เปิดประวัติความเป็นมาของเทียนหอม ไอเท็มที่ต้องมีติดบ้านของสาวๆ หลายคน

จากวิถี New Normal ทำให้กระแสการแต่งบ้านให้สวยเก๋คืออีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ที่ขาดไม่ได้ และแน่นอนว่าเทียนหอมคือหนึ่งในของแต่งบ้านที่จำเป็นต้องมี

Guest Editor: ป๊อป - เอกลักษณ์ เชิดชู 

     ในช่วงของสถานการณ์ไวรัสครองเมือง ใครหลายๆคนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอยู่บ้าน ตกแต่งบ้าน ทำอาหาร สะสมจาน ไปจนถึงสันทนาการตัวเองด้วยเทียนหอมจากหลากหลายแบรนด์เพื่อผ่อนคลายในวันที่เก็บตัวอยู่ที่บ้าน หนึ่งในไอเท็มความงามที่ปัจจุบันแบรนด์บิวตี้ทั้งหลายทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นอย่าง “เทียนหอม” ถือว่าเป็นไอเท็มที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ กลายเป็นหนึ่งสิ่งที่ใครหลายๆ คนขาดไม่ได้ และแน่นอนว่า มันช่วยเติมเต็มความสุขและทำให้บ้านของเราน่าอยู่ขึ้นจริงๆ ก่อนจะไปถึงเทรนด์ของกลิ่นเทียนที่กำลังมาแรงหรือแบรนด์ไหนที่น่าสนใจและกำลังได้รับความนิยม เรามาทำความรู้จักกับประวัติโดยสังเขปของการกำเนิดแสงแห่งเทียนกันก่อนที่กว่าว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใด

     อาจจะไม่เป็นที่แน่ชัดและยังหาข้อสรุปที่แท้จริงไม่ได้ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือนักโบราณคดีได้ศึกษาจากแหล่งอารยธรรมของโลกในหลายๆทษฎีและให้ข้อสรุปไปในทางเดียวกันว่า จุดกำเนิดเริ่มต้นของเทียนเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 5,000 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น และแน่นอนว่ามันมาจากในยุคอียิปต์โบราณ

     โดยย้อนไป 3,000 ปีก่อนคริสตกาลชาวอียิปต์โบราณได้ผลิตเทียนโดยทำมาจากไขมันสัตว์หลายชนิดโดยใช้ต้นกกหรือต้นอ้อเป็นเสมือนไส้เพื่อนำแสง โดยภาชนะบรรจุมักจะเป็นดินเผาหรือไม่ก็เป็นการเจาะหลุมที่หินจนเป็นหลุมลึกและใช้ไขมันสัตว์แต่หลักฐานสำคัญชี้ชัดให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ชาวโรมันนั่นเองเป็นผู้เริ่มใช้ไส้เทียนเพื่อเป็นตัวนำไฟให้กับเทียนเป็นกลุ่มแรกในโลก

เทียนขี้ผึ้งผึ้งที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีความสมบูรณ์ที่สุด ค้นพบทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์จากสุสาน Alamannic ของ Oberflacht ประเทศเยอรมนี มีอายุราวๆศตวรรษที่ 6 ถึง 7

     โดยประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาลชาวโรมันทำเทียนจากไขมันสัตว์อาทิ ไขมันวัว ไขมันแกะ ตลอดจนไขมันจากสัตว์ใหญ่หลายชนิด โดยจุ่มกับต้นปาปิรุสหรือต้นกกเพื่อเป็นไส้ให้เกิดแสงสว่างในยามค่ำคืน โดยมักใช้เพื่อให้เกิดแสงในบ้าน หรือเพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆในสมัยนั้น โดยนอกจากชาวโรมันแล้ว ในยุคนั้นเองชาวจีนก็เริ่มผลิตเทียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและใช้เพื่อส่องแสงสว่างเช่นกัน โดยเทียนถูกขึ้นรูปด้วยหลอดที่ทำจากกระดาษ โดยใช้กระดาษม้วนเป็นไส้เทียน และเริ่มใช้ขี้ผึ้งที่ทำมาจากเมล็ดพืช รวมถึงที่ญี่ปุ่นก็เริ่มทำเทียนขึ้นจากขี้ผึ้งที่ได้มาจากถั่วชนิดต่างๆไปจนถึงอินเดียที่เริ่มผสมเทียนจากขี้ผึ้งผสมกับต้นอบเชยซึ่งเริ่มทำให้มีกลิ่นหอม จึงถือว่าเป็นประเทศแรกๆที่เป็นผู้กำเนิดเทียนหอมก็ว่าได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาคือวิวัฒนาการของเทียนในแต่ละประเทศที่นักโบราณคดีทำการรวบรวมเอาไว้

ภาพในปี 1702 เผยให้เห็นขั้นตอนการผลิตเทียนในสมัยนั้น ณ เมือง Antony ทางตอนใต้ของปารีส

ในปี 1719 Cire Trudon ถือเป็นเทียนเก่าแก่มากที่สุดในโลก ได้รับตำแห่งผลิตเทียน เพื่อเป็นแชนเดอเลียร์ระย้าที่เพิ่มแสงสว่างให้กับโรงละครหลวงแห่งพระราชวังแวร์ซายส์หรือ Opéra royal du château de Versailles ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

