระจกอีกครั้ง และนั่นก็ยังนับเป็นครั้งแรกๆ ที่เวทีนางามโลกใจกว้างมากพอที่จะโอบรับ “ความหลากหลาย” เอาไว้ และประคองไปได้ลึกที่สุดถึงรอบ 9 คนสุดท้าย

     จะว่าไปพอผู้เขียนได้กลับไปสำรวจเวทีนางงามระดับโลกในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้ก็พบว่า “บรรทัดฐานความงามแบบเก่า” นั้น ถูกคลื่นความหลากหลายกัดเซาะเสียจนไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว เราเห็นผู้หญิงผิวดำ, ผู้หญิงที่มาจากชนเผ่า, ผู้หญิงเอเชีย และอีกมากมาย ดาหน้าสับเปลี่ยนกันเข้ามายืนหยัดอยู่บนสังเวียนแห่งนี้เยอะมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเวทีนางงามในประเทศเอง ที่เมื่อผู้เขียนกลับมามองก็พบว่า คนมงในแต่ละปีมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ละคนมีเอกลักษณ์ความงามที่แตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงผู้เข้าประกวดในแต่ละปี เราก็จะได้เห็นภาพของ “ผู้หญิงหลากหลายรูปแบบ” ที่เดินทางมาตามหาความฝันของพวกเธอพร้อมความมั่นใจในความงามในแบบฉบับของตัวเอง เฉกเช่นในปีนี้ที่พวกเราต่างสะดุดตากับหญิงสาวพลัสไซส์นามว่า “Anchilee Scott-Kemmis” หญิงสาวคนล่าสุดที่พร้อมลุกขึ้นท้าทายบรรทัดฐานความงามบนเวทีประกวดมิยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ประจำปี 2021 นี้อีกครั้ง

     แอนน์เริ่มต้นบทสนทนากับโว้กประเทศไทยด้วยการแนะนำตัวอย่างเรียบง่าย เธอเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยจากซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ด้านสังคมวิทยา ปัจจุบันทำงานเป็นนางแบบให้กับ Curve Model เป็นลูกสาวสุดแซ่บอีกคนในสังกัดของ "มี่-มิลิน" แห่งแบรนด์ Milin ผู้ควบเก้าอี้บริหารโมเดลลิ่งเอเจนซี่ที่โดดเด่นด้านความหลากหลาย ซึ่งแอนน์ยอมรับกับเราว่า นั่นเป็นเรื่องโชคดีมากๆ ที่ได้มาเจอกับพี่มี่ และกลุ่มคนที่ยอมรับในตัวตนของแอนน์จริงๆ พวกเขาสร้างพลังให้แอนน์ได้มั่นใจในตัวเองมากขึ้นจริงๆ

     แอนน์จำกัดความตัวเองในตอนที่ยังเป็นนักศึกษาว่า เธอเป็นทั้งเด็กเนิร์ด และเด็กกิจกรรม สามารถโฟกัสทั้งสองอย่างได้ด้วยความตั้งใจเท่าๆ กัน แต่อาจจะเด่นเรื่องกีฬามากหน่อย เพราะเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียน จึงต้องซ้อมกีฬาอย่างหนักทั้งช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน และเย็นหลังเลิกเรียน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเมื่อถึงเวลาที่ต้องสอบ เพราะแอนน์จะจัดลำดับเสมอว่าอะไรที่สำคัญมากที่สุด และอะไรที่สำคัญลองลงมา ซึ่งแอนน์มองว่า ‘การจัดลำดับความสำคัญ’ นี่แหละ คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เธอเป็นเด็กตรงกลางระหว่างสายเนิร์ดและสายกิจกรรมได้อย่างสบายๆ  นอกจากนี้แอนน์ยังแอบเสริมไว้อีกว่า “สำหรับแอนน์การเรียนไปด้วยแล้วก็ทำกิจกรรมไปด้วย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยากมากขนาดนั้น แอนน์รักกีฬาวอลเลย์บอลมาก รักแบบสุดหัวใจ เคล็ดลับง่ายๆ ก็คือแค่รักในสิ่งที่ตัวเองทำค่ะ มีแพสชั่นในสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ แล้วหลังจากนั้นมันก็จะไปได้ของมันเอง”

