Vogue Beauty Thailand

SKINCARE

อยากดูแลผิวแบบ ‘Skin Longevity’ ควรเริ่มต้นอย่างไร? | Vogue Beauty Expert Talk

ทุกคนคงรู้แล้วว่า Skin Longevity คืออะไร แต่ก็คงจะสงสัยต่อว่าแล้วถ้าอยากมี Skin Longevity จะต้องมีขั้นตอนการดูแลผิวอย่างไร โว้กบิวตี้พาไปหาคำตอบกับ 4 คุณหมอเบอร์ต้นของเมืองไทย

19 เมษายน 2569

จากเทรนด์ Longevity สู่ Skin Longevity เมื่อผู้คนต่างเริ่มเข้าใจกันแล้วว่าความงามต้องไม่อยู่แค่ชั่วคราว แต่ความงามอย่างยั่งยืนคือสิ่งสำคัญที่สุด โว้กบิวตี้พาไปพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 ท่าน พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) , พญ.จิรา ถาวรประดิษฐ์ แพทย์ผู้ชำนาญการทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) จาก BDMS Wellness Clinic , นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และ นพ. ภาคภูมิ มิตรานนท์ Medical Director Mediwelle Clinic โดยทั้ง 4 ท่านได้มาบอกเล่าถึงวิธีการให้กับคนที่อยากเริ่มดูแลผิวแบบ Skin Longevity ว่าต้องดูแลผิวอย่างไร ควรเริ่มตั้งแต่จุดไหน ถึงจะได้มีอายุของผิวที่สวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ต้องบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่วิธีที่ยาก แค่ต้องโฟกัสให้ถูกจุดและเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น

Skin Longevity คืออะไร? 

หมอฟ้า-พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์: Skin Longevity คือการดูแลผิวที่มากกว่าเรื่องความสวยงาม ชะลอวัย แก้ไขริ้วรอย แต่เป็น การดูแลสุขภาพผิวในระดับเซลล์ เพื่อให้ Function การทำงานของผิวที่แข็งแรงอยู่กับเราให้นานที่สุด อาจเรียกได้ว่า Healthspan ของผิว หรือ Skinspan

หมอแบงค์-นพ.ภาคภูมิ มิตรานนท์: Skin Longevity ไม่ได้หมายถึงการทำให้ผิว “ดูเด็ก” แต่คือการทำให้ผิวยังคง “ทำงานได้ดี” ให้นานที่สุด เราจึงเริ่มมองผิวเป็นระบบ (Skin As A System) มากกว่าพื้นผิว เช่น เรื่องของ Inflammation, Barrier Function, Microbiome และความสามารถในการซ่อมแซมของเซลล์

หมอโอ๊ค-นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล: Skin longevity คือวิวัฒนาการความงามที่ต่อยอดมาจากเทรนด์ Longevity + Lifestyle โดยเปลี่ยนทัศนคติจากการต่อต้านความร่วงโรย (Anti-Aging) มาเป็นการโอบรับความชราอย่างมีคุณภาพเพื่อคงความอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืน

วิธีดูแลผิวแบบ Skin Longevity ชะลอวัยระดับเซลล์ต้องทำอย่างไร?

หมอฟ้า-พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์: กลไกการทำงานของเซลล์ผิวที่แข็งแรง จะส่งผลต่อความชุ่มชื้นของผิว ลดการอักเสบ ระคายเคืองที่ผิว สีผิวที่สม่ำเสมอ ความยืดหยุ่น ความตึงของผิว รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัวของผิวเมื่อโดนความเครียด เช่น จากแสงแดด มลภาวะเป็นต้น ซึ่งการจะรักษา Skinspan ไว้ได้นั้น เราต้องจัดการที่กลไกที่เป็นรากแห่งความเสื่อมของเซลล์ผิว ซึ่งกลไกนี้เกิดขึ้นกับทุกอวัยวะในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต ปอด ที่เราเรียกว่า Hallmarks of Aging นั่นเอง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ค้นพบ รากแห่งความชรานี้ 14 รากด้วยกัน สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ

  1. เรื่อง พลังงานในเซลล์ผิว (Cellular Energy)

  2. เรื่อง โครงสร้าง การผลิตโปรตีนของผิว

  3. การสื่อสารระหว่างเซลล์ผิว

  4. การอักเสบแบบเรื้อรัง

ถ้าถามว่าต้องเริ่มอย่างไรให้เริ่มจากเข้าใจสภาพผิว ปัญหาผิวของตัวเองในปัจจุบัน อาจจะตรวจจากกล้องพิเศษ ดูความแห้งความยืดหยุ่นต่างๆ หลังตื่นนอน หรือการตรวจโปรตีนที่ผิว

  1. ป้องกันสาเหตุแห่งความเสื่อม โดย ใช้ Sunscreen สมำ่เสมอ เพื่อป้องกันการทำลาย DNA ในเซลล์ผิว

  2. เสริมเกราะป้องกันผิว ทำความสะอาดผิว ไม่ปล่อยให้มีสิ่งตกค้าง , ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้น

  3. ลดการอักเสบของผิว โดยไม่ทำร้ายผิว จากการสครับบ่อยเกินไป ลดอาหารหวานที่มีน้ำตาลสูงเพราะน้ำตาลจะกระตุ้นกระบวนการทำร้ายผิวผ่านโมเลกุลที่เรียกว่า AGEs (Advanced Glycated End products)

  4. เข้านอนสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะความเครียด กระตุ้นกระบวนการแก่และอักเสบที่ผิวเช่นกัน

พญ.จิรา ถาวรประดิษฐ์: Skin Longevity ควรเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช้ว่ามีริ้วรอยแล้วค่อยมาแก้ การดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยวางรากฐานให้ผิวเราแข็งแรงและเกิดความเสื่อมช้าที่สุด เริ่มตั้งแต่ภายใน คือการบาลานซ์การใช้ชีวิต ตั้งแต่เรื่องอาหารโปรตีน ไขมัน น้ำตาลในขนาดที่พอเหมาะ เพื่อให้มีสารอาหารไปถึงผิวพรรณในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงเรื่องฮอร์โมนการนอนอย่างไรให้ Growth Hormones หลั่งได้ดี ภายนอกต้องบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น การป้องกันผิวจากต้านอนุมูลอิสระ แสงแดด และมลภาวะ ถ้าเราทำทั้งหมดแล้วผิวของเราก็จะแข็งแรงแบบ Skin Longevity แน่นอน

หมอโอ๊ค-นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล: หัวใจสำคัญไม่ใช่การเติมสารเพื่อแก้ปัญหาเป็นจุดๆ แต่คือการ "ปลุก" ให้เซลล์กลับมาทำงานได้ดีด้วยตัวเองควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างมีวินัยและพอดี โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟู "อีลาสติน" ซึ่งเป็นตัวเชื่อมความยืดหยุ่นที่สร้างใหม่ได้ยากและมักถูกทำลายโดยแสงแดด การดูแลในระดับนี้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เช่น กลุ่มคลื่นเสียงหรือคลื่นวิทยุ เพื่อกระตุ้นกลไกตามธรรมชาติให้ผิวคงความกระชับและดูดีที่สุดในแบบที่เป็นได้อย่างยาวนาน ควรเริ่มจากการดูแลสุขภาพให้ดี เลือกสกินแคร์ อาหารเสริม หรือเครื่องมือตัวช่วยดูแลผิวที่ได้มาตรฐาน มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจน เน้นเรื่องปลุกการทำงานของเซลล์ให้กลับมาทำงานได้ดีในทุกช่วงเวลา

