เมื่อความงามไม่ได้มีสูตรสำเร็จ และการแต่งหน้าไม่จำเป็นต้องปกปิดทุกความไม่สมบูรณ์แบบโว้กบิวตี้ชวนพูดคุยกับ จอง แซมมุล (Jung Saem Mool) เมกอัปอาร์ทิสต์ระดับแถวหน้าของเกาหลีใต้และผู้ก่อตั้ง JUNG SAEM MOOL BEAUTY ถึงวิวัฒนาการของ K-Beauty ตั้งแต่ยุค Glass Skin ที่หลายคนคุ้นเคย ไปจนถึงแนวคิดการสร้าง Perfect Base ที่ให้ความสำคัญกับผิวจริง ความสมดุล และการดึงเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละคนออกมาให้โดดเด่นที่สุด
K-Beauty ที่มากกว่าแค่เทรนด์ผิวโกลว์ฉ่ำวาว
หากย้อนกลับไปในยุคที่ Glass Skin กลายเป็นภาพจำของ K-Beauty ภาพผิวเนียนละเอียด เปล่งประกาย และดูฉ่ำวาวราวกับกระจกอาจเป็นสิ่งที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก ทว่าในมุมมองของจอง แซมมุล เรื่องของงานผิวในลักษณะนี้ไม่เคยเป็นเพียงการสร้างเทรนด์ขึ้นมา หากแต่เป็นแนวคิดที่เธอให้ความสำคัญมาโดยตลอด นั่นคือการเผยเนื้อสัมผัสและความเปล่งประกายตามธรรมชาติของผิว มากกว่าการปกปิดให้เรียบเนียนไร้ที่ติ
“Natural Beauty ที่ฉันพูดถึงบ่อยๆ ก็เริ่มต้นมาจากความคิดนั้นค่ะ”
สำหรับคุณจอง วิวัฒนาการของ K-Beauty ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสไตล์การแต่งหน้าหรือเทรนด์ใดเทรนด์หนึ่งอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมความงามเกาหลีเติบโตอย่างรวดเร็ว คือความสามารถในการเปิดรับสิ่งใหม่ ควบคู่ไปกับความละเอียดอ่อนในการทำความเข้าใจผู้บริโภคที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้บริโภคชาวเกาหลีมีความกระตือรือร้นในการทดลองผลิตภัณฑ์และเทคนิคใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างมาก แบรนด์จึงต้องสังเกต เรียนรู้ และนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง กระบวนการที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นี้เองที่กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของ K-Beauty
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือแนวทางการแต่งหน้าที่ละเอียดและเฉพาะบุคคลมากขึ้น จากเดิมที่ผู้คนอาจยึดติดกับรูปหน้า สีสัน หรือสไตล์เมกอัปที่กำลังได้รับความนิยม ปัจจุบันความแตกต่างของแต่ละบุคคลกลับได้รับการยอมรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิว โครงหน้า โทนสีผิว หรือภาพลักษณ์ที่ต้องการนำเสนอสำหรับคุณจอง จุดเริ่มต้นของการแต่งหน้าจึงไม่ใช่การมองหาสิ่งที่ต้องแก้ไข แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าความงามของคนตรงหน้าอยู่ที่ใด
“เวลาฉันแต่งหน้า ฉันจะสังเกตคนๆ นั้นก่อนเสมอค่ะ มองทั้งกรอบหน้า โทนสีผิวที่เข้ากัน และเนื้อสัมผัสเดิมของผิวตามธรรมชาติ แล้วค่อยมาคิดก่อนว่าจะชูจุดเด่นอะไรขึ้นมา มากกว่าจะคิดว่าต้องแก้ตรงไหน”
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการแต่งหน้าเพื่อให้ทุกคนเข้าใกล้มาตรฐานความงามแบบเดียวกัน ไปสู่การออกแบบเมกอัปที่ตอบโจทย์ตัวตนของแต่ละคน เพราะการแต่งหน้าที่ดีไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใบหน้าให้กลายเป็นอีกคน แต่ควรช่วยให้เจ้าของใบหน้าเผยเสน่ห์ของตัวเองออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เทรนด์เมกอัปเกาหลีในยุค 2026/27