     ด้วยชีวิตที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากเวทีนางงามของแอนน์ ผู้เขียนจึงอดไม่ได้ที่จะโพล่งคำถามเกี่ยวกับเวทีนางงามออกไปว่า “แอนน์เป็นคนที่ติดตามวงการนางงามหรือไม่” คำตอบที่คาดหวังไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า เคย หรือ ไม่เคย ทว่าคำตอบจากปากของแอนน์นั้นกลับตีแสกหน้าความรู้สึกของผู้เขียนอย่างจัง... “แอนน์ก็เป็นคนที่ติดตามนางงามนะคะ แต่ไม่ได้ติดตามแบบอินสุดๆ ขนาดนั้น จริงๆ แอนน์อยากมาประกวดตั้งนานแล้วค่ะ แต่ทุกครั้งที่เราเปิดดูการประกวดนางงามทีไร มันก็จะรู้สึกแย่ทุกครั้ง มันทำให้แอนน์คิดว่า เราเป็นหนึ่งในผู้หญิงเหล่านั้นไม่ได้ ด้วยหุ่นของเราที่ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานความงามแบบพิมพ์นิยมของสังคม เราก็เลยเลือกที่จะหลีกเลี่ยงไม่ดูมากนัก จะได้ไม่รู้สึกเสียใจ หรือส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมากไปกว่านั้นค่ะ แต่ก็ติดตามดูอยู่เรื่อยๆค่ะ”

     ปมในใจอันแสนโหดร้ายที่แอนน์เพิ่งสารภาพกับโว้กเมื่อสักครู่ เหมือนภาพสะท้อนความเลวร้ายของบรรทัดฐานความงามโลกเก่า ที่คอยกัดกิน และยังเฝ้าทำร้ายผู้หญิงนับหมื่นนับพันคนในสังคม กระนั้นแอนน์ก็ยังได้เล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระต่อคำค่อนแคะใดๆ ว่า “แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แอนน์กล้าลุกขึ้นมาเพื่อกรอกใบสมัครเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ในปีนี้ก็คือ ต้องเท้าความก่อนว่า ที่ออสเตรเลียไม่เคยมีใครมาชี้หน้าบอกว่าหุ่นเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอกลับมาเมืองไทยมันก็กลับมาได้ยินอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ยากมากในการรับมือสิ่งที่คนอื่นมาคอมเมนต์เราแบบนั้น แอนน์มักจะได้ยินเสมอว่า ‘สวยแต่อ้วน’ หรือไม่ก็ ‘ถ้าลดอีกจะสวยกว่านี้เยอะ’ พอมันได้ยินแบบนั้นบ่อยๆ เข้า พอถึงจุดหนึ่งมันก็ปะทุออกมาในใจตัวเองว่า ไม่จริง ฉันสวยด้วยตัวของฉันเอง ฉันสวยในแบบของฉัน นั่นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนเลยค่ะที่ทำให้แอนน์ตัดสินใจมาประกวดในปีนี้”