หมอแบงค์-นพ.ภาคภูมิ มิตรานนท์: ปัจจุบันแนวคิดความงามกำลังขยับจาก Reactive Correction ไปสู่ Preventive Aesthetics หรือการดูแลผิวก่อนที่ความเสื่อมจะเกิดขึ้น ซึ่งในต่างประเทศมักใช้คำว่า Prejuvenation มากขึ้น แทนการรอแก้ปัญหาเมื่อผิวเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เราควรเริ่มมองผิวเป็นระบบ (Skin As A System) มากกว่าพื้นผิว เช่น เรื่องของ Inflammation, Barrier Function, Microbiome และความสามารถในการซ่อมแซมของเซลล์ เมื่อระบบเหล่านี้สมดุล ผิวจะให้ Inside-Out Glow ที่มีความเสถียร ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระตุ้นแบบชั่วคราว แนวคิดนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับเทรนด์ Longevity และ Regenerative Medicine ที่กำลังถูกพูดถึงในวงการความงามระดับโลก

ตอนนี้มีคำที่ถูกพูดถึงมากคือ “Skin Quality Over Skin Perfection” แทนที่จะพยายามทำให้ผิวเรียบสมบูรณ์แบบ เราจะให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของผิว” มากกว่า ซึ่งหมายถึงผิวที่มีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และฟื้นตัวได้ดี ในเชิง Clinical ผมจะโฟกัส 3 เรื่องหลัก คือ

  1. การรักษา Collagen ให้เสื่อมช้าลง

  2. การเสริมความแข็งแรงของ Skin Barrier

  3. การควบคุม Cellular Turnover ให้สมดุล

เพราะทั้งสามอย่างนี้เป็นพื้นฐานของผิวที่มี Resilience ในระยะยาว อีกประเด็นที่สำคัญคือการไม่รบกวนระบบผิวมากเกินไป เพราะแม้วิธีที่ Aggressive อาจให้ผลเร็ว แต่ในระยะยาวอาจทำให้ผิวเสียสมดุลได้ง่ายขึ้นดังนั้นใน Practice ผมมักเลือกแนวทางที่ค่อนข้าง Non-Invasive และค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผิวยังคงความสามารถในการฟื้นฟูของตัวเองไว้ได้

ควรเลือกผลิตภัณฑ์หรือหัตถการอย่างไรให้ได้ Skin Longevity?

หมอแบงค์-นพ.ภาคภูมิ มิตรานนท์: หลักคิดจะค่อนข้างชัดเจน คือเลือกสิ่งที่ “Support Function ของผิว” มากกว่าสิ่งที่ไปเปลี่ยนแปลงมันแบบรวดเร็ว ในฝั่ง Skincare เทรนด์ระดับโลกกำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Skin Ecosystem Care คือการดูแลผิวในฐานะระบบ เช่น การใช้ Antioxidants เพื่อลด Oxidative Stress การใช้ Peptides เพื่อสนับสนุน Collagen Signaling หรือการเลือก Formulation ที่ไม่รบกวน Microbiome มากเกินไป

ส่วนในฝั่งหัตถการ ทิศทางจะไปทาง Regenerative Aesthetics มากขึ้น คือเน้นการกระตุ้นให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบทันที แนวทางนี้เริ่มถูกอธิบายว่าเป็น “Truly Non-Invasive Approach” ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ไม่ผ่าตัด แต่รวมถึงการหลีกเลี่ยง Trauma ต่อผิวที่ไม่จำเป็น ในส่วนของ Mediwelle เราเลือกยึดแนวคิดนี้มาตลอดกว่า 6 ปี โดยตั้งใจให้การดูแลผิวเป็นแบบ Truly Non-Invasive เป็นหลัก เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผิวไม่จำเป็นต้องแลกกับความรุนแรงเพื่อผลลัพธ์ระยะสั้น สุดท้ายแล้ว วิธีที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความต่อเนื่อง มักให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเสถียรกว่าในบริบทของ Skin Longevity

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : สรัลชนา มีมาก