Essence 101 เทคนิคการเลือกใช้เอสเซนซ์ให้เหมาะกับสภาพผิว

อย่าลืมว่าการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผิวสุขภาพดีขึ้น

"เอสเซนซ์" มีหน้าที่หลักในการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้ินอยู่แล้ว แต่ใครที่มีปัญหาผิวแตกต่างกันไปก็แนะนำว่าให้เลือกดูจากส่วนผสมของเอสเซนซ์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวให้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งวิธีการใช้เอสเซนซ์ให้เกิดผลลัพธ์มากที่สุดแถมยังให้ความผ่อนคลายกว่าที่เคย คือหยดเอสเซนซ์ปริมาณเท่าเหรียญบาทลงบนฝ่ามือที่มีอุณหภูมิความอุ่นกำลังดี นวดเนื้อผลิตภัณฑ์ลงบนผิวเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ไม่ควรใช้สำลีชุบเอสเซนซ์แล้วเช็ดผิวแบบเดียวกับโทนเนอร์ หรือในวันที่เร่งรีบไม่มีเวลาจริงๆ อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์เอสเซนซ์ในรูปแบบของสเปรย์ที่ใช้ได้รวดเร็วและสะดวกสบายแทนก็ได้ ไปดูกันว่าสภาพผิวแบบนี้ควรเลือกเอสเซนซ์แบบไหนดี?

 ผิวมัน

เอสเซนซ์มีส่วนผสมหลักคือกลีเซอรีนและโซเดียมไฮยาลูรอเนต ซึ่งเนื้อสัมผัสจะสามารถแห้งซึมลงไปในผิวได้โดยไม่เหนียวเหนอะหนะ ดังนั้นเอสเซนซ์จึงไม่มีส่วนทำให้ผิวอุดตัน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวมันหรือผิวผสม

Sebium Lotion จาก Bioderma (ราคา 800 บาท)

 

ผิวแห้ง

คนผิวแห้งมีปัญหาหลักคือเรื่องขาดความชุ่มชื้น ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก, คอลลาเจน และเซราไมด์ หรือส่วนประกอบจำพวกน้ำมันที่เป็นกุญแจสำคัญในการมอบความชุ่มชื้นอย่างโจโจ้บา ออยล์ เป็นต้น หรือแนะนำให้เลือกเอสเซนซ์ที่มีเนื้อสัมผัสแบบน้ำนม เพราะมีคุณสมบัติของการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้มากและยังซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้อย่างล้ำลึก รวมถึงบำรุงเพิ่มด้วยมอยส์เจอไรเซอร์อีกครั้งเพื่อล็อกความชุ่มชื้นได้ยาวนานขึ้น



1 / 2

Activating Water Essence จาก Jurlique (ราคา 2,500 บาท)




2 / 2

Even Better Brighter Essence Lotion จาก Clinique (ราคา 2,400 บาท)


ผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง

ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ พาราเบน น้ำหอม และสารสังเคราะห์ต่างๆ อาจจะเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ได้ส่วนผสมจากธรรมชาติเกือบ 100% เพื่อลดความเสี่ยงในการแพ้จากสารเคมี ส่วนเนื้อสัมผัสควรมีลักษณะคล้ายกับโลชั่น, ลิควิด หรือเจล เพื่อให้เกลี่ยง่าย ลดแรงเสียดสีกับผิวขณะลูบไล้ลงไปบนผิว



1 / 2

Mega-Mushroom Relief and Resilience Soothing Treatment Lotion จาก Origins (ราคา 1,800 บาท)




2 / 2

Anti Pollution Essence จาก Klairé (ราคา 890 บาท)


ผิวหมองคล้ำที่ต้องการความกระจ่างใส

แนะนำให้เลือกเอสเซนซ์ที่มีส่วนผสมจากยีสต์ ขิง และข้าว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการหมักบ่มส่วนผสมจนเกิดเป็นเอนไซม์และอะมิโนแอซิดที่มีส่วนช่วยในการผลัดเซลล์ผิว



1 / 3

Micro Essence Skin Activating Treatment Lotion Fresh with Sakura Ferment จาก Estee Lauder (ราคา 4,400 บาท)




2 / 3

White Plus Renew Skin Refiner จาก Laneige (ราคา 1,200 บาท)




3 / 3

Vinoperfect Essence จาก Caudalie (ราคา 1,540 บาท)


ผิวที่มีริ้วรอย

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาของผิวทั้งหลายไม่ว่าจะสภาพผิวหมองคล้ำ ความหย่อนคล้อย หรือริ้วรอย ซึ่งสาเหตุหลักๆ อยู่ที่ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้นนั่นเอง ฉะนั้นควรเลือกเอสเซนซ์ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิวให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน พร้อมกับเลือกชิ้นที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่บนผิวเราได้มากกว่าปกติ และโปรทีโอไกลแคนที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการสูญเสียน้ำในผิวหนัง เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ดูเรียบเนียนนุ่ม มีชีวิตชีวา รวมถึง Retinol หรือวิตามิน A ที่สร้างความกระชับพร้อมลดความหมองคล้ำ กระฝ้า และริ้วรอยได้อีกด้วย



1 / 4

Facial Treatment Essence จาก SK-II (ราคา 2,800 บาท)




2 / 4

Hydra Beauty Essence Mist จาก Chanel (ราคา 3,300 บาท)




3 / 4

Bichup Self-Generating Anti-Aging Essence จาก The History of Whoo (ราคา 5,690 บาท)




4 / 4

Black Tea Kombucha Facial Treatment Essence จาก Fresh (ราคา 2,900 บาท)


คีย์เวิร์ด: essence skincare tips