     แอนน์เล่าให้ฟังต่อไปว่า “คอมเมนต์แบบนั้นมีเยอะมาก มันมีเยอะมากๆ และหลายคนก็คงโดนไม่ต่างจากแอน ซึ่งแอนน์เข้าใจว่ามันส่งผลกระทบต่อตัวเรามากๆ อย่างที่คนที่คอมเมนต์ไม่ทันคิด บวกกับเรื่องของจิตใต้สำนึกด้วย เช่นเวลาที่แอนน์ไปเดินห้างกับเพื่อนๆ แอนน์จะเป็นคนเดียวที่จะไม่กล้ามีขนม ของกิน หรือน้ำอยู่ในมือเลย เพราะกลัวว่ามันก็จะยิ่งไปตอกย้ำให้คนที่เขาเห็นภาพเราในแบบนั้นเข้าใจว่า ก็นี่ไง...เพราะเธอกำลังกินอยู่ เขาเลยตัวใหญ่ ซึ่งการมาประกวดในครั้งนี้ของแอนน์ก็เพื่อที่จะล้างกระดานความคิดแบบนั้นให้หายไปจากสังคมให้ได้ แล้วก็ต้องการที่จะสร้างความเข้าใจใหม่ด้วยว่า ทุกไซส์มีความงามเป็นของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไซส์ไหนก็ตาม” ซึ่งทั้งหมดนั้นเองที่แอนน์เล่าให้โว้กได้ฟัง เชื่อมโยงกลับไปถึงแคมเปญสำคัญที่เธออุตส่าห์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับสังคมในการประกวดครั้งนี้ โดยแอนน์ใช้ชื่อว่า #RealSizeBeauty โดยมีความตั้งใจอยากจะให้มันกลายเป็นเหมือนการเคลื่อนไหวหนึ่งของสังคม ไม่ต่างแฮชแท็กระดับโลกอื่นๆ เพราตัวแอนน์นั้นอยากให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

A post shared by แอนชิลี Anchilee Scott-Kemmis (@annscottkemmis)

     “แคมเปญนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่สำหรับคนที่มีหุ่นอวบ หรือโครงร่างใหญ่เท่านั้นนะคะ ไม่เกี่ยวเลย คำว่า ‘เรียลไซส์’ ในที่นี้ก็คือเป็นไซส์ของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะเกิดมาตัวเล็ก ตัวใหญ่ หรือมีรูปร่างแบบใดก็ตาม ให้เข้าใจว่าแคมเปญนี้สนับสนุนคนทุกไซส์ เพราะไซส์ของเราแต่ละคนเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดแล้ว มันทำให้เราเป็นเราที่แตกต่างจากคนอื่น ซึ่งแอนน์คิดว่ามันก็สอดรับกับโลกสมัยนี้ที่มีการยอมรับความหลากหลายมากขึ้น และแอนน์คิดว่ามันถึงเวลาแล้วสำหรับเวทีนางงามอันทรงเกียรติอย่างมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผนึกกำลังร่วมสนับสนุนประเด็นเหล่านี้ ซึ่งมันไปไกลกว่าแค่ความสวยความงามฉาบฉวยทั่วไป แต่มันคือการยอมรับตัวตนของแต่ละคน"

     ระหว่างบทสนทนายาวเกือบ 40 นาที แอนน์ย้ำเสมอเกี่ยวกับประเด็นเรื่องบรรทัดฐานความงามโลกเก่าที่ยังคงเป็นปัญหาในสังคม แอนน์ยอมรับว่ายังมีเรื่องท้าทายที่ต้องเจออีกมาก สำหรับหลายคนมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเธอและอีกหลายชีวิตมันไม่ง่าย เพราะมายาคติเดิมมันฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมากมาเป็นเวลานาน ซึ่งนอกจากการยอมรับตัวเอง และความหลากหลายของผู้อื่นในสังคมแล้ว อีกอย่างที่สำคัญมากคือ เธอไม่อยากให้คนที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ แม้จะบอกว่าให้เลือกเป็นไซส์ไหนได้ก็จริง แต่เราต้องดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นอันดับแรกควบคู่กันไปด้วย “อย่างเช่นที่ตัวของแอนน์เองก็ออกกำลังกายค่ะ แต่แอนน์ไม่ได้ออกกำลังกายเพื่อหุ่น แอนน์ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพค่ะ” ซึ่งจากประสบการณ์ของแอนน์เอง เธอบอกว่าการกินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องกินอาหารที่มีโภชนาการตามที่ควรจะเป็น ไม่ใช่แนะนำให้กินน้อย แต่กินให้มีประโยชน์ พร้อมแอบกระซิบทริกการออกกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ สำหรับหลายคนที่อยากมีหุ่นแบบ Kim Kardashian ว่า ทุกคนทำได้ จงอย่ากลัวที่จะลงมือทำ แต่ก็ต้องทำไปตามขั้นตอนของมัน อย่าหักโหมมากเกินไป