หากถามถึงทิศทางของเมกอัปเกาหลีในปัจจุบัน จอง แซมมุล มองเห็นการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคไร้ขอบเขต ในด้านสีสัน โทน Neutral และ Soft Pastel ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและสบายตายังคงเป็นทิศทางที่น่าสนใจ ขณะที่ความสำคัญของสีไม่ได้อยู่เพียงความโดดเด่นหรือความเข้มชัด แต่อยู่ที่ว่าสีนั้นเข้ากับผิวได้ดีเพียงใด รวมถึงให้สัมผัสและมิติอย่างไรเมื่ออยู่บนผิวจริง ด้วยเหตุนี้ Texture และ Finish จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแต่งหน้า ไม่แพ้การเลือกเฉดสี เพราะรายละเอียดของผิวสามารถสร้างความแตกต่างให้ลุคได้ แม้จะใช้สีสันที่เรียบง่ายก็ตาม
อีกด้านหนึ่ง แม้เทคโนโลยีอย่าง AI และหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ผู้คนก็ยังแสวงหาความสุขจากสิ่งเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับเธอ ความเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนจะอยู่คนละขั้วนี้กลับสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ และเป็นเสน่ห์สำคัญของเมกอัปเกาหลีในวันนี้
Perfect Base สำหรับคุณ Jung Saem Mool ไม่ใช่ผิวที่ไร้ที่ติ แต่คือผิวที่ดูดีที่สุดในแบบของตัวเอง
หัวใจสำคัญของการแต่งหน้าในแบบฉบับจอง แซมมุล อยู่ที่การสร้าง Perfect Base หรือเบสเมกอัปที่ดูสวยกลมกลืนไปกับผิวจริง โดยไม่จำเป็นต้องปกปิดทุกรายละเอียดจนหมดจด
“สำหรับฉัน คำว่า Perfect Base ไม่ได้หมายถึงผิวที่ปกปิดไร้ที่ติตั้งแต่แรกหรอกนะคะ แต่กลับเป็นผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนผิวจริงของเรา เป็นสภาพผิวที่ดูสุขภาพดีที่สุดและดูดีที่สุดต่างหากค่ะ”
ก่อนลงรองพื้น เธอให้ความสำคัญกับการประเมินสภาพผิวในวันนั้น ทั้งความแห้ง ความมัน และความพร้อมของผิว เพราะแม้จะมีรองพื้นที่ดีเพียงใด หากไม่ได้เตรียมผิวอย่างเหมาะสม ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์ที่สวยงามตามต้องการ ส่วนขั้นตอนการลงเบส เธอแนะนำให้เริ่มจากเนื้อผลิตภัณฑ์บางๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มการปกปิดเฉพาะบริเวณที่จำเป็น แทนการลงรองพื้นหนาทั่วใบหน้าเพียงเพื่อซ่อนจุดด่างดำหรือความไม่สม่ำเสมอของผิว วิธีนี้ช่วยรักษาเนื้อสัมผัสและประกายแสงตามธรรมชาติเอาไว้ ทำให้ผิวดูมีมิติแม้ในระยะใกล้
ผลลัพธ์ที่เธอต้องการจึงไม่ใช่ผิวที่ดูสมบูรณ์แบบจนแทบไม่มีรายละเอียด แต่เป็นผิวที่ทำให้รู้สึกว่าเจ้าของผิวมีพื้นฐานผิวที่ดีอยู่แล้ว เป็นความงามที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ต้องพยายามมากจนเกินไป
กุญแจสำคัญที่จะแต่งหน้าให้สวยในยุคนี้คืออะไร
หนึ่งในความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแต่งหน้าที่คุณจอง พบเห็นอยู่เสมอ คือความเชื่อที่ว่าการแต่งหน้าให้มากขึ้นจะทำให้ดูสวยขึ้นตามไปด้วย แต่จากประสบการณ์การทำงานในฐานะเมกอัปอาร์ทิสต์ เธอกลับพบว่าการพยายามทำให้ทุกส่วนของใบหน้าสมบูรณ์แบบ อาจทำให้เสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนค่อยๆ เลือนหายไป บางครั้งรายละเอียดเล็กๆ ที่ดูเหมือนเป็นข้อบกพร่องกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ใบหน้านั้นน่าจดจำ ขณะที่การปกปิดริ้วรอย เส้นสาย หรือเนื้อสัมผัสของผิวมากเกินไป อาจทำให้ความงามตามธรรมชาติถูกลดทอนลง
“ฉันจึงไม่พยายามที่จะแก้ไขหรือปกปิดทุกอย่างไปหมดค่ะ ส่วนไหนที่จำเป็นก็แค่อุดร่องรอยอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนที่ดีอยู่แล้วตามธรรมชาติก็ชูจุดเด่นนั้นเอาไว้”
หลักคิดเดียวกันนี้ยังใช้ได้กับการแต่งหน้าในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการเน้นดวงตา ริมฝีปาก หรือการสร้างผิวที่ดูเรียบเนียน ทุกองค์ประกอบควรทำงานร่วมกันอย่างสมดุล โดยไม่แย่งความโดดเด่นจากกันและกัน เพราะความสวยไม่ได้เกิดจากการทำให้ทุกจุดสมบูรณ์แบบเท่ากัน แต่เกิดจากการรู้ว่าอะไรควรเน้น และอะไรควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
เมกอัปที่ดีจึงไม่ใช่การจดจำเทคนิคหรือเทรนด์ที่ใช้ แต่เป็นการที่เมื่อเวลาผ่านไป เรายังคงจดจำใบหน้า สีหน้า และเสน่ห์ของคนคนนั้นได้อย่างชัดเจน
JUNG SAEM MOOL BEAUTY เปลี่ยนประสบการณ์ของเมกอัปอาร์ทิสต์ให้เป็นความงามที่เข้าถึงได้
แนวคิดเรื่องการเผยความงามเฉพาะตัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เทคนิคการแต่งหน้า แต่ยังเป็นรากฐานของการพัฒนา JUNG SAEM MOOL BEAUTY แบรนด์ที่เกิดจากความตั้งใจของจอง แซมมุล ในการถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำงานเป็นเมกอัปอาร์ทิสต์ให้ผู้คนสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เธอเล่าว่า "ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจไม่ได้มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ไปกว่าการหาวิธีทำให้ความรู้และประสบการณ์ที่สะสมมานานกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการมองหาเทรนด์ใหม่เพื่อสร้างสินค้าขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้นเท่านั้น แต่เกิดจากการสังเกตปัญหา ความไม่สะดวก และความต้องการที่พบเจอจริงระหว่างการแต่งหน้า"
แนวทางนี้เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของ JUNG SAEM MOOL BEAUTY เพราะเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังมีความเข้าใจในวิธีการใช้งานและความต้องการของผู้คนที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้แบรนด์เดินทางมาได้จนถึงวันนี้ก็คือความไว้วางใจจากลูกค้าที่สนับสนุนมาตั้งแต่ช่วงแรก รวมถึงผู้คนในหลายประเทศที่เปิดรับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง สำหรับก้าวต่อไป จอง แซมมุล ยังคงต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้คนค้นพบความงามที่มีอยู่ในตัวเองได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนใคร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผิวที่ดูสุขภาพดี การเลือกเทคนิคให้เหมาะกับแต่ละใบหน้า หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง หัวใจของความงามในแบบจอง แซมมุล ยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือการทำความเข้าใจตัวตนของเรา และใช้เมกอัปเป็นเครื่องมือในการเผยเสน่ห์นั้นออกมาอย่างดีที่สุด
MAKE UPExclusive | สิ่งที่มาสเตอร์ Jung Saem Mool อยากบอกกับคนรักเมกอัปและช่างแต่งหน้าในไทย







