การผลัดเซลล์ผิวหน้าเป็นขั้นตอนการดูแลผิวที่หากทำผิดวิธี อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี จากความตั้งใจที่อยากให้ผิวสวยใส อาจกลับกลายเป็นผิวบาง แห้ง ลอก ระคายเคืองโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะฉะนั้นก่อนจะเริ่มผลัดเซลล์ผิว จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานต่างๆ ตั้งแต่ประเภทของการผลัดเซลล์ผิว ความถี่ที่เหมาะสม ไปจนถึงข้อควรระวัง

1. ต้องรู้สภาพผิวของตัวเองก่อน
การผลัดเซลล์ผิวหน้าควรเริ่มจากการรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะผิวแต่ละประเภทตอบสนองต่อการผลัดเซลล์ผิวต่างกัน หากเลือกไม่เหมาะอาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเสียสมดุลได้
- ผิวธรรมดา: เลือกได้ทั้งการผลัดเซลล์ผิวแบบ Physical (สครับ) และ Chemical (AHA, BHA, PHA)
- ผิวมันและผิวเป็นสิวง่าย: เหมาะกับการผลัดเซลล์ผิวแบบ Chemical โดยเฉพาะ BHA ที่ช่วยลดการอุดตันในรูขุมขน ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ
- ผิวแห้ง: ควรหลีกเลี่ยงสครับหยาบ เลือกการผลัดเซลล์ผิวแบบเคมีที่อ่อนโยน เช่น AHA หรือ PHA เพื่อไม่ให้ผิวแห้งตึง
- ผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง: ควรเลือกการผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยนที่สุด เช่น PHA
- ผิวผสม: เลือกผลัดเซลล์ผิวเฉพาะจุด เช่น ทีโซน เพื่อดูแลผิวแต่ละส่วนได้เหมาะสม

2. รู้จักประเภทการผลัดเซลล์ผิว
การผลัดเซลล์ผิวหน้าไม่ได้มีแค่วิธีเดียว แต่ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวที่ต่างกัน ดังนั้นควรทำความรู้จักแต่ละประเภทเพื่อจะเลือกได้ถูกต้อง
- Physical Exfoliation (สครับ): เป็นการผลัดเซลล์ผิวด้วยการขัดหรือถูผิวโดยตรง หรือที่รู้จักกันว่าการสครับ วิธีนี้ช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าบนผิวชั้นนอก เหมาะกับผิวที่แข็งแรงและไม่แพ้ง่าย
- AHA (Alpha Hydroxy Acid): เป็นกรดผลัดผิวที่ทำงานบนผิวชั้นบน ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกอย่างอ่อนโยน ทำให้ผิวดูเรียบเนียน กระจ่างใส เหมาะกับผิวแห้งและผิวที่หมองคล้ำ
- BHA (Beta Hydroxy Acid): เป็นกรดที่ละลายในน้ำมัน สามารถซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ดี จึงเหมาะกับผิวมันและผิวเป็นสิวง่าย ช่วยลดการอุดตัน สิวอุดตัน และความมันส่วนเกิน
- PHA (Polyhydroxy Acid): เป็นกรดผลัดผิวที่มีโมเลกุลใหญ่ ระคายเคืองน้อยที่สุดในกลุ่มกรดผลัดผิว เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มผลัดเซลล์ผิวหน้า ช่วยผลัดผิวอย่างอ่อนโยน พร้อมช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวไปพร้อมกัน

3. ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย
หลายคนเข้าใจว่าการผลัดเซลล์ผิวหน้า ยิ่งทำบ่อย ผิวยิ่งใสเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้วการผลัดผิวบเกิ่อยนไปอาจทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ส่งผลให้ผิวแห้ง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดดมากขึ้น โดยความถี่ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรปรับตามสภาพผิวของแต่ละคนเป็นหลัก ซึ่งการผลัดเซลล์ผิวที่ทำอย่างพอดีจะทำให้ผิวมีเวลาได้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ เพราะผิวที่แข็งแรง ไม่ใช่ผิวที่ถูกผลัดบ่อยที่สุด แต่คือผิวที่ได้รับการดูแลอย่างสมดุล

4. อย่าลืมทากันแดดเพราะผิวจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น
หลังการผลัดเซลล์ผิวหน้า ผิวชั้นนอกจะบางลงชั่วคราว ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดและรังสี UV มากกว่าปกติ ถ้าหากผิวไม่ได้รับการปกป้อง อาจนำไปสู่ปัญหาผิวต่างๆ เช่น ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ ดังนั้นหลังการผลัดเซลล์ผิว สำคัญมากว่าจะต้องทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการออกแดดจัด หรือป้องกันเพิ่มด้วยการกางร่ม และใส่เสื้อแขนยาวด้วยถ้าเป็นไปได้

5. การบำรุงหลังผลัดเซลล์ผิวสำคัญมาก
หลังการผลัดเซลล์ผิวหน้า ผิวจะอยู่ในช่วงที่บอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การบำรุงผิวจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการป้องกันผิวด้วยครีมกันแดด เพราะการบำรุงจะช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ลดการระคายเคือง และทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น ควรเน้นการเติมความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ และเลือกใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคืองหรือสารออกฤทธิ์แรง เพื่อให้ผิวมีเวลาฟื้นฟูอย่างเต็มที่

6. ควรเว้นการผลัดเซลล์ที่ผิวช่วงผิวมีปัญหา
ในช่วงที่ผิวหน้ามีปัญหา เช่น ผิวแสบแดง อักเสบ เป็นสิวรุนแรง หรือมีอาการระคายเคือง การผลัดเซลล์ผิวหน้าอาจยิ่งทำให้ปัญหาผิวแย่ลงได้ ทางที่ดีควรเว้นการผลัดเซลล์ผิวไปก่อน และหันมาเน้นการปลอบประโลม ฟื้นฟู และเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เมื่อผิวกลับมาอยู่ในสภาพสมดุลและแข็งแรงแล้ว ค่อยเริ่มผลัดเซลล์ผิวหน้าอีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป
SKINCAREแนะนำ 3 ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวแต่ละประเภท ใช้อย่างไรผิวเรียบเนียน ดูเปล่งปลั่ง




