Vogue Beauty Thailand

WELLNESS

กินคลีน กินคีโต หรือทำ IF ก็ไม่ช่วย หากยังไม่เข้าใจ Calorie Deficit

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไม Calorie Deficit จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกวิธีการลดน้ำหนัก

13 กรกฎาคม 2569

     เมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก หลายคนมักเริ่มต้นจากการเลือก "วิธีการกิน" ไม่ว่าจะเป็น การกินคลีน กินคีโต (Keto) ทำ IF (Intermittent Fasting) หรือแม้แต่การงดแป้งและน้ำตาล เพราะเชื่อว่าวิธีเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้น้ำหนักลดลงได้เร็วขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีการเหล่านี้เป็นเพียง "เครื่องมือ" ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้น้ำหนักลด สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทุกแนวทางกลับเป็นหลักการเดียวกัน นั่นคือ Calorie Deficit หรือการที่ร่างกายได้รับพลังงานน้อยกว่าที่ใช้ในแต่ละวัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนกินคลีนแต่น้ำหนักไม่ลด ขณะที่บางคนกินอาหารปกติแต่ยังลดไขมันได้ หากเข้าใจหลักการของ Calorie Deficit อย่างถูกต้อง คุณจะสามารถเลือกวิธีการกินที่เหมาะกับตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับไดเอตรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

 

Article

Calorie Deficit คืออะไร?

Calorie Deficit คือภาวะที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน พูดง่ายๆ ก็คือ “กินน้อยกว่าใช้” เมื่อเกิดภาวะนี้ ร่างกายจึงดึงพลังงานสะสม โดยเฉพาะไขมัน มาใช้เป็นแหล่งพลังงาน ส่งผลให้น้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ไขมันค่อยๆ ลดลง

ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายใช้พลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี แต่รับประทานเพียง 1,700 กิโลแคลอรี ก็จะเกิด Calorie Deficit 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของการลดไขมัน ไม่ว่าจะเลือกกินแบบใดก็ตาม

Article

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายใช้พลังงานเท่าไหร่?

การจะทำ Calorie Deficit จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าร่างกายใช้พลังงานเฉลี่ยวันละเท่าไหร่ ซึ่งค่าที่ใช้คือ TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ใน 1 วัน ทั้งจากการทำงานของอวัยวะ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการออกกำลังกาย

โดยวิธีหาค่า TDEE ที่ง่ายที่สุด คือการใช้โปรแกรมคำนวณ TDEE ตามเว็บไซต์ต่างๆ เพียงกรอกข้อมูลพื้นฐาน เช่น เพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และระดับกิจกรรมในแต่ละวัน ระบบจะคำนวณปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวันออกมาให้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนทำ Calorie Deficit ได้

หากต้องการลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยั่งยืน โดยทั่วไปแนะนำให้กินต่ำกว่าค่า TDEE ประมาณ 300-500 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ดึงพลังงานสะสมออกมาใช้ โดยยังได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ค่า TDEE เป็นเพียงค่าประมาณ เนื่องจากการเผาผลาญของแต่ละคนแตกต่างกันตามปัจจัยต่างๆ เช่น มวลกล้ามเนื้อ พันธุกรรม ฮอร์โมน และรูปแบบการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นจึงควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักควบคู่ไปด้วย และปรับปริมาณพลังงานให้เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง

 

Article

กินน้อยกว่าค่า TDEE อย่างเดียวยังไม่พอ

การปรับการกินอาหารให้เกิด Calorie Deficit หมายถึงการกินให้น้อยกว่าค่า TDEE (พลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน) แต่การกินน้อยลงเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะหากร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ น้ำหนักที่ลดลงอาจมาจากทั้งไขมันและมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไม่เพียงส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังอาจทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน (BMR) แย่ลงในระยะยาว

 

แล้วต้องกินโปรตีนเท่าไหร่ถึงจะพอ?

โดยทั่วไปแนะนำให้กินโปรตีนประมาณ 1.2-1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หากเป็นคนที่ออกกำลังกายหรือเล่นเวตเป็นประจำ อาจเพิ่มเป็น 1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ยกตัวอย่างเช่น หากมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ควรได้รับโปรตีนประมาณ 72-96 กรัมต่อวัน ส่วนคนที่หนัก 70 กิโลกรัม ควรได้รับประมาณ 84-112 กรัมต่อวัน

 

เมื่อกินได้น้อยลง แล้วจะกินโปรตีนให้ถึงได้อย่างไร?

เมื่อทำ Calorie Deficit หลายคนมักเจอปัญหาเดียวกัน คือกินอาหารได้น้อยลงเพราะต้องคุมแคลอรี แต่ก็ยังต้องพยายามกินโปรตีนให้เพียงพอ เคล็ดลับคือเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูงแต่แคลอรีไม่สูงตาม เช่น อกไก่ ปลา กุ้ง ทูน่า ไข่ขาว หรือเต้าหู้ เพราะอาหารเหล่านี้มีโปรตีนสูง แต่ใช้งบแคลอรีน้อยกว่าอาหารที่มีพวกไขมันหรือน้ำตาลเยอะ

 

นอกเหนือจากเรื่องกิน การขยับร่างกายก็สำคัญ

แม้การทำ Calorie Deficit จะเริ่มต้นจากการควบคุมอาหาร แต่การเพิ่มการเคลื่อนไหวในแต่ละวันก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินให้มากขึ้น เลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือเดินเล่นหลังมื้ออาหาร ล้วนเป็นกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานได้เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งถ้าเพิ่มการออกกำลังกายด้วยก็ยิ่งดี โดยเฉพาะเวทเทรนนิง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและรักษามวลกล้ามเนื้อระหว่างลดน้ำหนัก ทำให้สัดส่วนดูกระชับ และลดโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อจากการกินน้อยลง

 

     หากเป้าหมายคือการลดน้ำหนักหรือลดไขมัน ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับวิธีการกินแบบใดแบบหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะกินคลีน กินคีโต หรือทำ IF ล้วนต้องทำอยู่บนพื้นฐานของ Calorie Deficit ทั้งสิ้น ฉะนั้นต่อไปควรมองในภาพกว้าง การเลือกวิธีการกินที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้การลดน้ำหนักได้ยั่งยืนในระยะยาว

ภาพ : Freepik (rawpixel.com, yanalya) Pexels (ready made, Farhad Ibrahimzade)