รู้หรือไม่ว่าคนไทยในสมัยก่อนใช้อะไรแทนครีมกันแดด?

บอกใบ้แค่ว่าเป็นไอเท็มที่เราเห็นกันตั้งแต่เด็กๆ

หากย้อนกลับไปเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย เครื่องสำอางและสกินแคร์ในสมัยนั้นก็คงหนีไม่พ้นการใช้ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติอย่างสมุนไพรพื้นบ้านที่ปลูกกันตามบ้านเรือน เช่น สีผึ้งที่นิยมนำรังผึ้งมาเคี่ยวเพื่อเอาเทียนขี้ผึ้งแล้วตุ๋นกับน้ำมันมะพร้าว จากนั้นนำมาผสมอบร่ำด้วยเครื่องหอม ใช้สำหรับทาริมฝีปากเพื่อป้องกันปากแตกในช่วงฤดูหนาว แต่ถ้าพูดถึงครีมกันแดดในสมัยก่อน บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ใกล้ตัวและคุ้นชินกันมาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือ "แป้งร่ำ" หรือ "ดินสอพอง" ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่สามารถทำเครื่องหอมขึ้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะใช้น้ำอบไทยที่มีกลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ ทาตามผิวกายเพื่อคลายร้อน แป้งที่ผสมในน้ำอบจะช่วยทำให้รู้สึกเนื้อตัวลื่นสบายไม่มีเหงื่อ แต่ก่อนไม่มีครีมกันแดด ไม่มีแป้งรองพื้น ชาวบ้านก็จะใช้แป้งร่ำมาทาช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด บำรุงผิวหน้าไม่ให้หน้าหมองคล้ำและยังช่วยป้องกันการระคายเคืองจากสิวและผดผื่นได้ด้วย

สูตรพอกหน้าให้ผิวนวลผ่องคือการนำแป้งร่ำหรือดินสอพองมาผสมกับน้ำเปล่าให้มีลักษณะข้นเหนียว ไม่ใสจนเกินไป แล้วทาให้ทั่วใบหน้าลำคอหรือจะพอกที่ลำตัว แขน ขาด้วยก็ได้ ทิ้งไว้จนแห้งหรือประมาณ 20 นาที สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวมัน หน้าหมองคล้ำจากการโดนแดด เพราะจะทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

 

 

 

 

 

 

เครดิต: www.mgronline.com