     เป็นที่ทราบกันดีว่าเทียนมีบทบาทสำคัญมากในพิธีกรรมทางศาสนา มีการอ้างถึงคัมภีร์ไบเบิลหลายฉบับว่า ในศตวรรษที่ 4 จักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งจักรวรรดิโรมัน ได้เริ่มใช้เทียนประกอบพิธีในเทศกาลอีสเตอร์ และชาวยิวในสมัยนั้นก็ใช้เทียนในการจุดเพื่อทำพิธีในเทศกาล Hanukkah  อีกด้วย จนในที่สุดในยุคกลางนั้นก็ได้เริ่มมีการใช้เทียนที่ทำขึ้นจากขี้ผึ้งอย่างแพร่หลายในยุโรป ตลอดจนคริสจักรต่างๆก็เริ่มใช้เทียนไขขี้ผึ้งกันมากขึ้น ด้วยความพิเศษที่แตกต่างจากไขมันสัตว์ของขี้ผึ้งคือ ขี้ผึ้งสามารถเผาไหม้ได้ดี สะอาด และใช้ได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งไม่มีกลิ่นฉุน จึงถูกใช้ในพิธีกรรมในคริสจักรทั่วยุโรปมากขึ้น หนึ่งในแบรนด์เก่าแก่อย่าง Cire Trudon ที่ก่อตั้งในปี 1643 ก็ถือเป็นเทียนที่ก่อตั้งเป็นแบรนด์แรกในโลกก็ได้เริ่มทำธุรกิจนี้จากเทียนที่ทำมาจากขี้ผึ้งเช่นกัน แต่เนื่องด้วยเทียนในสมัยนั้นราคาค่อนข้างสูง ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงศาสนจักร ราชวงศ์ ตลอดจนชนชั้นสูงเท่านั้น จึงทำให้เทียนที่ทำจากขี้ผึ้งนี้น้อยคนนักที่จะสามารถซื้อเพื่อจุดให้แสงสว่างในบ้านได้ 

      สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและเริ่มพัฒนาให้เทียนมีประสิทธิภาพและเห็นได้ชัดคือในช่วงศตวรรษที่ 18 การเติบโตของอุตสาหกรรมในสมัยนั้น ส่งผลให้นักเคมีได้เรียนรู้สารที่มีคุณลักษณะคล้ายขี้ผึ้งที่เกิดขึ้นจากการกลั่นของปิโตเลียมในชื่อว่า Parafin ในปี 1850 ที่มีคุณสมบัติเผาไหม้ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีกลิ่น มีสีขาวอมฟ้า อีกทั้งต้นทุนต่ำสามารถผลิตเทียนได้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เทียนได้รับความนิยมและเริ่มใช้กันเพื่อส่องแสงสว่างในบ้านมากขึ้นทั่วโลก ซึ่งนั้นถือว่าเป็นจุดสูงสุดของเทียนในช่วงนั้นก็ว่าได้

 

กล่องบรรุเทียนเก่าแก่ของแบรนด์ Price’s ในปี 1924 ที่นับว่าเป็นผู้ผลิตเทียนรายใหญ่ที่สุดในโลกในศตวรรษที่ 19

      จากนั้นไม่นานในปี 1879 ทอมัส แอลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้เป็นบุคคลแรกที่จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นเป็นคนแรก จากการประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์กว่า 20 จนสร้างเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มหาศาล สาเหตุนี้เองจึงทำให้อุตสาหกรรมการผลิตเทียนเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง และในที่สุดไฟฟ้าก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนมากขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้ 

 

Diptyque โดย Christiane Gautrot, Desmond Knox-Leet และ Yves Coueslant ที่สร้างสรรค์เทียนหอม 3 กลิ่นแรกอย่างกลิ่น Aubépine, Cannelle และ Thé เป็นแบรนด์แรกๆของโลก

     แน่นอนว่า เทียนได้รับความนิยมน้อยลงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เทียนหายไปจากโลกใบนี้  ในศตวรรษที่ 19 เทียนแท่งเริ่มกลับมานิยมอีกครั้งเพียงแต่วัตถุประสงค์ในครั้งนี้แตกต่างกัน โดยเทียนได้กลายเป็นของตกแต่งบ้านแทนและกลายเป็นสินค้าสร้างความคลาสสิกและรุ่มรวยให้กับโลก โดยอุตสาหกรรมของเทียนเริ่มเติบโตขึ้นและพัฒนาการผลิตในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เทียนได้ถูกปรับเปลี่ยนและดีไซน์ขึ้นใหม่ทั้งรูปทรงและบรรจุภัณฑ์และได้เพิ่มความหอมให้กับเทียนด้วยกลิ่นหอมนานาชนิดที่ทำให้เทียนเปรียบเสมือนตัวแทนความหอมให้กับบ้าน หนึ่งในแบรนด์เทียนชื่อดังอย่าง Diptyque ถือว่าเป็นแบรนด์เทียนแรกๆที่เริ่มผลิตเทียนหอมขึ้นในปี 1963 โดย Christiane Gautrot, Desmond Knox-Leet และ Yves Coueslant ที่สร้างสรรค์เทียนหอม 3 กลิ่นแรกอย่างกลิ่น Aubépine, Cannelle และ Thé จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปารีส และทำให้เกิดแบรนด์อื่นๆ ตามมาจนกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าความงามที่อยู่คู่กับโลกความงามจนถึงปัจจุบัน

 

แนะนำ GUEST EDITOR 

ข้อมูล : https://www.diptyqueparis.com, https://trudon.com, https://candles.org/history/

คีย์เวิร์ด: candles candles101 เทียนหอม101