Essence 101 เทคนิคการเลือกใช้เอสเซนซ์ให้เหมาะกับสภาพผิว

อย่าลืมว่าการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผิวสุขภาพดีขึ้น

"เอสเซนซ์" มีหน้าที่หลักในการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้ินอยู่แล้ว แต่ใครที่มีปัญหาผิวแตกต่างกันไปก็แนะนำว่าให้เลือกดูจากส่วนผสมของเอสเซนซ์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวให้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งวิธีการใช้เอสเซนซ์ให้เกิดผลลัพธ์มากที่สุดแถมยังให้ความผ่อนคลายกว่าที่เคย คือหยดเอสเซนซ์ปริมาณเท่าเหรียญบาทลงบนฝ่ามือที่มีอุณหภูมิความอุ่นกำลังดี นวดเนื้อผลิตภัณฑ์ลงบนผิวเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ไม่ควรใช้สำลีชุบเอสเซนซ์แล้วเช็ดผิวแบบเดียวกับโทนเนอร์ หรือในวันที่เร่งรีบไม่มีเวลาจริงๆ อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์เอสเซนซ์ในรูปแบบของสเปรย์ที่ใช้ได้รวดเร็วและสะดวกสบายแทนก็ได้ ไปดูกันว่าสภาพผิวแบบนี้ควรเลือกเอสเซนซ์แบบไหนดี?

 

ผิวมัน

เอสเซนซ์มีส่วนผสมหลักคือกลีเซอรีนและโซเดียมไฮยาลูรอเนต ซึ่งเนื้อสัมผัสจะสามารถแห้งซึมลงไปในผิวได้โดยไม่เหนียวเหนอะหนะ และเลือกไอเท็มที่มีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำ ไม่ใช่น้ำมัน จึงจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้แบบไม่ทำให้อุดตันรูขุมขน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวมันหรือผิวผสม



1 / 3

The Essence จาก Augustinus Bader (ราคา 3,200 บาท)




2 / 3

Life Plankton Essence จาก Biotherm (ราคา 3,250 บาท)




3 / 3

Clarifique Dual Essence จาก Lancome (ราคา 3,300 บาท)


ผิวแห้ง

คนผิวแห้งมีปัญหาหลักคือเรื่องขาดความชุ่มชื้น ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก, คอลลาเจน และเซราไมด์ หรือส่วนประกอบจำพวกน้ำมันที่เป็นกุญแจสำคัญในการมอบความชุ่มชื้นอย่างโจโจ้บา ออยล์ เป็นต้น หรือแนะนำให้เลือกเอสเซนซ์ที่มีเนื้อสัมผัสแบบน้ำนม เพราะมีคุณสมบัติของการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้มากและยังซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้อย่างล้ำลึก รวมถึงบำรุงเพิ่มด้วยมอยส์เจอไรเซอร์อีกครั้งเพื่อล็อกความชุ่มชื้นได้ยาวนานขึ้น



1 / 3

Activating Water Essence จาก Jurlique (ราคา 2,400 บาท)




2 / 3

Super Hyaluronic Acid Hydrating Lotion จาก Hada Labo (ราคา 520 บาท)




3 / 3

Water Bank Moisture Essence จาก Laneige (ราคา 1,650 บาท)


ผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง

ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ พาราเบน น้ำหอม และสารสังเคราะห์ต่างๆ อาจจะเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ได้ส่วนผสมจากธรรมชาติเกือบ 100% เพื่อลดความเสี่ยงในการแพ้จากสารเคมี ส่วนเนื้อสัมผัสควรมีลักษณะคล้ายกับโลชั่น, ลิควิด หรือเจล เพื่อให้เกลี่ยง่าย ลดแรงเสียดสีกับผิวขณะลูบไล้ลงไปบนผิว



1 / 3

Intensive Moisture Care Moisture Lotion III Enrichi Enrich จาก Curel (ราคา 800 บาท)




2 / 3

Moist Care Lotion จาก D Program (ราคา 1,090 บาท)




3 / 3

Mega-Mushroom Relief & Resilience Soothing Treatment จาก Origins (ราคา 1,800 บาท)


ผิวหมองคล้ำ

แนะนำให้เลือกเอสเซนซ์ที่มีส่วนผสมจากยีสต์ ขิง และข้าว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการหมักบ่มส่วนผสมจนเกิดเป็นเอนไซม์และอะมิโนแอซิดที่มีส่วนช่วยในการผลัดเซลล์ผิว เพราะผิวหมองคล้ำเกิดจากการที่ไม่ได้ผลัดเซลล์ผิวเก่าออกจนทำให้เกิดผิวส่วนเกินที่หมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา แลดูไม่กระจ่างใสนั่นเอง หรือสามารถมองหาเอสเซนซ์ที่มีคำว่า Brightening / Glowing ก็จะช่วยเน้นเรื่องปรับผิวให้กระจ่างใสขึ้น



1 / 3

Micro Essence Skin Activating Treatment Lotion จาก Estee Lauder (ราคา 4,600 บาท)




2 / 3

Kombucha Facial Treatment Essence จาก Fresh (ราคา 1,350 บาท)




3 / 3

Diorsnow Essence of Light Brightening Light-Activating Micro-Infused Lotion จาก Dior (ราคา 2,400 บาท)


ผิวทีมีริ้วรอย

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาของผิวทั้งหลายไม่ว่าจะสภาพผิวหมองคล้ำ ความหย่อนคล้อย หรือริ้วรอย ซึ่งสาเหตุหลักๆ อยู่ที่ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้นนั่นเอง ฉะนั้นควรเลือกเอสเซนซ์ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิวให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน พร้อมกับเลือกชิ้นที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่บนผิวเราได้มากกว่าปกติ และโปรทีโอไกลแคนที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการสูญเสียน้ำในผิวหนัง เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวเรียบเนียนและกระชับกว่าเดิม รวมถึงเรตินอลหรือวิตามิน A ที่สร้างความกระชับเต่งตึง พร้อมลดความหมองคล้ำ กระ ฝ้า และริ้วรอยได้อีกด้วย



1 / 3

Facial Treatment Essence จาก SK-II (ราคา 7,400 บาท)




2 / 3

Revitalift Micronized Centella Essence Water จาก L'oreal Paris (ราคา 899 บาท)




3 / 3

Frankincense Intense™ Hydrating Essence จาก Neal's Yard Remedies (ราคา 2,890 บาท)


คีย์เวิร์ด: essence skincare tips