หากพูดถึงส่วนผสมในสกินแคร์ที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาสีผิว หนึ่งในนั้นคือ ‘Tranexamic Acid’ ส่วนผสมที่เดิมเป็นยาที่ใช้เกี่ยวข้องกับการควบคุมเลือดออก แต่ในวงการผิวหนังมีการศึกษาถึงการนำมาใช้ดูแลปัญหาเม็ดสี โดยเฉพาะ ฝ้าและรอยดำหลังการอักเสบ เนื่องจากส่วนผสมนี้มีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเม็ดสีและการอักเสบของผิว จึงกลายเป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการดูแลผิวให้สีดูสม่ำเสมอมากขึ้น โว้กบิวตี้พามาทำความรู้จักกับประโยชน์ของ Tranexamic Acid ว่าช่วยดูแลผิวหน้าในเรื่องอะไรบ้าง
-
ช่วยดูแลฝ้าและปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ
จุดเด่นที่ทำให้ Tranexamic Acid ได้รับความสนใจในวงการผิวหนังคือการนำมาใช้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับดูแล Melasma หรือฝ้า โดยกลไกที่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเส้นทางของ Plasmin ซึ่งมีบทบาทต่อการส่งสัญญาณที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสี เมื่อกระบวนการดังกล่าวลดลง จึงอาจช่วยลดความเข้มของเม็ดสีและทำให้บริเวณที่มีปัญหาดูจางลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ฝ้าเป็นปัญหาผิวที่มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลจึงควรทำควบคู่กับการป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ
-
ช่วยลดเลือนรอยดำหลังการอักเสบ
นอกจากฝ้าแล้ว Tranexamic Acid ยังได้รับการศึกษาในเรื่อง Post-inflammatory Hyperpigmentation (PIH) หรือรอยดำที่เกิดขึ้นหลังผิวมีการอักเสบ เช่น หลังสิวหรือการระคายเคืองบางประเภท งานวิจัยล่าสุดพบว่า TXA มีศักยภาพในการช่วยจัดการกับภาวะเม็ดสีผิดปกติหลายรูปแบบ รวมถึง PIH โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปแบบทาผิว ดังนั้นจึงเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีปัญหารอยดำและต้องการให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น

ภาพ: Magnific
-
ช่วยให้ผิวดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น
เมื่อปัจจัยที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีถูกลดลง Tranexamic Acid จึงมีบทบาทในสกินแคร์กลุ่มที่มุ่งดูแล ผิวหมองคล้ำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนการผลัดเซลล์ผิวโดยตรง แต่เน้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีมากกว่า ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือผิวที่ดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้นเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น สูตรผลิตภัณฑ์ และสภาพผิวของแต่ละคน
-
มีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของผิว
อีกเหตุผลที่ Tranexamic Acid ได้รับความสนใจคือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเม็ดสีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและหลอดเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่ถูกเสนอว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า งานวิจัยจึงมองว่า TXA อาจมีบทบาทมากกว่าการลดความเข้มของเม็ดสี แต่ยังช่วยจัดการปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสีผิวที่ผิดปกติได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่า Tranexamic Acid เป็นส่วนผสมสำหรับรักษาการอักเสบของผิวทุกประเภทโดยตรง เพราะหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันยังอยู่ในกลุ่มปัญหาเม็ดสี โดยเฉพาะฝ้าและรอยดำ
แนะนำสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Tranexamic Acid
1 / 3
Power Glow Pore Refine Serum (ราคา 1,490 บาท) จาก Her Hyness
เซรั่มสำหรับผิวมันและผู้มีปัญหาสิวโดยเฉพาะ ด้วย 16 พลังไวท์เทนนิ่งจากธรรมชาติ ตรงเข้าจัดการจุดด่างดำและความหมองคล้ำถึงต้นตอ ทำให้สีผิวแลดูสม่ำเสมอขึ้น ปราศจากสารเคมีที่ระคายเคืองผิวกว่า 18 ชนิด ผิวบอบบางสามารถใช้ได้
2 / 3
LiftActiv B3 Serum (ราคา 1,900 บาท) จาก Vichy
เซรั่มบำรุงผิวผสานพลัง Melasyl™ ดูแลปัญหาจุดด่างดำอย่างครบขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการสัญญาณการก่อตัวของจุดด่างดำฝังลึกด้วย Tranexamic Acid ลดเลือนจุดด่างดำบนผิวอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิตามินซี รวมถึงตัดวงจรการเกิดจุดด่างดำใหม่ๆ ด้วยไนอาซินาไมด์ พร้อมฟื้นบำรุงผิวให้ดูกระจ่างใสด้วยกรดไกลโคลิก
3 / 3
Niacinamide 10% + Txa 4% Serum (ราคา 690 บาท) จาก Anua
เซรั่มที่มีส่วนผสมเพิ่มความกระจ่างใส 3 ชนิด ได้แก่ Niacinamide 10%, Tranexamic Acid 4% และ Arbutin 2% ช่วยทำให้จุดด่างดำจางลง รวมถึงรอยแผลเป็นจากสิวและรอยดำ แถมอัดแน่นไปด้วยกรดไฮยาลูรอนิกและเซราไมด์ เพื่อให้ความชุ่มชื้นและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวในเวลาเดียวกัน





