‘กลิ่นลาเวนเดอร์’ อาจทำให้นึกถึงความหอมสะอาด ผ่อนคลาย และภาพของทุ่งดอกไม้สีม่วงในแถบโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส แต่ในโลกของน้ำหอม ลาเวนเดอร์ไม่ได้มีเพียงความหอมแบบสมุนไพรหรือกลิ่นสบู่เท่านั้น เพราะเมื่อจับคู่กับดอกไม้ วานิลลา ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หรือไม้หอม ก็สามารถสร้างคาแรกเตอร์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ความสดชื่นโปร่งสบาย กลิ่นฟลอรัลที่ดูสง่างาม ไปจนถึงความหวานนุ่มและลุ่มลึกที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว สำหรับใครที่กำลังมองหาน้ำหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ที่มีรายละเอียดมากกว่าความหอมแบบดอกไม้ทั่วไป โว้กบิวตี้คัดมา 6 กลิ่นจากแบรนด์ดังที่ตีความลาเวนเดอร์ออกมาแตกต่างกัน
1 / 6
Goddess Eau de Parfum (ราคา 7,340 บาท / 100 ML) จาก Burberry
หากชอบน้ำหอมที่มีความหวานนุ่มแต่ยังคงความหรูหรา กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่น่าสนใจ เพราะหัวใจของน้ำหอมขวดนี้คือวานิลลา 3 รูปแบบ ได้แก่ Vanilla Infusion, Vanilla Caviar และ Vanilla Absolute โดยมีลาเวนเดอร์เข้ามาเพิ่มความสดชื่นและช่วยไม่ให้ความหวานดูหนักจนเกินไป ในช่วงแรกจะสัมผัสได้ถึงวานิลลาที่มีมิติออกไปทางไม้ ก่อนจะค่อยๆ เผยความหวานเข้มข้น นุ่มละมุน และมีความครีมมี่มากขึ้น ขณะที่ลาเวนเดอร์ช่วยเพิ่มความโปร่งและกลิ่นอะโรมาติกให้กับองค์ประกอบโดยรวม จึงเหมาะกับคนที่ชอบความหวานแบบผู้ใหญ่ มีความเฟมินีน และอยากได้น้ำหอมที่ใช้ได้ตั้งแต่วันทำงานไปจนถึงดินเนอร์
2 / 6
Atelier des Fleurs Lavanda Eau de Parfum (ราคา 10,350 บาท / 150 ML) จาก Chloé
สำหรับคนที่อยากสัมผัสกลิ่นลาเวนเดอร์อย่างชัดเจน โดยไม่ถูกวานิลลาหรือกลิ่นหวานอื่นกลบ นี่คือกลิ่นที่ควรลอง น้ำหอมขวดนี้สร้างสรรค์โดยนักปรุงน้ำหอม Quentin Bisch โดยได้แรงบันดาลใจจากภาพความทรงจำในวัยเด็กของเขาเกี่ยวกับคุณแม่ที่ถือช่อลาเวนเดอร์ เดินจากสวนที่ร้อนระอุเข้าสู่ร่มเงาเย็นสบายภายในบ้าน คาแรกเตอร์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่กลิ่นดอกไม้แห้งหรือความหอมแบบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด แต่ถ่ายทอดความสดชื่นแบบอะโรมาติกควบคู่กับความนุ่มกลมและความอบอุ่นคล้ายแสงแดดที่อาบอยู่บนสวนดอกไม้ เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบง่าย มีรสนิยมแบบหรูหราอย่างไม่ต้องพยายาม และสามารถใช้เป็นกลิ่นประจำวันได้
3 / 6
Silver Birch & Lavender Cologne (ราคา 6,400 บาท / 100 ML) จาก Jo Malone London
ถ้าภาพของลาเวนเดอร์คือความสะอาด สดชื่น และดูมีความเป็นธรรมชาติ นี่คือกลิ่นที่เหมาะที่สุด เพราะน้ำหอมขวดนี้นำลาเวนเดอร์มาผสมกับเกรปฟรุตและกลิ่นไม้ โดยมี Silver Birch Accord และ Roasted Oak เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างมิติให้กลิ่น เมื่อฉีดครั้งแรก ความสดชื่นของเกรปฟรุตช่วยให้กลิ่นเปิดออกมาอย่างโปร่งและมีชีวิตชีวา ก่อนจะตามด้วยลาเวนเดอร์ที่มีกลิ่นอะโรมาติกสะอาดๆ จากนั้นจึงค่อยเผยความแห้งของไม้เบิร์ชและความลุ่มลึกของไม้โอ๊กคั่ว ทำให้กลิ่นไม่หวานแบบน้ำหอมดอกไม้ทั่วไป แต่มีความคม เท่ และดูเรียบร้อยในเวลาเดียวกัน
