‘Skin Longevity’ หนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน และกำลังขยายขอบเขตจาก ‘เทรนด์ความงาม’ ไปสู่ ‘กรอบความคิดใหม่ของการดูแลผิว’ แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมบิวตี้ที่หันมาให้ความสนใจกับการดูแลผิวอย่างลึกซึ้งถึงระดับเซลล์ โครงสร้างผิว หรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยมีพื้นฐานมาจากวิทยาศาสตร์และสุขภาพองค์รวมอย่างชัดเจน ย้อนกลับไปในอดีต วงการสกินแคร์เคยถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Anti-Aging ที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาผิวตามวัยเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกต่อยอดและขยายความให้ลึกซึ้งขึ้นผ่านมุมมองแบบ Longevity ที่เน้นการยืด Skin Span หรือช่วงเวลาที่ผิวยังคงความแข็งแรง ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และคงความอ่อนเยาว์ในเชิงโครงสร้าง
1 / 2
'ตนุพล วิรุฬหการุญ' ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เลวเนส คลินิก และ 'Patrick Girod' CEO of L’Oréal Thailand, Myanmar, Laos and Cambodia
2 / 2
'วิภาวี ทับสกุล' General Manager of L’Oréal Luxe Thailand และ 'จิรา ถาวรประดิษฐ์' ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู
“ตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของ Skin Longevity เราเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นเทรนด์ แต่เป็นเรื่องการปรับวิธีการดูแลอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสอดคล้องกับการใช้ชีวิตด้วย ตอนแรกเราอาจจะต้องการแค่ Life Span ยาวขึ้น แต่ตอนนี้เรามองไปถึง Health Span และมุมต่อไปคือการทำอย่างไรให้ Skin Span ของเรายาวขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องแนวคิดของการดูแลผิวแบบยั่งยืนที่คิดว่าน่าจะอยู่ไปได้อีกนาน” – ‘วิภาวี ทับสกุล’ General Manager of L’Oréal Luxe (Thailand) หรือแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงที่ดูแลแบรนด์ดังอย่างลังโคม, จิออร์จิโอ อาร์มานี, คีลส์, อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ โบเต้ และ เฮเลนา รูบินสไตน์
แนวคิดนี้มองว่าการเสื่อมลงของผิวเป็นผลมาจากการสะสมความเสียหายในระดับเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวในระยะยาว ดังนั้นการดูแลผิวในมุมมอง Skin Longevity จึงไม่ได้เป็นแค่การ ‘เติม’ หรือ ‘ซ่อมแซม’ ผิวเท่านั้น แต่คือการเน้นการรักษาสมดุลของระบบผิวแบบองค์รวม โดยเฉพาะ Skin Barrier ที่เป็นปราการแรกในการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก เพราะเมื่อปราการแข็งแรงจะลดการกระตุ้นกระบวนการอักเสบที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมของผิว
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากเดิมที่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไข กลายมาเป็นการดูแลเชิงป้องกันและวางแผนล่วงหน้า แนวโน้มนี้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับ Skin Longevity ว่าด้วยเรื่องของการดูแลผิวแบบครอบคลุมทุกระบบ ตั้งแต่การดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา การชะลอความเสื่อม ไปจนถึงการเตรียมผิวเพื่อรับมือกับความเสื่อมในอนาคต ทำให้การดูแลผิวกลายเป็นเรื่องระยะยาวที่เชื่อมโยงกับสุขภาพองค์รวม และส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวโดยตรง

“เรากำลังพัฒนาด้าน Longevity อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นหลักของวงการความงามในอนาคต และผมคิดว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้เท่านั้น” – ‘Patrick Girod’ Chief Executive Officer of L’Oréal Thailand, Myanmar, Laos and Cambodia
แนวคิดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจังในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจาก L’Oréal Groupe บริษัทความงามระดับโลกที่มีแบรนด์ในเครือ 40 แบรนด์ ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำของการกำหนดนิยามความหมายของความงามยุคใหม่ ผ่านกรอบแนวคิด Longevity ที่ไม่ได้มองผิวเพียงแค่ในมิติของความสวยงามระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพผิวในระยะยาวอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางอย่าง L’Oréal Longevity Integrative Science™ แบรนด์ได้ผสานองค์ความรู้ด้านชีววิทยาเชิงลึกเข้ากับงานวิจัยกว่า 15 ปี เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาผิวที่ตอบโจทย์คำว่า Longevity ในระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่การชะลอสัญญาณแห่งวัย แต่เป็นการเสริมศักยภาพของผิวให้สามารถฟื้นตัว ปรับสมดุล และคงประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน การขยายเข้าสู่มิติของ Beauty Tech ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำ โดยการนำข้อมูลชีวภาพ (Biological Data) และการวิเคราะห์เชิงลึกมาใช้ในการออกแบบดูแลผิวแบบเฉพาะบุคคลที่แม่นยำยิ่งขึ้น นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากเดิมอย่างการออกแบบสกินแคร์สำหรับทุกคนไปสู่การออกแบบเฉพาะกลุ่มหรือแก้ไขปัญหาผิวเฉพาะบุคคลมากขึ้น ซึ่งในหลักการนี้จะอิงตามหลักวิทยาศาสตร์และข้อมูลจริงมากขึ้น โดยทาง L’Oréal Groupe ให้ความเห็นว่าวิธีการนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมความงามในอนาคต ภาพของแนวคิดนี้เริ่มชัดเจนขึ้นผ่านการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อย่าง Lancôme Absolue Longevity จาก Lancôme ที่ยกระดับการดูแลผิวจากการแก้ปัญหาไปสู่ 'การป้องกันและเสริมศักยภาพของผิว' อย่างครบวงจร หรือที่เรียกว่า Preventive และ Proactive Care
หัวใจสำคัญของนวัตกรรมดังกล่าวคือ Absolue Rose PDRN™ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาต้นเหตุสำคัญของการเกิดสัญญาณแห่งวัย พร้อมเสริมพลังงานระดับเซลล์ผิว ส่งผลให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพของการดูแลผิวให้มีสุขภาพดีและอ่อนเยาว์ในระยะยาวแบบองค์รวม ซึ่งสะท้อนว่าสกินแคร์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความงามเท่านั้น แต่เป็นศาสตร์ของการดูแลสุขภาพผิวเชิงลึก ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจในชีววิทยาของมนุษย์เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

“Skin Longevity คือการเริ่มตั้งแต่การดูแลป้องกันไม่ให้มีความเสื่อม เป็นการดูแลต่อเนื่องและเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน แต่ Anti-Aging เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะชะลอความเสื่อมของผิวหนัง” – ‘แพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์’ ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู
เมื่อพิจารณาในภาพรวม Skin Longevity ไม่ได้เป็นการต่อยอดมาจาก Anti-Aging แต่เป็นการวางกรอบใหม่ของวิธีคิดเกี่ยวกับการดูแลผิวแบบองค์รวม โดยทำความเข้าใจว่าผิวเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะที่มีวงจรชีวิต มีสุขภาพ และต้องการการดูแลอย่างเป็นระบบ เป้าหมายสูงสุดของ Skin Longevity ไม่ใช่แค่การทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ แต่คือการทำให้ผิวสามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุดและคงสภาพเดิมยาวนานที่สุด สอดคล้องกับภาพใหญ่ของคำว่า 'Longevity' ที่มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงมีชีวิตที่ยืนยาว แต่ต้องการมีสุขภาพที่ยืนยาวเช่นกัน และในบริบทนี้ Skin Span ก็มุ่งเน้นไปที่คุณภาพของผิว ซึ่งสอดคล้องกับการมีชีวิตและสุขภาพที่ยืนยาวอย่างกลมกลืน
WELLNESSจับตา! ‘Skin Longevity’ เพราะการมีอายุผิวที่ยืนยาวสำคัญกว่าแค่ความอ่อนเยาว์ชั่วคราว