     เมื่อถามถึงความพร้อมในการลงประกวดปีนี้ แอนน์ก็ตอบโว้กกลับมาอย่างทันควัน ด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความลังเลว่า “พร้อมมากค่ะ” และเธอยังคาดหวังเอาไว้อีกว่าเธอจะต้องไปถึงมงอย่างแน่นอน “แอนน์กำลังฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้น ทำให้เต็มที่ในทุกๆ วัน เพราะมันเป็นโอกาสครั้งพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิตเท่านั้น ซึ่งแอนน์รู้สึกโชคดีมากที่จะได้เข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์นี้ และถ้าแอนน์ได้เข้าไปจริงๆ แอนน์ก็จะทำให้เต็มที่”

     “จริงๆ แอนน์ไม่ค่อยได้ส่องเพื่อนๆ คนอื่นเลยค่ะ แอนน์เข้าใจว่ามันเป็นการแข่งขันนะ แต่แอนน์เป็นคนที่มีนิสัยขี้เล่น แล้วก็อยากที่จะมีเพื่อนมากกว่าที่จะมีคู่แข่ง แอนน์จะตื่นเต้นมากกว่าถ้าได้เข้ารอบไปแล้วได้รู้จักคนเยอะๆ แอนน์สนับสนุนทุกคนเลย ไม่อยากมองว่ามันเป็นการแข่งขันขนาดนั้น แต่แอนกลับโฟกัสที่แข่งขันกับตัวเองดีกว่า นอกจากนั้นก็คือแอนน์อยากเป็นเพื่อนด้วย” แอนน์หัวเราะร่าหลังพูดประโยคนั้นจบ ความสดใสทั้งในแววตา เสียงหัวเราะ และท่าทางของเธอ การันตีได้อย่างหนึ่งว่าเธอจะต้องมีเพื่อนในกองประกวดเยอะอย่างแน่นอน

     ก่อนที่เราทั้งคู่จะจบบทสนทนาครั้งนี้ลง แอนน์ได้ฝากถึงแรงสนับสนุน และแฟนคลับอีกหลายคนที่คอยกำลังใจเธออยู่ในขณะนี้ว่า “ขอบคุณทุกคนมากๆจริงๆ อีกครั้ง แอนน์ดีใจมาก เพราะคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนสนับสนุนเรามากขนาดนี้ แล้วก็ภูมิใจในตัวเองด้วยที่เรากล้าที่จะเดินออกมาเปิดตัว ในฐานะของผู้หญิงที่มีรูปร่างใหญ่กว่ามาตรฐาน เอาจริงๆ พอพูดถึงเรื่องแรงสนับสนุนแล้วจะร้องไห้ทุกที มันเป็นความรักที่ดีมากๆ พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แอนน์รักตัวเองมากขึ้นด้วย ขอบคุณจากหัวใจจริงๆ ค่ะ แม้ว่าในอนาคตเราก็คงมีความรู้สึกเจ็บปวดในบางครั้งบ้าง ที่ได้รับแรงปะทะจากแฟนคลับ แต่มันก็รับได้ เพราะเมื่อกลับมาตั้งต้นในสิ่งที่แอนน์ทำก็คือ มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การทำเพื่อตัวเอง แต่แอนกำลังทำเพื่อทุกคนในสังคม ให้กับคนที่เขามองมาที่แอนน์อยู่ในตอนนี้ และสุดท้ายแอนน์ก็อยากจะให้ทุกคนช่วยกันแชร์แคมเปญ #RealSizeBeauty ไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเอง เพราะแอนน์อยากให้แคมเปญนี้มันมีพลัง และสามารถขับเคลื่อนสังคมได้จริงๆ”

     บทสนทนาจบลงแบบนั้น แบบที่ผู้เขียนที่มีโอกาสได้นั่งคุยกับแอนน์ราว 40 นาที ได้แรงบันดาลใจอย่างเปี่ยมล้นในการใช้ชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้ และคนที่ตามอ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะคิดเช่นเดียวกัน...

ภาพ : Instagram: @annscottkemmis

คีย์เวิร์ด: #MUT2021 #MUT #DiversityIssue