4 / 6
Lavande 31 Eau de Parfum (ราคา 6,995 บาท / 50 ML) จาก Le Labo
กลิ่นนี้การตีความลาเวนเดอร์ในแบบที่ซับซ้อนและมีความขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะได้นำเบอร์กามอตและเนโรลีมาเพิ่มความสดชื่นในช่วงเปิดกลิ่น ก่อนเผยลาเวนเดอร์ที่มีความชัดเจนและลุ่มลึก พร้อมรองพื้นด้วยกลิ่นแอมเบอร์ มัสก์ และโทนถั่วตองกา สิ่งที่น่าสนใจคือการเล่นกับความรู้สึกสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งมีกลิ่นสะอาดและอะโรมาติกคล้ายบรรยากาศของร้านตัดผม อีกด้านกลับมีความเข้ม อุ่น และมัสกี้ที่ทำให้กลิ่นดูหม่นขึ้นเล็กน้อย จึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นช่อดอกไม้หวานๆ แต่มีบุคลิกชัดเจนและดูเป็นน้ำหอมเฉพาะกลุ่มมากกว่าแนวฟลอรัลทั่วไป หากกำลังมองหาลาเวนเดอร์ที่ดูสุขุม มีความเท่ และมีความเป็นผู้ใหญ่ นี่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
5 / 6
REPLICA Coffee Break Eau de Toilette (ราคา 6,400 บาท / 100 ML) จาก Maison Margiela
ใครที่ชอบกลิ่นลาเวนเดอร์แต่ต้องการอะไรที่นุ่มนวลและมีความครีมมี่มากขึ้น นี่คือกลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาพักในร้านกาแฟอุ่นๆ ในวันที่อากาศหนาว โดยมีทั้งกลิ่นกาแฟ กลิ่นฟองนมนุ่มๆ ลาเวนเดอร์ และสเปียร์มินต์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ช่วงเปิดกลิ่นมีทั้งกาแฟ แอปเปิ้ลแดง และเลมอน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นลาเวนเดอร์ที่มาพร้อมความเย็นสดชื่นของสเปียร์มินต์และกลิ่นดอกส้ม ส่วนช่วงท้ายเป็นความนุ่มละมุนจากกลิ่นฟองนม ผสานกับไม้จันทน์และซีดาร์วูด ภาพรวมจึงคล้ายกลิ่นกาแฟนมที่มีความหอมสะอาดแทรกอยู่ ไม่ได้หวานเหมือนขนมเต็มตัว และไม่ได้ให้ความรู้สึกสมุนไพรชัดแบบลาเวนเดอร์เดี่ยวๆ จึงเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย เหมาะกับวันพักผ่อน วันทำงานสบายๆ หรือช่วงที่อยากได้กลิ่นหอมละมุนใกล้ผิวมากกว่าความหอมฟุ้งแบบน้ำหอมฟลอรัลเข้มข้น
6 / 6
Libre Berry Crush Eau de Parfum (ราคา 5,950 บาท / 50 ML) จาก YSL
กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่นำลาเวนเดอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Libre มาตีความใหม่ด้วยความฉ่ำของราสป์เบอร์รี่ พร้อมกลิ่นดอกส้มจากโมร็อกโกและความนุ่มละมุนของกลิ่นมะพร้าว ความโดดเด่นของกลิ่นนี้อยู่ที่การผสมผสานระหว่างความเปรี้ยวหวานของราสป์เบอร์รี่กับความหอมอะโรมาติกของลาเวนเดอร์จากฝรั่งเศส เมื่อกลิ่นผลไม้ค่อยๆ กลมกลืนกับดอกส้ม จะเกิดเป็นกลิ่นฟลอรัลที่ดูมีพลังและมีความเฟมินีน ก่อนจะถูกเติมความนุ่มด้วยโทนมะพร้าวครีมมี่ ทำให้ภาพรวมมีทั้งความสดใส ความหวาน และความเย้ายวนในกลิ่นเดียวกัน เหมาะกับคนที่มีสไตล์มั่นใจ และไม่อยากใช้น้ำหอมหวานแบบผลไม้เพียงอย่างเดียว





